- หน้าแรก
- ไวกิ้ง โอเวอร์ลอร์ดแห่งทะเลน้ำแข็ง
- บทที่ 5 การชุมนุมเหล่าโจรสลัด
บทที่ 5 การชุมนุมเหล่าโจรสลัด
บทที่ 5 การชุมนุมเหล่าโจรสลัด
บทที่ 5 การชุมนุมเหล่าโจรสลัด
หลังจากทักทายกันตามมารยาทพอเป็นพิธี "เจ้าอ้วน" เอริกและขุนนางทั้งแปดก็นั่งประจำที่ แม้เขาจะเรียกตนเองว่ากษัตริย์ แต่เขาไม่ใช่เจ้านายเหนือหัวของขุนนางเหล่านี้ และไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนั้นท่าทีของเขาจึงค่อนข้างเป็นกันเอง
"ทุกท่าน" เอริกกระแอมไอให้คอโล่ง
"นับตั้งแต่เราเปิดเส้นทางใหม่สู่ตะวันตก นักรบนับไม่ถ้วนได้แล่นเรือไปยังบริเตนและเวสต์ฟรานเซีย กอบโกยความมั่งคั่งมหาศาลเกินจินตนาการ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการโจมตีขนาดย่อม มีคนไม่เกินสองร้อยคนในการปล้นแต่ละครั้ง ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะยึดครองนิคมขนาดใหญ่ของศัตรู ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะจัดตั้งกองทัพขนาดใหญ่เพื่อบุกโจมตีเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งหนึ่ง แล้วพวกเราจะได้ปล้นชิงกันให้หนำใจ!"
ภายใต้การปลุกระดมของเขา ทุกคนในที่นั้นต่างส่งเสียงคำรามกึกก้องพร้อมกัน คลื่นเสียงม้วนตัวราวกับทะเลที่บ้าคลั่ง กระแทกเข้าใส่กำแพงจิตใจของเหล่าขุนนางอย่างต่อเนื่อง บางคนแสดงความคลั่งไคล้ออกมา ไม่สามารถระงับความกระหายสงครามในใจได้ ในขณะที่บางคนขมวดคิ้ว กังวลว่าองครักษ์ของตนจะถูกเอริกหลอกล่อให้แปรพักตร์ไป
เมื่อเสียงคำรามค่อยๆ สงบลง เอริกก็สั่งให้คนคลี่แผนที่หยาบๆ ของบริเตนออกมา พื้นที่บางส่วนทางตะวันออกเฉียงใต้ถูกทำเครื่องหมายเป็นสีดำ วิกเพ่งมองดูใกล้ๆ และพบว่าเป้าหมายคือเอสเซ็กซ์
"ลอนดินียม... ข้าวางแผนจะบุกเมืองนี้"
ในช่วงเวลาต่อมา เอริกพรรณนาถึงความมั่งคั่งของลอนดินียมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยกย่องว่าเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและหาได้ยากในโลก วิกหาวหวอดขณะฟัง อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำในใจ
'ในช่วงต้นศตวรรษที่ห้า เมื่อกองทหารโรมันชุดสุดท้ายถอนทัพออกจากบริเตน เมืองนี้ก็เสื่อมโทรมลง กว่าจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งก็ปาเข้าไปศตวรรษที่สิบเอ็ด เมื่อดยุคแห่งนอร์มังดีจากฟรานเซียพิชิตอังกฤษได้อย่างสมบูรณ์ และผู้สืบทอดตำแหน่งได้กำหนดให้ลอนดินียมเป็นเมืองหลวง ฮ่าๆ คงน่าขันพิลึกถ้าพวกเราไปปล้นเมืองร้างกันในครั้งนี้'
......
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านแผนการปล้น เอริกที่คอแห้งผากก็หยิบถ้วยทองคำขนาดใหญ่ขึ้นมากระดกเหล้าน้ำผึ้งลงท้องไปครึ่งหนึ่ง แล้วเรอเสียงดังขณะเดินเข้าไปหาแร็กนาร์
"แร็กนาร์ ลอธบรอก ไม่ว่าจะเคยพบเขาหรือไม่ ทุกคนในที่นี้อย่างน้อยต้องเคยได้ยินชื่อเขา ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา เขาออกปล้นทางตะวันตกทุกปี เชี่ยวชาญสภาพชายฝั่งของบริเตนและเวสต์ฟรานเซียเป็นอย่างดี ครั้งนี้เขาจะเป็นผู้นำกองเรือออกสู่ทะเล พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?"
