- หน้าแรก
- เริ่มต้นการฝึกฝนจากวิชายุทธ์แบบง่าย
- ตอนที่ 410 งุนงง
ตอนที่ 410 งุนงง
ตอนที่ 410 งุนงง
หนิงผูเฉิงควบคุมกระจกสวรรค์สอดส่อง กระจกฉายแสงปกคลุมทุกสิ่งในระยะสิบหมี่
คนอื่นจากคฤหาสน์เทียนหยางที่ยืนอยู่รอบข้างขมวดคิ้วอย่างไม่สบายใจเมื่อโดนแสงกระจกปกคลุมร่างกาย สุดท้ายต่างทยอยออกจากแสงนี้ไปทีละคน
ภายใต้แสงกระจก ผู้คนเหมือนถูกเปลื้องผ้าเปลือยเปล่าทำให้ไม่มีความลับใด แม้แต่ความคิดในก้นบึ้งจิตใจยังเหมือนโดนแสงกระจกเปิดเผย
หนิงผูเฉิงเชื่อมต่อกับกระจกสวรรค์สอดส่อง สัมผัสถึงความผันผวนทุกชุ่นในที่แห่งนี้
กระจกสวรรค์สอดส่องเป็นอาวุธวิญญาณระดับสูงสุด แม้จะเป็นพื้นหลังของคฤหาสน์เทียนหยาง แต่อาวุธวิญญาณระดับสูงสุดก็มีไม่มากนัก พูดได้ว่ามีน้อยหรือน้อยมาก
และอาวุธส่วนใหญ่อย่างอาวุธวิญญาณระดับสูงสุดเช่นกระจกสวรรค์สอดส่องจะมีเพียงชิ้นเดียว
ไม่ใช่ว่าคฤหาสน์เทียนหยางไม่สามารถซื้ออาวุธวิญญาณระดับสูงสุด แต่แทบไม่มีใครซื้อขายอาวุธวิญญาณระดับสูงสุดเลย ต่างจากอาวุธวิญญาณระดับสูงที่มีขายเป็นครั้งคราว แม้แต่ในเมืองจักรพรรดิยังมีการซื้อขายอาวุธวิญญาณระดับสูงสุดเพียงไม่กี่ชิ้น
อาวุธวิญญาณระดับสูงสุดส่วนใหญ่ในคฤหาสน์เทียนหยางต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลให้คนหลอมสร้างขึ้นมาและใช้เวลาหลายสิบปีในการอุ่นบำรุง ด้วยวิธีการที่ถูกต้องเท่านั้นจึงก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง
แน่นอนว่ามีอาวุธวิญญาณระดับสูงสุดที่ได้รับหลังทำลายประตูภูเขาผู้อื่นอย่างกระจกสวรรค์สอดส่อง
กระจกนี้สามารถตรวจจับทุกรายละเอียด คฤหาสน์เทียนหยางใช้กระจกนี้มาหลายปีและแทบไม่เคยพลาด เว้นแต่จะพบอุปสรรคซึ่งเป็นระดับรวมทวาร
คนที่สังหารเถาซือเย่ไม่ใช่ระดับรวมทวาร อาจไม่ได้เป็นระดับขัดเกลาทวารสูงสุดด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุผลที่หนิงผูเฉิงมั่นใจมากว่าสามารถใช้กระจกสวรรค์สอดส่องหาตัวอีกฝ่าย
เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป กระจกสวรรค์สอดส่องกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด สีหน้าหนิงผูเฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย คนอื่นจากคฤหาสน์เทียนหยางต่างมองหน้ากันด้วยความสับสน
นำกระจกสวรรค์สอดส่องมาใช้ นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามกลับไม่พบลมปราณอีกฝ่าย แบบนี้เกินจริงไปหน่อยแล้ว
“ปรากฏ!”
หนิงผูเฉิงตะโกนเสียงดัง จิตวิญญาณในทะเลจิตสำนึกพุ่งพล่านและถ่ายเทลงกระจกสวรรค์สอดส่อง เมื่อกระจกสวรรค์สอดส่องได้รับพลังนี้ แสงกระจกก็สว่างขึ้นทันทีทำให้ผู้คนไม่สามารถลืมตาได้
หนิงผูเฉิงกระตุ้นพลังของกระจกสวรรค์สอดส่องถึงขีดสุด ถ้าแบบนี้ยังหาลมปราณไม่เจอ เกรงว่าคงหาไม่พบจริงๆ
ในเวลานั้นไม่ว่าหนิงผูเฉิงไม่เต็มใจเพียงใดก็ทำได้แค่ยอมรับผลลัพธ์
“ฟู่ม!”
