- หน้าแรก
- ราชันเพลิงโลหะ ผู้ทวงคืนบัลลังก์
- บทที่ 23 เบาะแสแห่งสีดำและสีเขียว
บทที่ 23 เบาะแสแห่งสีดำและสีเขียว
บทที่ 23 เบาะแสแห่งสีดำและสีเขียว
บทที่ 23 เบาะแสแห่งสีดำและสีเขียว
กว่ารถม้าเคลือบเงาสีขาวจะเคลื่อนผ่านประตู 'เรดคีพ' เข้ามา ก็เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว
ปัง!
เรเนียรากระโดดลงมาอย่างแผ่วเบา หมุนตัวกลับแล้วอ้าแขนออก รอยยิ้มระบายบนริมฝีปาก "มาสิ เดี๋ยวข้ารับเอง"
หลังจากเที่ยวเล่นมาทั้งวัน อารมณ์ของนางก็แจ่มใสขึ้น จากเมฆครึ้มกลายเป็นท้องฟ้าสดใส
"เอาจริงเหรอ"
เอมอนยืนอยู่ที่ขอบประตูรถม้า แววตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ
เรเนียรากล่าวสบายๆ "กระโดดลงมาเถอะน่า"
ไม่ใช่ว่าข้าจะยกเจ้าก้อนกลมๆ อย่างเจ้าไม่ไหวเสียหน่อย
เอมอนชำเลืองมองความสูงจากพื้น ลอบกลืนน้ำลาย "งั้นข้าไปละนะ"
พูดจบ เขาก็หลับตา โน้มตัวไปข้างหน้าแล้วทิ้งตัวลงมา
เรเนียราเปี่ยมด้วยความมั่นใจ อ้าแขนรอรับเอวอวบๆ ของเขา
ทันใดนั้น น้ำหนักมหาศาลก็กดทับลงมาที่ตัวนาง
ตุบ!
ร่างใหญ่และร่างเล็กเซถลา โชคดีที่เซอร์สตีฟซึ่งคอยจับตาดูอยู่รีบเข้ามาช่วยประคอง ทำให้ทั้งคู่ไม่ล้มคะมำลงไปในหลุมโคลน
"เกือบไปแล้ว"
เอมอนพึมพำ ตบหน้าอกเล็กๆ เพื่อปลอบขวัญตัวเอง
เรเนียราอ่อนแอชะมัด!
ปากบอกว่าจะรับเขาได้แน่ๆ แต่เกือบจะโยนเขาทิ้งไปแล้ว
มุมปากของเรเนียรากระตุก นางไพล่มือไปกุมเอวบางไว้ด้านหลัง
มองดูเขา เป็นแค่ก้อนเล็กๆ แท้ๆ แต่ตัวแน่นปึก
สองพี่น้องยังคงอกสั่นขวัญแขวน สบตากันอย่างรู้ทัน
"..."
เรเนียราถอนหายใจ นวดขมับแล้วยื่นมือออกไป "ไปกันเถอะ"
"ฮะๆ ได้เวลากลับไปโดนดุแล้ว"
เอมอนยิ้มกว้าง คว้ามือมือนุ่มนิ่มของนางไว้อย่างชำนาญ
วันนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก ได้ทั้งความก้าวหน้าและมิตรภาพ
สองพี่น้องเดินจูงมือกัน คนหนึ่งสูงโปร่งงดงาม อีกคนผิวขาวจั๊วะน่ารักน่าชัง
เหล่าขุนนางและเลดี้ที่เดินผ่านต่างถูกดึงดูดด้วยภาพอันน่ารื่นรมย์และโค้งคำนับทักทาย
เอมอนกระโดดโลดเต้นไปพลาง ลอบมองสีหน้าพึงพอใจของเรเนียรา ดวงตาคู่โตกลอกกลิ้งไปมา
"มองอะไร" เรเนียรายังคงดื่มด่ำกับความสุข ความกังวลถูกโยนทิ้งไปหมดสิ้น
แน่นอนว่าข้ากำลังคิดหาวิธีหลอกเจ้าอยู่น่ะสิ
เอมอนกลั้นยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วตะโกนเสียงดังอย่างร่าเริง "เรเนียรา พวกเราคือคู่หูที่เจ๋งที่สุดในโลก!"