ในขณะนั้นเอง ขุนนางคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาแสดงท่าทีดูแคลน "แร็กนาร์เป็นทหารรับจ้างที่ยอดเยี่ยม เขาอาจทำหน้าที่เป็นหมาล่าเนื้อได้ แต่เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเทียบชั้นเสมอกับพวกเรา"
เมื่อผู้นำของตนถูกดูหมิ่น เหล่าองครักษ์รวมถึงวิกจึงสวนกลับด้วยคำด่าทอสารพัด ปฏิกิริยาของไอวาร์นั้นรุนแรงที่สุด เขากระชากเสื้อคลุมขนสัตว์ออก ชักดาบเหล็ก แล้วชี้ปลายดาบไปที่ชายคนนั้น พลางเอ่ยทีละคำ
"ไอวาร์ ไร้กระดูก บุตรแห่งแร็กนาร์และลากูธา ขอท้าเจ้าดวล!"
สังคมไวกิ้งยกย่องความกล้าหาญ เมื่อมีคนเสนอการดวล เสียงเชียร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นจากรอบข้าง เอริกไม่อยากขัดใจมหาชน จึงกลับไปนั่งที่โดยไม่พูดอะไร ได้แต่นั่งดื่มเหล้าน้ำผึ้งเงียบๆ
"สถานะของเจ้ายังไม่ถึงขั้น เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสู้กับข้า" ใบหน้าของขุนนางผู้นั้นเคร่งขรึมลง เขาจึงส่งองครักษ์คนหนึ่งออกไปร่วมการดวลแทน ชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับไอวาร์และดูน่าเกรงขามไม่น้อย
"แค่ขยะพรรค์นี้รึ?" ไอวาร์ถ่มน้ำลาย กวักนิ้วเรียกคู่ต่อสู้ "เข้ามา ทำให้มันจบๆ ไปซะ"
จากมุมมองของวิก เขาเห็นเพียงแผ่นหลังของไอวาร์และไม่เห็นท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน เขาได้ยินเพียงเสียงอาวุธปะทะกันไม่กี่ครั้ง ศัตรูก็นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นแล้ว ลำคอถูกปาดจนเลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกมา
ทว่าไอวาร์ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขาหยิบโล่กลมของตนขึ้นมาแล้วทุบลงไปที่ร่างของศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการบดขยี้กระดูกทุกชิ้นในร่างกายของชายคนนั้นให้แหลกละเอียด
ถึงตรงนี้ วิกก็เข้าใจที่มาของฉายา "ไร้กระดูก" ในที่สุด
จนกระทั่งคู่ต่อสู้สิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไอวาร์จึงลุกขึ้นยืน จ้องมองขุนนางที่ชื่อบอร์กด้วยสายตาเย็นชา น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นยิ่งกว่าลมหนาว "คนต่อไป"
ในไม่กี่นาทีถัดมา บอร์กส่งคนออกมาอีกสามคนติดต่อกัน ทั้งหมดล้วนประสบชะตากรรมอันน่าสังเวชเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าไอวาร์ต้องการจะสังหารองครักษ์ของอีกฝ่ายทีละคนด้วยวิธีนี้จนกว่าจะหมด!
เมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังจะบานปลายจนควบคุมไม่อยู่ เอริกจึงลุกขึ้นห้ามปราม "พอได้แล้ว! เลือดของพวกเจ้าควรจะไปหลั่งในสนามรบที่บริเตน ไม่ใช่ในถิ่นของข้า จบเรื่องแค่นี้เถอะ!"
ภายใต้แรงกดดันจากเอริก การประชุมจึงดำเนินต่อไป แต่เห็นได้ชัดว่าทุกคนใจลอย ยังคงนึกภาพการดวลเมื่อครู่ที่ถูกลิขิตให้เลื่องลือไปทั่วแดนเหนือ
การคว้าชัยชนะสี่ครั้งรวดต่อหน้าขุนนางเก้าคนและชาวไวกิ้งอีกสองพันคนด้วยวิธีการที่เกือบจะเป็นการหยามศักดิ์ศรี ชื่อเสียงของไอวาร์จะต้องโด่งดังเป็นพลุแตกอย่างแน่นอน ทำให้เขากลายเป็นตัวเอกในบทเพลงของเหล่ากวี
......