ภายใต้แสงกระจก ทันใดนั้นความผันผวนเล็กน้อยแวบวับขึ้นมาในอากาศ
ดวงตาคนอื่นเป็นประกาย ตาข่ายสวรรค์ห่างกันแต่ไม่รั่ว ไม่ว่าลบร่องรอยละเอียดแค่ไหน ตอนนี้ยังแสดงข้อบกพร่องอยู่ดี
พอคิดได้ดังนั้นคนของคฤหาสน์เทียนหยางก็อดยิ้มไม่ได้
พวกเขาคฤหาสน์เทียนหยางเป็นผู้สังหารอยู่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอดและไม่มีใครพบเจอ เมื่อไหร่กันที่คนของคฤหสาน์เทียนหยางโดนสังหารแล้วพวกเขาทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้กฎนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง
มุมปากหนิงผูเฉิงยกขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน แสงกระจกสวรรค์ไหลเวียน ดูดลมปราณเล็กน้อยแล้วส่งไปหาหนิงผูเฉิง
ก่อนหน้านี้หนิงผูเฉิงไม่พบเบาะแสใด ด้วยลมปราณเบาบางตรงหน้านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะกระจกสวรรค์สอดส่องหนิงผูเฉิงคงไม่พบมัน
ลมปราณนี้เบาบางขนาดไหน?
สิ่งที่มดทิ้งไว้ยังแข็งแกร่งกว่าลมปราณนี้หลายเท่า!
“ขึ้นมา!”
หนิงผูเฉิงประสานมือทำมุทรา กระจกสวรรค์สอดส่องพลิกกลับและชี้ไปทางด้านหลังขวา หนิงผูเฉิงผงะ แม้ทางนี้ไม่ได้ชี้ตรงไปที่เมืองจักรพรรดิ แต่ไม่ได้เบี่ยงไปจากเมืองจักรพรรดิมากนัก
คนคนนั้นกลับเข้าไปซ่อนตัวในเขตเมืองจักรพรรดิ ความมืดใต้แสงไฟ?
ผู้สังหารคนของคฤหาสน์เทียนหยางซ่อนตัวอยู่ใต้สายตาคฤหาสน์เทียนหยาง คนธรรมดาจะมีความกล้าเช่นนี้ได้อย่างไร นี่คือคนใจกล้าเพราะฝีมือสูงส่ง คิดว่าคฤหาสน์เทียนหยางจับไม่ได้!
หนิงผูเฉิงหัวเราะเยาะ ร่างกายวูบไหววิ่งไปตามคำชี้นำของกระจกสวรรค์สอดส่อง
ตามจริงแล้วเมื่อมีกระจกสวรรค์สอดส่องอยู่ในมือยังสามารถค้นหาลมปราณเถาซือเย่ได้โดยตรง ท้ายที่สุดกระบี่วิญญาณระดับสูงของเถาซือเย่ที่หายไปต้องอยู่ในมืออีกฝ่าย
แต่ตอนนี้กระจกสวรรค์สอดส่องไม่พบลมปราณกระบี่วิญญาณของเถาซือเย่เช่นกัน เห็นได้ชัดว่าลมปราณนั้นถูกปกปิดไว้อย่างสมบูรณ์ นั่นทำให้หนิงผูเฉิงต้องเปลี่ยนทิศทาง
โชคดีที่ตอนนี้ผลออกมาดี หลังจากหนิงพุชเฉิงไล่ตามคนคนนั้น เขาจะไม่สังหารอีกฝ่ายทันทีแต่จะนำกลับไปคฤหาสน์เทียนหยาง คฤหาสน์เทียนหยางมีหลายวิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายได้สัมผัสสักครั้งว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร!
