- หน้าแรก
- ราชันมังกรหวนคืน สยบพิภพด้วยมนตราเจ็ดเซียน
- บทที่ 7: คลังสมบัติแห่งตระกูลซู
บทที่ 7: คลังสมบัติแห่งตระกูลซู
บทที่ 7: คลังสมบัติแห่งตระกูลซู
"ขอบคุณค่ะ"
ซูชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าน้ำเสียงในครั้งนี้เจือความจริงใจมากกว่าเดิม
หลินเฉินส่ายหน้าเบาๆ "เรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ คุณไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอกครับ 'ไอชั่วร้ายหยินพิษ' ในร่างกายของคุณถูกกำจัดไปแล้วเจ็ดส่วน อีกสามส่วนที่เหลือต้องค่อยๆ ขจัดออกไป เพียงแค่นั่งสมาธิเดินลมปราณวันละครั้ง ภายในเจ็ดวันก็จะหายเป็นปกติ"
เขาเว้นจังหวะ สีหน้าเคร่งขรึมลง "อย่างไรก็ตาม 'ตรานำทางมารหยิน' ที่นักพรตโยวเฉวียนฝังไว้ในตัวคุณยังไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจนหมด"
"ตราประทับนี้ทำหน้าที่เหมือนเครื่องระบุตำแหน่ง ตราบใดที่มันยังคงอยู่ คนของสำนักยมโลกก็จะสามารถรับรู้ตำแหน่งของคุณได้ตลอดเวลา"
ซูชิงเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย "พอจะมีวิธีแก้ไขไหมคะ?"
"มีครับ แต่ต้องใช้องค์ประกอบสองอย่าง" หลินเฉินชูสองนิ้วขึ้น "อย่างแรกคือของวิเศษที่มีพลังหยางสุดขั้ว เพื่อใช้เป็นกระสายยาในการเผารากเหง้าของตรานำทางมารหยินให้สิ้นซาก อย่างที่สองคือต้องอาศัยความร่วมมือจาก 'ปราณต้นกำเนิดเสวียนหยิน' ของคุณเอง ในจังหวะที่ตรามารทำงาน เราจะต้องใช้อานุภาพความเย็นยะเยือกแช่แข็งและกระชากมันออกมา"
"ของวิเศษที่มีพลังหยางสุดขั้ว..." ซูชิงเสวี่ยครุ่นคิด "ในคลังสมบัติของตระกูลซูมี 'หยกอุ่นสุริยันชาด' ที่ได้มาจากส่วนลึกของภูเขาไฟเมื่อร้อยปีก่อน ไม่ทราบว่าจะใช้ได้หรือไม่?"
ดวงตาของหลินเฉินเป็นประกาย "หยกอุ่นสุริยันชาดหรือ? หากมีขนาดเท่าไข่ไก่ก็เพียงพอแล้วครับ"
"ถ้าเช่นนั้นก็ดี" ซูชิงเสวี่ยลุกขึ้น หยิบป้ายหยกจากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งส่งให้หลินเฉิน "นี่คือป้ายผ่านทางเข้าคลังสมบัติ คุณสามารถนำไปใช้ได้ทุกเมื่อ ส่วนเรื่องการขับเคลื่อนปราณต้นกำเนิดเสวียนหยิน..."
เธอมองหลินเฉินด้วยสายตามุ่งมั่น "ฉันคงต้องรบกวนให้คุณใช้ 'ลมปราณแท้เก้าตะวัน' ปกป้องชีพจรหัวใจของฉัน เพื่อป้องกันไม่ให้ไอเย็นตีกลับจนควบคุมไม่อยู่"
นั่นหมายความว่าทั้งสองต้องผสานลมปราณกันอย่างลึกซึ้ง แทบจะไม่ต่างอะไรกับขั้น 'แลกเปลี่ยนลมปราณ' ในศาสตร์แห่งการบำเพ็ญคู่
หลินเฉินย่อมเข้าใจความนัยนี้ดี เขารับป้ายหยกมาด้วยสีหน้าจริงจังพลางกล่าวว่า "ตกลงครับ ผมจะเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม"
...
