- หน้าแรก
- เริ่มต้นการฝึกฝนจากวิชายุทธ์แบบง่าย
- ตอนที่ 382 สังเวยโลหิต
ตอนที่ 382 สังเวยโลหิต
ตอนที่ 382 สังเวยโลหิต
“ฟู่ม!”
กลางหน้าผากอู๋กวงอินเกิดระลอกคลื่นวงกลมแผ่กระจาย อู๋กวงอินตัวสั่นเล็กน้อย เงาดำถูกบังคับให้หลุดลอยออกไป
เมื่อเงาดำปรากฏขึ้น ลมปราณโหดเหี้ยมกระหายเลือดก็พุ่งเข้าปะทะหน้า บ้าคลั่งโกลาหลเหมือนกับสิ่งแปลกประหลาดในโลกหัวใจประหลาด แต่ในความบ้าคลั่งยังมีสติปัญญาอยู่เล็กน้อย
“โฮก!”
เงาดำคำรามใส่เฉินเฟย ก่อนมันจะได้ขยับ แสงกระบี่พุ่งผ่านไป เงาดำสั่นเล็กน้อยและกลายเป็นควันดำสลายไป
อู๋กวงอินเดินกะโผลกกะเผลกล้มลงพื้น
กระต่ายลุกขึ้นเหยี่ยวร่วงหล่น ทั้งหมดเกิดขึ้นในพริบตา ตั้งแต่ต้นจนจบมีเวลาคิดเพียงเล็กน้อย
เฉินเฟยเดินเข้าไป ใช้พลังหยวนช่วยพยุงอู๋กวงอินขึ้นมา หลังจากนั้นครู่หนึ่งอู๋กวงอินค่อยๆลืมตาขึ้น ดูแล้วไม่ต่างจากการแสร้งทำเป็นตื่นเมื่อครู่ แต่เฉินเฟยรู้ว่าอู๋กวงอินเป็นปกติแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นกับข้า?” อู๋กวงอินมองเฉินเฟยกับฉวีชิงเซิงด้วยสีหน้าสับสน
ฉวีชิงเซิงมองเฉินเฟย เฉินเฟยพยักหน้าแสดงว่าอู๋กวงอินไม่เป็นไร
หากไม่ใช่เพราะศาสตร์มองดาวซึ่งเป็นวิชาสำหรับจิตวิญญาณ เฉินเฟยคงสังเกตุเห็นความผิดปกติของอู๋กวงอินได้ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประภูเขาที่อยู่ห่างหลายลี้ เพียงรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับอู๋กวงอิน
ตามจริงแล้วการรับรู้จิตวิญญาณของเคล็ดพันไหมนั้นละเอียดอ่อนเพียงพอ แต่ยังแย่กว่าอยู่บ้าง
โดยเฉพาะเมื่อครู่ที่อู๋กวงอินแสร้งว่าฟื้นสติแล้ว เคล็ดพันไหมไม่เห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ มีเพียงศาสตร์มองดาวที่เตือน เมื่อครู่นี้เฉินเฟยจึงพูดล่อมันออกมา
อู๋กวงอินกลับจากเมืองซ่างอู๋ นักพรตซีเหลียนแห่งเมืองซางอู๋เป็นผู้น่าสงสัยที่สุดว่ามีปัญหา โอกาสที่นักพรตซีเหลียนสิงสู่ร่างอู๋กวงอินนั้นน้อยมาก แต่เป็นไปได้มากที่จะเปลี่ยนอู๋กวงอินให้เป็นความประหลาด
ชางกุ่ยหรือที่เรียกว่าผีชางรับใช้เสือแท้จริงแล้วเป็นทาสหุ่นเชิด เงาดำเมื่อครู่คือร่างของทาส
หากเมื่อครู่อู๋กวงอินผ่อนคลายจิตวิญญาณและฉวีชิงเซิงเข้าไปสำรวจจิตวิญญาณ มีโอกาสสูงที่จิตวิญญาณฉวีชิงเซิงจะปนเปื้อน โดยปกติแล้วจิตวิญญาณของระดับขัดเกลาทวารขั้นปลายจะไม่ปนเปื้อนและไม่ค่อยได้ยินว่าระดับขัดเกลาทวารขั้นปลายตกเป็นทาส
แต่อู๋กวงอินกลับผ่อนคลายจิตวิญญาณ แน่นอนว่าสิ่งปนเปื้อนนี้ต้องรุนแรงเหนือจินตนาการ ต่อให้เป็นระดับขัดเกลาทวารขั้นปลาย หากไม่ระวังตัวอาจก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง
เห็นได้ชัดว่าฉวีชิงเซิงคิดถึงสถานการณ์นี้เช่นกัน ในเวลานี้ใบหน้าเขาจริงจังอย่างยิ่ง หากเฉินเฟยไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเมื่อครู่ ไม่เพียงเขาจะตกอยู่ในอันตราย ทั้งสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวอาจพบเรื่องไม่คาดฝัน
“ท่านโดนนักพรตซีเหลียนควบคุม” เฉินเฟยอธิบายสั้นๆว่าเกิดอะไรขึ้น
ดวงตาอู๋กวงอินเบิกกว้างด้วยความกลัวหลังได้ยินสิ่งที่เฉินเฟยพูด อู๋กวงอินไม่กลัวความตายของตัวเอง แต่หากมีใครควบคุมเขาและลากทั้งสำนักลงน้ำไปด้วย อู๋กวงอินคงตายไม่สงบ
ในขณะเดียวกันเศษเสี้ยวความทรงจำบางส่วนเริ่มปรากฏขึ้นในใจอู๋กวงอิน
“สังเวยโลหิต!”