ร่างหนิงผูเฉิงวูบไหว คนอื่นจากคฤหาสน์เทียนหยางติดตามไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
ห่างออกไปยี่สิบลี้ เซิงเหรินหยวนนอนอยู่บนพื้นโดยไม่อาจขยับตัว คนที่ยืนอยู่ด้านข้างคือหนีเป่ยเฉิง ระดับขัดเกลาทวารของคฤหาสน์เทียนหยาง
ดวงตาเซิงเหรินหยวนสิ้นหวัง การบ่มเพาะถูกปิดผนึก คนของคฤหาสน์เทียนหยางยังมาถึงแล้ว ตอนนี้ไม่มีทางหนีแล้วจริงๆ
สิ่งที่เซิงเหรินหยวนตั้งตารอในเวลานี้คือการได้พบเฉินเฟยในคุกคฤหาสน์เทียนหยาง เมื่อทั้งสองถูกจับกุมด้วยกัน ทนทุกข์ร่วมกัน และเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนร่วมกัน ในเวลานั้นจิตใจเซิงเหรินหยวนถึงสมดุล
เซิงเหรินหยวนยังสาปแช่งเฉินเฟยในใจ ทันใดนั้นในใจพลันหดหู่ แรงกดดันมหาศาลตกมาจากท้องฟ้า สิ่งสำคัญคือแรงกดดันนี้ล็อคเขาไว้อย่างแน่นหนา
“ศิษย์พี่หนิง?” หนีเป่ยเฉิงประหลาดใจเมื่อเห็นหนิงผูเฉิงมาทางนี้
หนีเป่ยเฉิงรู้ว่าเถาซือเย่ประสบอุบัติเหตุ และยังรู้ด้วยว่าหนิงผูเฉิงรีบไปจัดการเรื่องนี้ แต่ทำไมหนิงผูเฉิงถึงมาทางนี้กะทันหัน? สีหน้ายังดูแย่นัก
เซิงเหรินหยวนเงยหน้าด้วยความยากลำบาก พอเห็นหนิงผูเฉิงจึงเกิดความงุนงง ไม่รู้ว่าทำไมหนิงผูเฉิงถึงมองตัวเองอย่างดุเดือดแบบนี้
สำหรับหนิงผูเฉิง เซิงเหรินหยวนย่อมรู้จักเป็นอย่างดี อันดับหนึ่งในการเป็นระดับรวมทวารในอนาคตของคฤหาสน์เทียนหยาง พูดได้ว่าใกล้เมืองจักรพรรดิไม่มีใครไม่รู้จัก
ตอนเซิงเหรินหยวนอยู่ในเมืองจักรพรรดิยังเคยเห็นเขาหลายครั้งจากระยะไกล
แต่ตอนนี้ทำไมหนิงผูเฉิงถึงมองเขาแบบนี้? เขาเป็นคนที่ถูกคฤหาสน์เทียนหยางจับกุมโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรด้วยซ้ำ ทำไมหนิงผูเฉิงถึงแสดงท่าทางอยากฉีกเขาทั้งเป็นแบบนี้?
“เขาเป็นอะไรหรือ?”
ลมปราณบนกระจกสวรรค์สอดส่องชี้บุคคลบนพื้น แต่ต่อให้หนิงผูเฉิงคิดด้วยหัวแม่โป้งเท้าก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนตรงหน้าซึ่งเป็นระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางจะสังหารเถาซือเย่
หากเถาซือเย่โดนระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางสังหาร หนิงผูเฉิงคิดว่าเถาซือเย่ควรตายให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้คฤหาสน์เทียนหยางเสียหน้า
แต่เหตุใดลมปราณของคนคนนี้จึงปรากฏอยู่ในป่าทึบ?
“ศิษย์พี่หนิง คนนี้ถูกพี่เถาจับตัวก่อน หลังจากนั้นศิษย์พี่เทาไปตามล่าอีกคนและทิ้งคนนี้ไว้ที่นี่”
แม้หนีเป่ยเฉิงมีความสงสัยอยู่ในใจ แต่หนีเป่ยเฉิงยังรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริงเพราะเห็นว่าตอนนี้หนิงผูเฉิงอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง
“เจ้าเห็นคนที่เถาซือเย่ไล่ตามไปหรือไม่?” หนิงผูเฉิงมองเซิงเหรินหยวน
“ข้าเห็น” เซิงเหรินหยวนพยักหน้าอย่างรวดเร็วอย่างเชื่อฟัง
“การบ่มเพาะระดับใด?”