ณ ลานบ้าน ซูเจิ้นปางกำลังสั่งการให้เหล่าองครักษ์เคลียร์พื้นที่
ศิษย์สำนักยมโลกสามคนที่ถูกซูชิงเสวี่ยแช่แข็งถูกย้ายไปไว้ที่เรือนรับรองปีกข้าง ทั้งร่างยังคงถูกผนึกอยู่ในก้อนน้ำแข็ง—นี่คือพยานหลักฐานชิ้นสำคัญ
ส่วนซูเหวินฮั่นที่ถูกทำลายวรยุทธ์จนสิ้นสภาพ นั่งคอตกอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือด โดยมีองครักษ์ฝีมือดีสี่คนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
เมื่อเห็นหลินเฉินและซูชิงเสวี่ยเดินเคียงคู่กันออกมาจากตึกเล็ก ซูเจิ้นปางก็รีบเดินเข้าไปหา "สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"
"ไอหยินพิษถูกกำจัดไปเกือบหมดแล้วครับ ภายในเจ็ดวันเธอจะหายเป็นปกติ" หลินเฉินตอบกลับ ก่อนจะหันไปมองซูเหวินฮั่น "แล้วท่านผู้เฒ่าจะจัดการกับเขาอย่างไรครับ?"
ซูเจิ้นปางถอนหายใจยาว ใบหน้าชราเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเหนื่อยล้า
"ส่งตัวให้ทางการเถอะ หลายปีมานี้เขาอาศัยชื่อเสียงตระกูลซูทำเรื่องสกปรกโสมมไว้ไม่น้อย ทั้งค้าของเถื่อน คบค้าสมาคมกับพวกใต้ดิน แม้กระทั่งคร่าชีวิตคน... กรรมที่ก่อไว้ ถึงเวลาต้องชดใช้เสียที"
ซูเหวินฮั่นเงยหน้าขึ้นตวาดเสียงแหบพร่า "ตาแก่! แกคิดว่าส่งฉันเข้าคุกแล้วเรื่องจะจบหรือ? สำนักยมโลกไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่!"
"นักพรตโยวเฉวียนเป็นแค่ผู้คุ้มกฎคนหนึ่งเท่านั้น! เหนือกว่ามันยังมีผู้อาวุโสและเจ้าสำนัก! พวกแกไม่มีทางชนะหรอก!"
หลินเฉินเดินเข้าไปหา ย่อตัวลงถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "คุณรู้ไหมว่าทำไมสำนักยมโลกถึงสนใจใน 'กายาเสวียนหยิน' ของคุณหนูซูนัก?"
"ก็เพื่อเอาไปฝึกวิชามารน่ะสิ!" ซูเหวินฮั่นแสยะยิ้ม
"ไม่ใช่แค่นั้นหรอก" หลินเฉินส่ายหน้า "หากใช้กายาเสวียนหยินเป็นเตาหลอมร่วมกับ 'วิชาสูบวิญญาณเก้าโลกันตร์' ของสำนักยมโลก จะสามารถสร้างยอดฝีมือขั้น 'จินตาน' ขึ้นมาได้ภายในสามปี"
"แต่ผู้ที่ถูกช่วงชิงร่าง วิญญาณจะถูกกักขังอยู่ในขุมนรกทั้งเก้าตราบชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกเลย"
สีหน้าของซูเหวินฮั่นเปลี่ยนไปทันที "แกโกหก! นักพรตโยวเฉวียนสัญญากับฉันแล้วว่าจะแค่แบ่งปราณต้นกำเนิดไปบางส่วน จะไม่ทำร้ายชีวิตของชิงเสวี่ย!"