อู๋กวงอินฟื้นพละกำลังและยืนขึ้น “สังหารศิษย์ภายใน สกัดโลหิตบริสุทธิ์ จัดเรียงค่ายกลโลหิต กระจายลมปราณสร้างสิ่งปนเปื้อนให้ผู้คนมากขึ้น!”
ฉวีชิงเซิงมองเฉินเฟย ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเฉินเฟยจริงๆ อู๋กวงอินเป็นผู้อาวุโสสำนักทำให้ค่ายกลไม่แจ้งเตือน เมื่อค้นพบบางสิ่งในเวลานั้น ค่ายกลโลหิตอาจสมบูรณ์แล้ว
ศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายในที่อยู่ในระดับปรับแต่งร่างกายไม่สามารถต้านทานสิ่งปนเปื้อนนี้ได้แน่นอน ศิษย์แท้จริงบนยอดเขาสืบทอดอาจไม่สามารถหลบหนีภัยพิบัตินี้
สำหรับผู้อาวุโสระดับขัดเกลาทวารที่เหลือยากจะพูดได้ชัดเจน
สุดท้ายแล้วหลังใช้ศิษย์ทั้งหมดของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวสร้างค่ายกลโลหิต มันยากจะบอกได้ว่าสิ่งปนเปื้อนรุนแรงแค่ไหน บางทีระดับขัดเกลาทวารขั้นต้นอาจค่อยๆโดนกัดกร่อน หลังจากนั้นยากจะกลับเป็นปกติ!
ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกรงว่าระดับขัดเกลาทวารของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจะรอดเพียงไม่กี่คน หรือแม้แต่ทั้งสำนักถูกทำลายและกลายเป็นชางกุ่ยของเมืองซ่างอู๋
อยู่ไม่ได้ ตายไม่ได้!
เฉินเฟยขมวดคิ้ว มนุษย์ประหลาดระดับรวมทวารนี้ชั่วร้ายนัก เพราะกลัวเมืองซ่างอู๋ทุกคนจึงอยู่ห่างจากเมืองซ่างหวู่หลายสิบลี้ แต่สุดท้ายยังคงถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว
“อาจเป็นสมบัติเวทระดับสูงเสียหายอันนั้น?” ทันใดนั้นความคิดหนึ่งปรากฏในใจเฉินเฟย
ในดินแดนนี้สิ่งที่แข็งแกร่งสุดคือสมบัติเวทระดับต่ำซึ่งอยู่ในมือผู้แข็งแกร่งรวมทวาร สำนักกระบี่เซียนเมฆาต้องการหลอมสมบัติเวทระดับกลาง น่าเสียดายที่สุดท้ายต้องล้มเหลว
มีข่าวลือว่าพลังของสมบัติเวทระดับสูงทรงพลังอย่างยิ่ง แม้จะเสียหายก็คาดว่ามีพลังเหลืออีกมาก
สุดท้ายทุกคนประเมินเมืองซ่างอู๋กับนักพรตซีเหลียนมนุษย์ประหลาดระดับรวมทวารต่ำเกินไป
“มีคนจากสำนักต่างๆอยู่นอกเมืองซ่างอู๋ ต้องไปแจ้งให้พวกเขาให้ทราบ เฉินเฟย เจ้าไปแจ้งศาลาเฉินสุ่ย”
สีหน้าฉวีชิงเซิงเข้มขรึม น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แม้สำนักรอบเมืองเซียนเมฆาจะแข่งขันกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ความสามัคคีมีประโยชน์มากกว่า
เฉินเฟยพยักหน้าเห็นด้วย
ฉวีชิงเซิงจับอู๋กวงอินหายไปจากจุดนั้น ส่วนเฉินเฟยกลับไปที่ลานบ้านตัวเองไปพบกับฉือซูชิง
“เมืองซ่างอู๋ สังเวยโลหิต”
ฉือซูชิงลุกขึ้นทันทีหลังฟังคำอธิบายของเฉิยเฟย นางคิดไม่ถึงว่าจะมีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นหลังเฉินเฟยออกไปข้างนอกพักหนึ่ง