“เช่นเดียวกับข้า ระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง” เซิงเหรินหยวนตอบอย่างไม่ลังเล
“ระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง?”
หนิงผูเฉิงเหยียบน่องเซิงเหรินหยวนกะทันหัน น่องของเซิงเหรินหยวนหักเหมือนเต้าหู้โดยไม่มีการต้านทานแม้แต่น้อย
เซิงเหรินหยวนร้องด้วยความเจ็บปวด ไม่รู้ว่าหนิงผูเฉิงใช้พลังอื่นด้วยหรือไม่ มันเป็นความเจ็บปวดจากกระดูกหัก แม้พูดไม่ได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ระดับขัดเกลาทวารส่วนใหญ่สามารถทนได้
แต่ในขณะนี้เซิงเหรินหยวนเหมือนถูกลงโทษอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดรุนแรงยิ่งกว่ากระดูกหักหลายสิบเท่า มันยังสะท้อนอยู่ในร่างกายทำให้เซิงเหรินหยวนกลิ้งไปมาบนพื้น
เซิงเหรินหยวนไม่เข้าใจว่าทำไมหนิงผูเฉิงถึงทำแบบนี้ ทั้งๆที่เขาตอบคำถามหนิงผูเฉิงอย่างชัดเจนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เซิงเหรินหยวนคิดไม่ออก!
“เจ้าจะบอกว่าระดับขัดเกลาทวารขั้นปลายของคฤหาสน์เทียนหยางถูกระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางสังหารหรือ?” หนิงผูเฉิงตะคอกใส่
เพียงแค่หนิงผูเฉิงตะคอกจบ เขาหลับตาลงและถอนหายใจออกยาว ลูกเตะเมื่อครู่ใส่อารมณ์ส่วนตัวอยู่บ้างเพราะหนิงผูเฉิงพบว่าตัวเองถูกอีกฝ่ายหลอก
ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าเซิงเหรินหยวนได้พบเห็นอีกฝ่ายหรือไม่ ในเมื่อกระจกสวรรค์สอดส่องไม่พบลมปราณ กระจกสวรรค์สอดส่องจึงไม่สามารถพาหนิงผูเฉิงไปหาคนได้
สำหรับการรวบรวมลมปราณอีกใยจากตัวเซิงเหรินหยวน บางสิ่งเช่นลมปราณจะถูกชะล้างเมื่อสัมผัสกับผู้อื่น
มีเพียงสถานที่ต่อสู้เท่านั้น ด้วยการลงมืออย่างเต็มที่ ลมปราณจึงอยู่ได้นานพอและชัดเจน ในสถานที่อื่นไม่อาจทำได้
กระจกสวรรค์สอดส่องเป็นเพียงอาวุธวิญญาณระดับสูงสุดไม่ใช่สมบัติเวท แม้มันจะทรงพลังแต่ยังมีข้อจำกัด
“สารเลว สารเลว!”