ประโยคนั้นสะกิดใจเรเนียรา ระลอกคลื่นแห่งความซาบซึ้งปรากฏขึ้นในดวงตาคู่สวย
"เอาล่ะ ถ้าช้ากว่านี้เดี๋ยวจะพลาดมื้อค่ำนะ"
เอมอนหยอกล้อเสร็จก็วิ่งแจ้นนำไปก่อน
อลิเซนต์เป็นเพื่อนที่ดีของเขา และในอนาคต เขาต้องมีที่ยืนในพรรคเขียวอย่างแน่นอน
เรเนียราดูภายนอกเข้มแข็ง แต่ภายในอ่อนไหวและโหยหาความรัก นางต้องทนทุกข์ทรมานจากความระแวงของบิดาและคำครหาจากราชสำนักมานานหลายปี
การฉวยโอกาสในช่วงเวลานี้ เขาได้สร้างสายสัมพันธ์ฉันมิตรที่ไม่อาจลบเลือนได้อย่างรวดเร็ว
ภายในสิบปีข้างหน้า ช่วงที่ฝ่ายดำและฝ่ายเขียวกำลังก่อตัวอย่างเข้มข้น เขาจะสามารถเล่นบทนกสองหัว ค่อยๆ เติบโตอย่างเงียบเชียบ แล้วทำให้ทุกคนต้องตะลึง
โดยไม่รู้ตัว ทุกการกระทำของสองพี่น้องหลังจากกลับมาถึงเรดคีพล้วนตกอยู่ในสายตา
ป้อมเมกอร์ ห้องบรรทมกษัตริย์
อลิเซนต์ยืนอยู่ที่ขอบระเบียง มองผ่านกระจกเห็นร่างสองร่าง หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก กำลังหยอกล้อกัน
นางรอมาทั้งวัน
ดวงตาของอลิเซนต์หม่นลงเล็กน้อย ริมฝีปากสีแดงเม้มแน่น ขบฟันแน่น มือที่วางบนหน้าท้องแบนราบจิกเล็บเข้าหากัน
โดยไม่รู้ตัว เลือดซึมออกมาตามซอกนิ้ว
บางทีนางเองก็อาจไม่รู้ตัวว่า การได้เห็นความสนิทสนมของเอมอนและเรเนียรา ได้จุดไฟริษยาที่ฝังลึกอยู่ในใจให้ลุกโชนขึ้นมา
แอ๊ด!
ประตูเปิดออก วิเซริสเดินเข้ามาด้วยอารมณ์เบิกบาน กล่าวว่า "เรเนียรากับเจ้าตัวยุ่งกลับมาแล้ว เราควรไปงานเลี้ยงมื้อค่ำกันเถอะ"
แต่หลังจากเรียก ภรรยาสาวในชุดสีเขียวกลับไม่ตอบรับในทันที
วิเซริสดูประหลาดใจ กำลังจะเดินเข้าไปถาม
"ข้ารู้แล้วเพคะ"
อลิเซนต์ก้มหน้าและหมุนตัวกลับ เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับสายลม
การกระทำนี้ทำให้วิเซริสงุนงงเป็นไก่ตาแตก
...
เมื่อราตรีมาเยือน หลังมื้อค่ำ ทุกคนต่างแยกย้ายกลับห้องพักผ่อน
เอมอนตบพุงกลมๆ แล้วรีบวิ่งกลับห้อง
เขาได้ของดีใหม่ๆ มาเพียบและอยากจะชื่นชมมันให้หนำใจ
ไม่มีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับมื้อค่ำมากนัก แต่เรื่องดราก้อนพิทและดรีมไฟร์ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างแน่นอน
เมื่อวิเซริสรู้ว่าหลานชายต้องการฝึก "มังกรตัวเมีย" ดรีมไฟร์ ปฏิกิริยาของเขาก็เปลี่ยนจากเห็นด้วยในตอนแรก เป็นเสียดายที่ล้มเหลว และจบลงด้วยคำแนะนำอย่างอารมณ์ดี
"เจ้ายังเด็ก ยังมีมังกรอีกมากที่ดราก้อนสโตน ไว้โตกว่านี้ค่อยลองใหม่ก็ได้"
ต้องบอกว่าวิเซริสเป็นคนที่ย้อนแย้งมาก
ในขณะที่เขากังวลและหวาดกลัวพลังของมังกร แต่เขาก็จำต้องพึ่งพาพวกมัน
โดยเฉพาะในมุมมองทางโลก เขามีสภาพจิตใจที่ "ปลงตก" อย่างยิ่ง
เขาไม่อยากเห็นลูกสาวอย่างเรเนียราหมกมุ่นกับการขี่มังกร แต่กลับหวังว่าทายาทชายทุกคนในตระกูลจะเป็นนักขี่มังกร
เหมือนกับที่เขาสนับสนุนสิทธิ์ในการเป็นรัชทายาทของเรเนียรา แต่กลับไม่มอบอำนาจที่แท้จริงให้นางเลย
บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงกระตือรือร้นที่จะหาคู่ครองที่แข็งแกร่งและไว้วางใจได้ให้ลูกสาว เพื่อชดเชยจุดอ่อนด้านอำนาจของนาง
ดึกสงัด
เอมอนกลับห้องไปพักผ่อน ส่วนคนอื่นๆ ทยอยกันกลับ
