- หน้าแรก
- ไวกิ้ง โอเวอร์ลอร์ดแห่งทะเลน้ำแข็ง
- บทที่ 2 การตะลุมบอน
บทที่ 2 การตะลุมบอน
บทที่ 2 การตะลุมบอน
บทที่ 2 ตะลุมบอน
หลังจากแทะเนื้อติดซี่โครงแกะในมือจนเกลี้ยงเกลา วิคก็เริ่มขบคิดว่าจะไปซุกหัวนอนที่ไหนดี ประจวบเหมาะกับครอบครัวในละแวกนั้นกำลังซ่อมแซมหลังคาบ้านพอดี จึงว่าจ้างเขาให้ช่วยทำงานจิปาถะ ค่าตอบแทนคือเกลือถุงเล็ก พร้อมอาหารและที่พักเป็นเวลาสองวัน
หลังมื้อค่ำ เขาช่วยเลื่อยไม้กระดานอยู่ข้างเตาผิงไฟ เวลานี้ครอบครัวเจ้าของบ้านเองก็ยังไม่ได้พักผ่อน ผู้เป็นสามีกำลังลับขวานเหล็ก ส่วนภรรยาและลูกสาวนั่งล้อมวงรอบกองไฟเพื่อทำเนย ฟิล์มบางๆ จับตัวขึ้นบนผิวนนมแกะที่ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนในโถดินเผา ผู้เป็นภรรยาใช้ช้อนไม้ด้ามยาวตักมันออกมาก่อน จากนั้นจึงใช้ไม้กวนไปมา...
เมื่อเวลาล่วงเลยไป บ้านยาวของท่านลอร์ดที่อยู่ไม่ไกลนักก็เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังจัดงานเลี้ยงฉลอง วิคเงี่ยหูฟังและพบว่าลอร์ดโอลาฟกำลังร้องเพลงเสียงดังลั่น สรรเสริญวีรกรรมการปล้นสะดมของแร็กนาร์ในดินแดนบริเตน ยกย่องให้เขาเป็นวีรบุรุษในตำนาน
ทว่า จู่ๆ เสียงหัวเราะก็ค่อยๆ แผ่วลง กระทั่งแปรเปลี่ยนเป็นการโต้เถียงกันในที่สุด
"เจ้ามันก็แค่ทหารรับจ้างที่โชคดีคนหนึ่งเท่านั้น เจ้าเช่าเรือของข้า พาคนของข้าออกไปปล้นสะดม เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้อง ทรัพย์สมบัติสองในสิบส่วนก็นับว่าเป็นของกำนัลแล้ว ยังมีอะไรที่ไม่พอใจอีก"
จากนั้นเสียงของแร็กนาร์ก็ดังแทรกขึ้นมา เจือไปด้วยความโทสะที่ไม่อาจระงับ "ก่อนพวกเราจะออกเดินทางในฤดูใบไม้ผลิ เราตกลงส่วนแบ่งกันที่สามต่อเจ็ด เหตุใดท่านจึงกลับคำพูดเอาตอนนี้"
...
การโต้เถียงดำเนินไปอยู่หลายนาที วิคอดไม่ได้ที่จะแอบมองผ่านรอยแตกของประตู และเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ถือโล่และขวานยืนล้อมอยู่ด้านนอกบ้านยาว ราวสี่สิบคน หกคนในนั้นสวมชุดเกราะเหล็กครบครัน
กับดักงั้นรึ ดูจากสถานการณ์แล้ว ดูเหมือนท่านลอร์ดผู้นี้จะไม่ต้องการแบ่งให้แม้แต่สองในสิบส่วนด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก วิคก็เห็นแร็กนาร์เดินออกจากบ้านยาวพร้อมพรรคพวกสิบห้าคน แต่ละคนแบกห่อของมีค่าใบเล็ก ใบหน้าฉายแววความโกรธเกรี้ยวที่ไม่ยอมจำนน ต่างพากันสบถสาปแช่งขณะเดินลับหายไปตรงหัวมุมถนน
"จบลงแค่นี้หรือ"
เขารู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย เจ้าของบ้านฝ่ายชายส่ายหน้าและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแร็กนาร์ให้ฟังอย่างไม่ใส่ใจนัก
แร็กนาร์มีอายุสามสิบสี่ปีในปีนี้ กำเนิดจากสามัญชนและมีบุตรชายสามคน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาได้รับการว่าจ้างจากลอร์ดหลายคนให้ออกเรือไปปล้นสะดมในฤดูใบไม้ผลิและกลับเข้าฝั่งในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อแบ่งผลประโยชน์ จึงสั่งสมชื่อเสียงไว้มากมาย ทั่วทั้งดินแดนนอร์ดิกต่างรู้จักตัวตนของเขา
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดเขาก็เป็นเพียงสามัญชนที่ต่ำต้อย เมื่อเผชิญหน้ากับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอย่างลอร์ดโอลาฟ เขาทำได้เพียงก้มหน้าอดทนต่อความอัปยศนี้
"เป็นอย่างนี้นี่เอง" วิคลูบคางอย่างใช้ความคิด กลุ่มของแร็กนาร์ดูเหมือนทีมแรงงานรับจ้างภายนอกเสียมากกว่า แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังแต่เนื้อแท้ก็คือผู้รับเหมาที่ต้องคอยทำตามความพอใจของผู้ว่าจ้างอย่างโอลาฟและลอร์ดคนอื่นๆ