หนิงผูเฉิงคำรามเสียงต่ำแล้วเตะหัวเซิงเหรินหยวน เสียงเซิงเหรินเงียบไปกะทันหัน เซิงเหรินหยวนยังไม่ตาย หนิงผูเฉิงรู้สึกว่าเซิงเหรินหยวนเสียงดังเกินไปจึงเตะให้หมดสติ
เพียงแค่ศีรษะเซิงเหรินหยวนยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด หนิงผูเฉิงระงับแรงไว้แล้วแต่ไม่ได้ระวังมากนัก
ห่างออกไปหลายร้อยลี้ เฉินเฟยหยุดบนเนินเขา มองย้อนไปทางเมืองจักรพรรดิ
โดยปกติแล้วคนของคฤหาสน์เทียนหยางจะไม่สามารถติดตามเฉินเฟยได้อีก ท้ายที่สุดภายใต้เนตรกระบี่หวนคืน เฉินเฟยได้ตัดลมปราณในอดีตไปด้วย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเฉินเฟยฝึกเนตรกระบี่หวนคืนเป็นพิเศษ วิชานี้เกี่ยวข้องกับกฎแห่งเหตุและผลเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
ด้วยความคิดเตรียมพร้อมสำหรับอันตราย เฉินเฟยจึงฝึกถึงระดับรู้แจ้ง แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะใช้ได้ประโยชน์
สำหรับเฉินเฟยที่ทิ้งลมปราณเซิงเหรินหยวนไว้เบื้องหลัง สิ่งนี้เขาไม่ได้ตั้งใจทำ
ตอนใช้เนตรกระบี่หวนคืน เฉินเฟยพบว่ามีลมปราณของเซิงเหรินหยวนหลงเหลือยู่บนกระบี่เล็กน้อย
ในเวลานั้นเซิงเหรินหยวนป้องกันการโจมตีของเฉินเฟยและลงมืออย่างเต็มที่ ดังนั้นลมปราณที่เหลืออยู่จึงชัดเจน เพียงแค่ขณะที่เฉินเฟยใช้กระบี่เฉียนหยวนอย่างต่อเนื่อง ลมปราณเล็กน้อยนี้ถูกชะล้างไปบ้าง
ในระหว่างใช้เนตรกระบี่หวนคืนก็พบร่องรอยหนึ่ง
พูดตามตรงแล้วร่องรอยนี้แทบไม่ชัดเจนหรือไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ เฉินเฟยจึงทิ้งไว้ในป่าทึบ หากคนของคฤหาสน์เทียนหยางสามารถค้นหาลมปราณ สิ่งนี้อาจทำให้เข้าใจผิดได้เช่นกัน
สำหรับการปะทะของเซิงหรินหยวนกับเฉินเฟย มันจะไม่กลายเป็นข้อบกพร่อง
การจดจำลมปราณใครสักคนเป็นความรู้สึกส่วนตัวโดยสมบูรณ์ ไม่อาจดึงจากลมปราณแท้จริงซึ่งต่างจากรูปลักษณ์ภายนอก ราชวงศ์นี้กว้างใหญ่นัก ไม่มีทางพบแน่นอน
ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอก ในเวลานั้นเฉินเฟยปลอมตัวอยู่
เมืองจักรพรรดิห่างจากเมืองเซียนเมฆาหมื่นลี้ และนี่ยังเป็นทางตรง หากลองคิดดูจะเข้าใจว่าโอกาสค้นพบมีน้อยเพียงใด
ดังนั้นตราบใดที่ไม่ไล่ตามทันทีจะไม่สามารถพบเจอในภายหลัง
เฉินเฟยเหลือบมองกระบี่เฉียนหยวนในมือ แก่นแท้วิญญาณที่ได้รับจากการสังหารเถาซือเย่เกือบล้นวิญญาณกระบี่เฉียนหยวน
มันอยู่ในสถานะการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ตอนนี้ขั้นตอนเปลี่ยนแปลงถูกเร่งให้เร็วขึ้น หลังจากกลายเป็นอาวุธวิญญาณระดับสูง คุณภาพของกระบี่เฉียนหยวนจะพัฒนาขึ้นเช่นกัน
นี่เป็นเพราะรากฐานที่ไม่เพียงพอจึงต้องใช้แก่นแท้วิญญาณเข้ามาช่วยยกระดับกระบี่เฉียนหยวน