"คุณเชื่อคำพูดของพวกมารนอกรีตด้วยหรือ?" สายตาของหลินเฉินเต็มไปด้วยความเวทนา "ถ้าเป็นอย่างที่มันพูดจริง ทำไมต้องเสียเวลาวางค่ายกลถึงสี่สิบเก้าวัน? สู้ลักพาตัวเธอไปเลยไม่ดีกว่าหรือ"
"เหตุผลที่มันต้องค่อยๆ วางแผนก็เพื่อดูดกลืนปราณต้นกำเนิดเสวียนหยินให้หมดจดโดยไม่ให้คนภายนอกรู้ตัว และในขณะเดียวกันก็หลอมคุณหนูซูให้กลายเป็น 'หุ่นเชิดหยินพิษ' เพื่อใช้เป็นอาวุธลับของสำนักยมโลกต่างหาก"
วาจานั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดสาดรดศีรษะ ซูเหวินฮั่นตัวสั่นเทา พึมพำเสียงเบา "เป็นไปไม่ได้... มันสัญญากับฉันแล้ว..."
"อารอง" ซูชิงเสวี่ยเดินเข้ามา น้ำเสียงของเธอเย็นชา "จำตอนที่หนูอายุหกขวบได้ไหม? อาพาหนูไปเที่ยวที่ทะเลสาบ แล้วหนูพลัดตกลงไป เป็นอาเองที่กระโดดลงไปในน้ำเย็นเฉียบเพื่อช่วยชีวิตหนู"
ซูเหวินฮั่นตัวแข็งทื่อ ภาพความทรงจำในอดีตแล่นเข้ามาในหัว
"ตอนนั้นอาบอกหนูว่า 'ชิงเสวี่ยไม่ต้องกลัว อารองอยู่นี่แล้ว'" แววตาของซูชิงเสวี่ยฉายแววเจ็บปวดลึกซึ้ง
"ตั้งแตเมื่อไหร่กัน ที่อารองผู้ยอมกระโดดน้ำช่วยหนู กลายเป็นคนที่ผลักหนูลงเหวเสียเอง?"
ซูเหวินฮั่นอ้าปากค้างคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ก้มหน้าลงอย่างพ่ายแพ้ น้ำเสียงแหบพร่า "อาถูกความโลภบังตา... ชิงเสวี่ย อา... ขอโทษ"
ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างร้อนรน "ชิงเสวี่ย หลานต้องรีบหนีไปจากเจียงหนานเดี๋ยวนี้! แม้นักพรตโยวเฉวียนจะหนีไปได้ แต่มันต้องกลับไปรายงานทางสำนักแน่!"
"อย่างช้าที่สุดภายในสามวัน สำนักยมโลกจะส่งยอดฝีมือที่ร้ายกาจกว่าเดิมมา! อาจถึงขั้นเป็นผู้อาวุโสระดับจินตาน!"
ไม่น่าเชื่อว่าซูเหวินฮั่นจะกลับตัวกลับใจเพราะคำพูดเตือนสติของซูชิงเสวี่ย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเฉินและซูเจิ้นปางสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"คุณปู่คะ สั่งการลงไปเถอะค่ะ" ซูชิงเสวี่ยหันกลับมา น้ำเสียงกลับมาสุขุมเยือกเย็นอีกครั้ง "เปิดใช้งานแผน 'มังกรซ่อนกาย' ของตระกูลซู ย้ายสมาชิกสายเลือดหลักทั้งหมดไปยังเซฟเฮาส์ภายในสามชั่วโมง"
"กิจการของตระกูลให้ดำเนินไปตามปกติ โดยให้เหล่าปู่น้อยช่วยดูแลชั่วคราว"
"กองกำลังองครักษ์แบ่งออกเป็นสามชุด ชุดแรกคุ้มกันสมาชิกในครอบครัว ชุดที่สองเฝ้าระวังที่บ้านตระกูล และชุดที่สามกระจายกำลังออกไปหาข่าวความเคลื่อนไหวของสำนักยมโลกทั่วเจียงหนาน"
ชุดคำสั่งของเธอชัดเจนและเป็นระบบ แสดงให้เห็นว่าเธอมีแผนสำรองเตรียมไว้อยู่แล้ว
ซูเจิ้นปางพยักหน้าอย่างพอใจ แทนที่จะตำหนิที่เธอตัดสินใจโดยพลการ เขากลับรีบดำเนินการตามคำสั่งทันที
"แล้วก็... หลินเฉิน" ซูชิงเสวี่ยหันมามองเขา "ฉันต้องการให้คุณช่วยกำจัดตรานำทางมารหยินให้สิ้นซากภายในสามวัน"
"หลังจากนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่หรือไป ตระกูลซูจะเคารพการตัดสินใจของคุณ"
หลินเฉินส่ายหน้า "เรื่องนี้เริ่มต้นเพราะสัญญาหมั้นหมายระหว่างสำนักของผมกับตระกูลซู ผมจะทิ้งไปกลางคันได้อย่างไร อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรอให้เรื่องสำนักยมโลกจบลงเสียก่อน"
"แต่ตอนนี้ ผมต้องขอตัวไปเอาของวิเศษที่คุณว่านั่นก่อน..."