“ผู้อาวุโสเฉินถูกส่งไปเมืองซ่างอู๋ ตอนนี้อาจมีบางอย่างเกิดขึ้น” ฉือซูชิงพูดและวิ่งออกจากลานบ้านเพื่อกลับไปสำนักโดยเร็วที่สุด
เฉินเฟยขยับเท้าตามทันฉือซูชิง จับมือซูชิงและโคจรเดินหนีสวรรค์ถึงขีดสุด ด้วยการสนับสนุนของกระสวยผ่านทะยาน ทั้งสองวูบไหวหายไปจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว
การบ่มเพาะฉือซูชิงอยู่ในระดับขัดเกลาทวารขั้นต้น ภายใต้สถานการณ์ปกติสามารถจัดการได้เกือบทุกอย่าง แต่หากมีบางอย่างเกิดขึ้นกับศาลาเฉินสุ่ยจริง ระดับขัดเกลาทวารขั้นต้นเพียงลำพังยังอ่อนแอนัก
ยิ่งไปกว่านั้นฉือซูชิงไม่ได้ฝึกศาสตร์มองดาว ฉือซูชิงไม่สามารถบอกได้ว่าในศาลาเฉินสุ่ยใครมีสิ่งปนเปื้อนและใครเป็นคนปกติ หลังการเดินทางครั้งนี้เฉินเฟยคิดว่าอาจไม่ได้เห็นฉือซูชิงอีก
หลังจากอยู่ด้วยกันมานาน เป็นไปไม่ได้ที่เฉินเฟยจะยอมเห็นฉือซูชิงไปตายแบบนั้น และเช่นเดียวกับที่ฉวีชิงเซิงคิด หากเป็นไปได้เฉินเฟยหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับศาลเฉินสุ่ย
ฉือซูชิงมองเฉินเฟยด้านข้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เฉินเฟยเต็มใจไปด้วยกันซึ่งทำให้ฉือซูชิงประทับใจอย่างมาก ในขณะเดียวกันความเร็วท่าร่างที่เฉินเฟยแสดงออกมาทำให้ฉือซูชิงประหลาดใจ
ฉือซูชิงเคยเห็นความเร็วแบบนี้จากเจ้าศาลาเฉินสุ่ย ส่วนเฉินเฟยเพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางได้ไม่นาน
ทุกครั้งที่เฉินเฟยเปิดเผยบางสิ่งมักจะทำให้ฉือซูชิงประหลาดใจ ในขณะเดียวกันฉือซูชิงชื่นชมเฉินเฟยอยู่เสมอ นางอยากรู้ว่าเฉินเฟยซ่อนความลับไว้มากเพียงใดกันแน่
เดิมทีขอบเขตการบ่มเพาะของฉือซูชิงนับว่าเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้กว้างขวาง แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินเฟย
สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวกับศาลาเฉินสุ่ยอยู่ห่างกันหลายสิบลี้ เฉินเฟยทั้งสองมาถึงประตูภูเขาของศาลาเฉินสุ่ยในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ
ฉือซูชิงถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นศาลาเฉินสุ่ยค่อนข้างสงบ ฉือซูชิงกลัวว่าเมื่อมาถึงจะได้เห็นประตูภูเขามีปราณโลหิตสูงเสียดฟ้า
“ไปกันเถอะ ไปหาเจ้าสำนักก่อน”
ฉือซูชิงหันไปมองเฉินเฟยและพบว่าเฉินเฟยกำลังขมวดคิ้วมองศาลาเฉินสุ่ย
“มีอะไรหรือ?” ฉือซูชิงถามด้วยเสียงสั่นเทา
“ผู้อาวุโสเฉินกลับมาถึงแล้ว”
ด้วยการขัดขวางของค่ายกลศาลาเฉินสุ่ย เฉินเฟยจึงมีปัญหาในการรับรู้ลมปราณผิดปกติในศาลาเฉินสุ่ย ไม่เหมือนตอนที่อยู่ในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว ค่ายกลที่นั่นไม่ได้ต่อต้านเฉินเฟย