"ดูเหมือนแม้แต่บุคคลในตำนานผู้นี้ก็ใช้ชีวิตไม่ง่ายเลย"
ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากภายนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนเข่นฆ่า เจ้าของบ้านฝ่ายชายรีบต้อนภรรยาและลูกสาวให้ไปซ่อนตัวในห้องใต้ดิน ส่วนตนเองถือโล่และขวานยืนเฝ้าระวังอยู่ภายในบ้าน
เมื่อเห็นดังนั้น วิคจึงชักขวานเหล็กออกจากเอวและเฝ้าสังเกตการต่อสู้ผ่านรอยแตกของผนัง
หลังจากผ่านช่วงโกลาหลไปครู่หนึ่ง โอลาฟก็เดินออกมาจากบ้านยาว ในมือถือขวานเหล็กสองมือ สวมเสื้อเกราะโซ่ถักทับด้วยผ้าคลุมขนสัตว์สีดำหนาเตอะ และสวมหมวกเกราะแบบเจอร์แมนิกเรียบง่าย
"รวมพล ตั้งกำแพงโล่!"
สิ้นเสียงตะโกน ชายฉกรรจ์ราวสี่สิบคนก็ตั้งแนวโล่และรุกคืบเข้าไป เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ พวกเขาใช้สันขวานเคาะหน้าโล่เป็นจังหวะขณะเดินเท้า ก่อให้เกิดแรงกดดันมหาศาลอย่างน่าประหลาด
เบื้องหน้ากำแพงโล่นั้น แร็กนาร์นำพรรคพวกย้อนกลับมา ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าของเขาซีดเผือด ทว่าแววตาคมกริบดุจพญาอินทรี "เหตุใดเจ้าจึงส่งพลธนูมาลอบกัดข้า"
"นั่นเป็นประสงค์ของโอดิน พระองค์ต้องการให้เจ้าไปรับใช้เหล่าทวยเทพในวัลฮัลลา" โอลาฟยกข้ออ้างตื้นเขินขึ้นมาอธิบาย พลางสั่งให้กำแพงโล่รุกคืบต่อไป
ณ จุดนี้ เหล่าทหารรับจ้างต่างทิ้งเศษเสี้ยวความหวังที่จะเจรจาโดยสันติไปจนหมดสิ้น และจัดขบวนทัพรูปหัวลิ่มโดยพร้อมเพรียงกัน แร็กนาร์ยืนตระหง่านอยู่ที่ปลายแหลมของลิ่ม ทำหน้าที่เป็นจุดทะลวงฟัน
"โอดิน!"
วินาทีถัดมา ทหารรับจ้างทั้งสิบหกคนก็คำรามกึกก้องและพุ่งเข้าใส่ศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าถึงสองเท่า ราวกับขวานเหล็กที่จามลงบนตอไม้ พวกเขาเจาะทะลุกำแพงโล่เข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เมื่อขบวนทัพศัตรูแตกกระเจิง แร็กนาร์ไม่มีเวลาสนใจทหารเลวรอบกาย เขาพุ่งตรงเข้าหาลอร์ดโอลาฟทันที แต่กลับพบองครักษ์โล่สี่นายขวางทางอยู่
คนแรกถูกดาบฟันเข้าที่หัวไหล่ เสียงกระดูกแตกดังชัดเจน ชายผู้นั้นกรีดร้องและล้มลงแน่นิ่งไป
ศัตรูคนที่สองเหวี่ยงขวานเข้าใส่ เขาเบี่ยงตัวหลบก่อนจะตวัดดาบกลับหลัง ปาดเข้าที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณโคนขาของคู่ต่อสู้ เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดสาดกระจายเต็มใบหน้าของเขา ให้ความรู้สึกอุ่นวาบและเหม็นคาวคละคลุ้ง
คนที่สามเกิดอาการลังเล ยกโล่กลมขึ้นป้องอย่างกล้าๆ กลัวๆ แร็กนาร์ถีบมันจนล้มคว่ำ แล้วหันไปเผชิญหน้ากับองครักษ์โล่คนที่สี่ ชายผู้นี้พยายามใช้โล่รับการโจมตี แต่พละกำลังของแร็กนาร์นั้นมหาศาลเกินไป ดาบเดียวผ่าโล่กลมจนแยกเป็นสองซีกพร้อมกับตัดมือซ้ายขององครักษ์จนขาดสะบั้น
ในชั่วพริบตา องครักษ์โล่ทั้งสี่ก็นอนเกลื่อนพื้น แร็กนาร์ยืนหอบหายใจ ดาบเหล็กในมือยังคงมีเลือดหยดติ๋ง ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบกาย ถูกทำลายเพียงด้วยเสียงลมหนาวกัดผิวที่พัดพาเอากลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงมาด้วย
เมื่อจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น โอลาฟรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาจากฝ่าเท้า "ผู้ใดสังหารแร็กนาร์ได้ ข้าจะรางวัลให้เป็นแร่เงินหนักสามสิบปอนด์!"