"ตกลงค่ะ!"
คลังสมบัติบ้านตระกูลซูตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดินชั้นที่สามของเรือนบรรพบุรุษ
ต้องผ่านประตูโลหะผสมหนาหนักถึงสามชั้น แต่ละชั้นมีระบบยืนยันตัวตนที่ซับซ้อนแตกต่างกัน
เมื่อมีป้ายหยกในมือ การเดินทางของหลินเฉินจึงราบรื่นไร้อุปสรรค จนกระทั่งเข้ามาถึงห้องลับขนาดประมาณสองร้อยตารางเมตร
ภายในห้องเรียงรายไปด้วยตู้โชว์คริสตัลนับสิบตู้ ภายใต้แสงไฟนวลตาคือสมบัติล้ำค่าหายากมากมาย ทั้งคัมภีร์โบราณ ภาพวาดพู่กัน หยก อัญมณี และวัตถุโบราณบางชิ้นที่แผ่คลื่นพลังวิญญาณออกมาจางๆ
'หยกอุ่นสุริยันชาด' ที่เขากำลังตามหาถูกจัดวางไว้ในตู้โชว์ชั้นในสุด
มันเป็นหินหยกสีแดงชาดขนาดเท่ากำปั้น พื้นผิวมีลวดลายไหลเวียนคล้ายลาวา แม้จะมีตู้คริสตัลกั้นขวาง ก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังไฟธาตุหยางอันเข้มข้นที่อัดแน่นอยู่ภายใน
หลินเฉินเปิดตู้โชว์แล้วหยิบหยกอุ่นขึ้นมา
ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นปราดขึ้นมาตามแขน ลมปราณแท้เก้าตะวันในกายพลันโคจรเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ ราวกับกำลังตอบรับเสียงเรียกขานจากหยกชิ้นนี้
"ของดีจริงๆ" เขาพึมพำกับตัวเอง ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นสมุดปกเย็บด้ายแบบโบราณเล่มหนึ่งวางทับอยู่ใต้หินหยก
บนหน้าปกเขียนด้วยอักษรจ้วนสี่ตัวว่า "บันทึกเสวียนหยิน"
หัวใจของหลินเฉินเต้นแรงขึ้น เขาหยิบมันออกมาเปิดดูอย่างระมัดระวัง เนื้อหาข้างในกลับเป็นเคล็ดลับการบำเพ็ญเพียรสำหรับผู้มีกายาเสวียนหยิน ข้อควรระวัง และบทสรุปของวิชาสายความเย็นหายากอีกหลายแขนง
ดูจากลายมือแล้วน่าจะเป็นฝีมือการเขียนของสตรี ตัวอักษรวิจิตรบรรจงแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคม
ที่หน้าสุดท้าย มีข้อความทิ้งท้ายไว้ว่า...