หลังจากการชุมนุมโจรสลัดสิ้นสุดลง เอริกเชิญขุนนางทั้งแปดและองครักษ์มาร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดยหวังว่าจะประสานรอยร้าวด้วยเหล้าน้ำผึ้งและอาหารรสเลิศ
อาหารการกินในยุคนี้จำเจมาก อาหารจานหลักที่โดดเด่นที่สุดคือหมูหันทั้งตัวที่ทาด้วยน้ำผึ้งอย่างทั่วถึงและโรยด้วยพริกไทยราคาแพงระยับเพียงหยิบมือ รองลงมาคือปลาค็อด เนื้อวัวและเนื้อแกะเค็ม รวมถึงไส้กรอกเลือดที่ทำจากเครื่องในวัวและแกะ
ข้างๆ ไส้กรอกเลือด สาวใช้ได้วางจานเนื้อฉลามหมักตามธรรมเนียม ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง
มีเมนูผักเพียงอย่างเดียว คือสตูที่ทำจากหัวไชเท้า หัวผักกาด หอมหัวใหญ่ และน้ำซุปกระดูก โดยมีถั่วเติมลงไปเล็กน้อย อาหารหลักคือขนมปังแข็ง และของหวานคือชีสบ่ม อาหารสองอย่างนี้รวมถึงเหล้าน้ำผึ้งมีให้บริการอย่างไม่อั้น
หลังจากเอริกกล่าวคำอวยพรจบ งานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ในฐานะมือใหม่ วิกไม่มีทั้งวิรยุทธ์ที่โดดเด่นหรือผลงานที่น่าชื่นชม เขาจึงไม่ได้ร่วมวงคุยโวโอ้อวดกับพวกขี้เมา ได้แต่กล้ำกลืนอาหารรสชาติแย่เหล่านี้ลงคอเงียบๆ เพียงลำพัง
ด้วยการเดินทางไกลที่ใกล้เข้ามา เขาจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก เขาเพียงต้องการใช้โอกาสนี้ตุนสารอาหารให้มากที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในสงครามที่จะตามมา
น่าขันที่ก่อนจะข้ามภพมา เขาเกลียดการกินมันหมูเพราะรู้สึกว่ามันเลี่ยนเกินไป แต่ตอนนี้ หลังจากผ่านความยากลำบากมาครึ่งปี เขาเข้าใจแล้วว่าคุณค่าของมันหมูนั้นเหนือกว่าอกไก่และเนื้อปลามากมายนัก
ระหว่างมื้ออาหาร วิกได้ยินคนพูดคุยถึงข้อมูลเกี่ยวกับท่านลอร์ดบอร์ก ปรากฏว่าคนผู้นี้กับอดีตเจ้าเมืองโกเธนเบิร์กเป็นสหายร่วมรบที่สนิทสนมกัน และเมื่อสองเดือนก่อน เขาเพิ่งประกาศว่าจะให้ความคุ้มครองครอบครัวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังของสหายผู้นั้น
"มีสายสัมพันธ์แบบนี้ มิน่าล่ะเขาถึงหาเรื่องแร็กนาร์"
อีกด้านหนึ่ง ไอวาร์กำลังกล่าวคำสาบานอย่างดุเดือดต่อหน้าทุกคน "ข้าสาบานว่าจะตัดหัวกษัตริย์แห่งเอสเซ็กซ์ด้วยมือของข้าเอง ชิงมงกุฎของมัน และทำลายพระราชวังอันงดงามของมันให้ราบเป็นหน้ากลอง"
ราบเป็นหน้ากลอง? วิกแค่นหัวเราะในใจกับความไม่ประสีประสาของไอวาร์
ลอนดินียมเป็นเมืองที่หลงเหลือมาจากยุคโรมัน อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างด้วยอิฐและหิน แข็งแกร่งกว่าบ้านยาวของไวกิ้งในแดนเหนือมากนัก หากการบุกโจมตีระลอกแรกไม่สามารถเจาะกำแพงเมืองได้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นการล้อมเมืองอันโหดร้าย
"เอาไว้ทีหลัง ข้าจะหาโอกาสคุยกับแร็กนาร์เป็นการส่วนตัว หวังว่าเขาจะยอมรับกลยุทธ์ที่ข้าเสนอ"
วิกไม่ได้โง่พอที่จะหักหน้าไอวาร์กลางที่สาธารณะ พวกไวกิ้งเมาเหล้านั้นอันตรายที่สุด และเขาไม่อยากถูกขวานจามโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่