ทรัพย์สินเงินทองย่อมสั่นคลอนจิตใจคน
ภายใต้สิ่งล่อใจอันมหาศาล ขวัญกำลังใจขององครักษ์โล่ที่เหลือก็พุ่งทะยานขึ้น แม้แต่ชาวบ้านกว่าสิบคนยังวิ่งออกมาจากบ้านเรือนสองฝั่งถนน พยายามจะคว้าเงินรางวัลนี้
สถานการณ์การต่อสู้พลิกกลับมาเป็นผลเสียต่อแร็กนาร์อีกครั้ง หลังจากฟันฝ่าทหารเลวไปได้อีกไม่กี่คน เขาก็เริ่มไล่ล่าโอลาฟที่กำลังหลบหนี ร่างของทั้งสองหายลับไปในความมืดตามลำดับ
...
"ช่างเป็นการเคลื่อนไหวที่ปราดเปรียวอะไรเช่นนี้"
วิคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รูปแบบการต่อสู้ของแร็กนาร์นั้นดุดันและเฉียบขาด ปราศจากความลังเลใดๆ เปี่ยมไปด้วยพละกำลังเยี่ยงหมีป่าและความว่องไวราวสุนัขจิ้งจอก
"ชายร่างยักษ์สูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตร แต่กลับสามารถหลบหลีกคมดาบศัตรูได้อย่างช่ำชอง สงบนิ่งดั่งหญิงสาวพรหมจรรย์ รวดเร็วดั่งกระต่ายตื่นตูม นี่หรือคือขีดสุดของพลังรบแห่งยุคไวกิ้ง"
เมื่อได้ประจักษ์การต่อสู้ที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน หัวใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเต้นระรัวอย่างรุนแรง หลังจากเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกคอแห้งผากจึงหันไปหาน้ำดื่มภายในบ้าน
อึก อึก
ทันทีที่เขาวางแก้วลง เสียงกระแทกดังสนั่นก็ดังมาจากด้านหลัง ร่างสองร่างพุ่งทะลุประตูเข้ามา กลิ้งโค่โล่เข้ามาในบ้าน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนีย... เป็นแร็กนาร์และโอลาฟนั่นเอง
หลังจากผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วง พลกำลังของแร็กนาร์ก็ถดถอยลงไปมาก เขาและโอลาฟต่างบีบคอของอีกฝ่ายไว้แน่น ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
"เร็วเข้า เจ้าพวกชาวนาชั้นต่ำ มาช่วยข้าสังหารไอ้ทหารรับจ้างนี่! เสร็จงานแล้วข้าจะปรบรางวัลให้อย่างงาม"
เมื่อเห็นว่าเจ้าของบ้านทั้งสองยังยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก โอลาฟจึงจำต้องหันมาจดจ่อกับการจัดการแร็กนาร์ เขาใช้น้ำหนักตัวที่เหนือกว่ากดร่างที่หมดแรงของแร็กนาร์ไว้เบื้องล่าง มือควานไปที่เอวเพื่อหยิบกริชลวดลายวิจิตรที่ห้อยอยู่กับเข็มขัด
"ไอ้ทหารรับจ้างสารเลว ขอให้พญางูยอร์มุนกานดร์กลืนกินวิญญาณของเจ้าเสียเถอะ"
ท่านลอร์ดเงื้อกริชขึ้น เตรียมจะแทงลงมา ในวินาทีนั้นเอง สัญชาตญาณสั่งให้วิคคว้าท่อนฟืนจากกองไฟแล้วขว้างออกไป กระแทกเข้าที่ใบหน้าของคู่ต่อสู้อย่างจัง จากนั้นเขาก็เหวี่ยงขวานสั้น ตัดข้อมือของชายผู้นั้นจนขาด กระชากหมวกเหล็กออก แล้วจามขวานฝังลึกลงไปในกะโหลกศีรษะ...