เฉินเฟยรู้สึกอธิบายไม่ถูกเมื่อนึกถึงกระบี่วิญญาณระดับสูงของเถาซือเย่ในช่องมิติ ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมเถาซือเย่ถึงมาจับกุมเขา
สาเหตุและขั้นตอนนี้ช่างน่าสับสน
คฤหาสน์เทียนหยางควรทำอะไรบางอย่าง คุณสมบัติบางอย่างของเฉินเฟยคงเหมาะสม เซิงเหรินหยวนก็เช่นกัน
เฉินเฟยส่ายหน้าเลิกคิดถึงเรื่องนี้เพราะมันไม่มีเหตุผล เฉินเฟยในเวลานี้ไม่สามารถกำจัดคฤหาสน์เทียนหยางได้ เป็นธรรมดาที่จะจดจำเรื่องนี้ไว้แล้วค่อยพูดถึงในภายหลัง
ท่ามกลางเสียงระเบิดสายฟ้า เฉินเฟยปลดปล่อยความเร็วสูงสุดพุ่งไปไกล
หลายชั่วยามต่อมา เฉินเฟยปรากฏในเมืองหลินสุ่ยซึ่งเป็นเมืองที่เฉินเฟยตั้งรกรากให้ตระกูลหรวน
ทว่าเทียบกับตอนที่เฉินเฟยมาครั้งแรก เมืองหลินสุ่ยในขณะนี้ดูรกร้าง ไม่มีใครอยู่บนถนนด้วยซ้ำ
แม้บ้านในเมืองจะไม่ว่างเปล่า แต่หลายคนอยู่ห่างจากเมืองหลินสุ่ย
ที่นี่อยู่ห่างเมืองซ่างอู๋จริง แต่ด้วยเหตุการณ์ชางกุ่ย ผู้คนทั้งหมดในเมืองหลินสุ่ยจึงหวาดกลัว
ผู้มีความสามารถต่างออกไปจากเมืองหลินสุ่ยเพื่อหนีจากเมืองซ่างอู๋ เพราะกลัวว่าเมื่อลืมตาขึ้นในวันหนึ่งจะเห็นสิ่งแปลกประหลาดของเมืองซ่างอู๋โหมกระหน่ำเข้าเมือง
เฉินเฟยไปลานบ้านที่ตระกูลหรวนอาศัยและพบว่าบ้านนั้นว่างเปล่าเช่นกัน
เฉินเฟยเดินเข้าไปในลานบ้าน หลังจากนั้นไม่นาน เฉินเฟยยืนอยู่หน้าห้องมืดโดยมีกระดาษจดหมายฉีกครึ่งอยู่ด้านข้าง
เฉินเฟยหยิบมันขึ้นมา พบว่าหรวนเฉียวจุนทิ้งไว้ให้ตัวเอง
เพียงแค่มีคนมาที่นี่ก่อนเฉินเฟยและพบช่องลับ
หลังจากนั้นไม่นาน เฉินเฟยละสายตาจากกระดาษ
ตระกูลหรวนย้ายไปเมืองเป่ยมั่วซึ่งอยู่ห่างออกไป จดหมายนี้หวังว่าเฉินเฟยจะไปเมืองเป่ยมั่วเพื่อพบพวกเขาหากในอนาคตมีเวลาว่าง
เฉินเฟยยิ้มเล็กน้อยและไม่ได้รีบไปยังเมืองเป่ยมั่ว เขาวางแผนที่ไปที่เมืองเป่ยมั่วเมื่ออกไปข้างนอกในครั้งต่อไป
ร่างเฉินเฟยวูบไหวออกจากเมืองสุ่ยหลิน
เฉินเฟยไม่ได้ไปทางเมืองเซียนเมฆาแต่ไปอีกทางหนึ่ง
เมื่อไปตระกูลหรวนครั้งแรก หรวนเฉียวจวินมอบแผนที่ให้เฉินเฟยซึ่งเป็นสถานที่ที่พ่อหรวนเฉียวจวินได้รับทองศิลาสวรรค์ หลายปีที่ผ่านมาเฉินเฟยยังไม่ได้ไปที่นั่น
ครั้งนี้หนึ่งในจุดหมายปลายทางของเฉินเฟยคือสถานที่แห่งนี้ ด้วยความแข็งแกร่งของเฉินเฟยในตอนนี้ สถานที่ส่วนใหญ่จึงไม่เป็นอันตรายต่อเฉินเฟยอีก
ครึ่งชั่วยามต่อมา เฉินเฟยยืนอยู่บนก้อนหิน
ด้านหน้ามีสองร่างถูกปิดล้อมโดยกลุ่มสัตว์อสูรแมงมุม
นั่นเป็นคนที่เฉินเฟยรู้จัก หยูซือจินจากตระกูลหยู ครั้งล่าสุดที่พบกันในเมืองเซียนเมฆา เขาท้าประลองเฉินเฟยแต่เฉินเฟยปฏิเสธ
อีกคนหนึ่งมาจากตระกูลหยูเช่นกัน รูปลักษณ์อ่อนหวานและใจกว้าง หยูอวี่ฉีพี่น้องของหยูซือจิน
การบ่มเพาะทั้งสองอยู่ในระดับขัดเกลาทวารขั้นต้น ทว่าสถานการณ์ในขณะนี้ไม่ค่อยดีนัก