แม้ศาลาเฉินสุ่ยจะปิดกั้นเขา แต่เฉินเฟยยังรู้สึกอย่างคลุมเครือว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ให้ร่างแยกไปดูก่อน” เฉินเฟยกระซิบ
มีภาพเงาออกมาจากร่างเฉินเฟย ร่างนั้นวูบไหววิ่งเข้าไปในศาลาเฉินสุ่ย ค่ายกลที่ประตูภูเขาศาลาเฉินสุ่ยสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเฉินเฟยเข้ามาและแจ้งเตือน
ภายในศาลาเฉินสุ่ย ร่างแยกเฉินเฟยเหลือบมองบริเวณศิษย์ แต่ที่นั่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างปกติดี
เฉินเฟยมองรอบด้านอีกครั้ง ทุกอย่างเป็นปกติ แต่ความรู้สึกแปลกๆในใจยังคงอยู่ ร่างเฉินเฟยวูบไหวรีบไปยังยอดเขาหลักศาลาเฉินสุ่ย
ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ก่อนอื่นให้ไปหาจี้รุ่ยชิงเจ้าสำนักศาลาเฉินสุ่ยแล้วบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ผู้มาเป็นใคร ทำไมถึงบุกเข้ามาในศาลาเฉินสุ่ย!”
เสียงตะโกนดังมาจากระยะไกล ร่างงดงามวูบไหวไล่ตามเฉินเฟย เฉินเฟยไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงและหยุดบนก้อนหินเพื่อรออีกฝ่าย
ฉู่หยูซวงเห็นจากระยะไกลว่าคนที่บุกเข้าประตูภูเขาไม่ได้หนีและยืนคอย สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังมองให้ดีบวกกับรับรู้ลมปราณจึงจำได้ว่าเป็นเฉินเฟย
ไม่นานนี้ในศาลาเฉินสุ่ยพูดถึงเฉินเฟยบ่อยครั้ง นอกจากพรสวรรค์ของเฉินเฟย เหตุผลหลักคือฉือซูชิง
ท้ายที่สุดคนจำนวนมากในศาลาเฉินสุ่ยประหลาดใจที่ฉือซูชิงเลือกเฉินเฟย
สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองอย่างไรเฉินเฟยนับว่าเป็นดาวรุ่งที่ดีสุดเท่านั้น แม้จะให้ความสำคัญกับอนาคตของเฉินเฟย แต่อย่างน้อยเฉินเฟยควรเริ่มมาศาลาเฉินสุ่ยก่อน
แต่บังเอิญเป็นฉือซูชิงที่ไปสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว พูดได้ว่าฉือซูชิงเป็นผู้ริเริ่มเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์นี้
หลายคนในศาลาเฉินสุ่ยสับสน ที่สำคัญกว่านั้นเจ้าสำนักจี้รุ่ยชิงยังยอมรับการกระทำของฉือซูชิง ทุกคนคาดเดาว่าควรมีความลับซ่อนอยู่ ดังนั้นจึงเริ่มสงสัยเรื่องเฉินเฟยมากขึ้น
ฉู่หยูซวงอยากรู้เกี่ยวกับเฉินเฟยและคิดหาโอกาสพบกับเฉินเฟย เพียงแค่ฉู่หยูซวงคาดไม่ถึงว่าจะได้พบเฉินเฟยในสถานการณ์เช่นนี้
เฉินเฟยบุกเข้ามาในศาลาเฉินสุ่ยตอนกลางคืน วิธีมาสำนักโดยไม่แจ้งให้ทราบแบบนี้ไม่เป็นมิตรนัก
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเฟยกับฉือซูชิง พฤติกรรมนี้เรียกได้ว่าหยาบคาย เทียบได้กับการไม่เคาะประตูแต่เตะประตูโดยตรง
“แม่นางฉู่ ข้ามาเข้าพบเจ้าสำนักตามคำสั่งเจ้าสำนักฉวี!” เฉินเฟยมองฉู่หยูซวงแล้วกุมมือพูด