เรเนียราเหนื่อยมาทั้งวัน กำลังจะกลับไปแช่น้ำร้อนให้สบายตัว จู่ๆ บิดาก็เรียกนางไว้
"ท่านพ่อ มีอะไรหรือเพคะ"
เรเนียรารวบผมสีเงินทอง ขาเรียวยาวขยับไหวภายใต้กระโปรงไหม
วิเซริสดูลังเล ก่อนจะยิ้มออกมา "พ่อมีเรื่องสำคัญมากจะคุยกับเจ้า"
"รอสักครู่"
เรเนียราเดินตามเขาไปอย่างงุนงง
สำหรับนาง วันนี้เป็นวันที่วิเศษมาก
แม้ว่าจะไม่มีใครสนใจนางในงานฉลองวันชื่อของเอกอน แต่เหล่าขุนนางและเลดี้ต่างพากันประจบประแจงน้องชายตัวน้อยที่ยังใช้มือกินโจ๊ก
แต่เอมอนเป็นภูตน้อยจอมซนที่ทำให้นางมีความสุขมากจริงๆ
โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยดรีมไฟร์ ซึ่งเติมเต็มจิตวิญญาณที่เงียบเหงาของนางด้วยความรู้สึกแห่งความสำเร็จ
บิดาของนางก็ดูใจดีอย่างน่าประหลาด ไม่โกรธเรื่องที่พวกเขาแอบปล่อยดรีมไฟร์
"น่าจะเป็นเรื่องดีนะ"
เรเนียราลอบภาวนา
วิเซริสนำทางพ่อลูกเดินลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินหลายชั้น จนมาถึงห้องใต้ดินของเรดคีพ
วงเทียนสีขาวจุดสว่างรอบแท่นบูชาขนาดใหญ่ ส่องสว่างกะโหลกสีดำทึมของบาเลเรียน
เรเนียรามอกวาดสายตาไปรอบๆ ลอบสงสัยในใจ
ครั้งสุดท้ายที่พ่อลูกมาที่นี่ คือตอนที่บิดาขอโทษเรื่องการตายของเอมมา มารดาของนาง และมอบสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์เหล็กให้นาง
วิเซริสมองดูกะโหลกของบาเลเรียน แล้วกล่าวด้วยอารมณ์อ่อนไหว "เรเนียรา วันนี้เจ้าดูมีความสุขมาก ในฐานะพ่อ พ่อดีใจกับเจ้าด้วย"
เรเนียราพยักหน้าเล็กน้อย สังหรณ์ใจว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
"เจ้าใกล้จะถึงวัยออกเรือนแล้ว พบเจอชายหนุ่มที่มีอนาคตไกลบ้างหรือยัง"
วิเซริสทำหน้าจริงจัง
สีหน้าของเรเนียราเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางปฏิเสธทันที "ไม่มีเพคะ!"
"งั้นก็ดีแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น วิเซริสลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขากลัวว่าลูกสาวจะมีคนในใจแล้วพา "ไอ้หนุ่มหัวทอง" มาให้เขาดู
ข่าวลือในราชสำนักหนาหูว่าลูกสาวของเขาค่อนข้างโปรดปรานโคล แห่งหน่วยคิงส์การ์ด
"ท่านพ่อ มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะเพคะ"
น้ำเสียงของเรเนียราไม่สู้ดีนัก นางรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม
วิเซริสยิ้มเจือความเอาใจเล็กน้อย แล้วถามว่า "เจ้ากับเอมอนดูเหมือนพี่น้องท้องเดียวกันเวลาอยู่ด้วยกัน ถ้าพ่อจะตัดสินใจให้เขาอยู่ที่คิงส์แลนดิ้ง เจ้าจะว่าอย่างไร"
"ท่านพ่อ!"
เรเนียราไม่ใช่คนโง่ อารมณ์ของนางเริ่มพุ่งพล่าน
"อย่าเพิ่งโวยวาย"
วิเซริสโบกมือแล้วอธิบาย "เอมอนเป็นเด็กดี และเป็นลูกชายของเดมอน เขาจะเป็นผู้ช่วยที่ดีให้เจ้าได้"
"แล้วยังไงเพคะ" เรเนียรามมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
"ถ้าเจ้ายอมลดทิฐิและปฏิบัติต่อเขาอย่างดี"
วิเซริสเรียบเรียงคำพูด พยายามรักษาน้ำใจที่สุด "เมื่อถึงเวลา เขาก็จะตอบแทนเจ้าเช่นกัน"
เรเนียราเงียบกริบทันที
นางเข้าใจความหมายและพยายามอย่างหนักที่จะระงับความอยากจะโต้เถียง
นางมองเอมอนเป็นเหมือนน้องชายข้างบ้าน เป็นเพื่อนที่ดี แต่นางไม่มีความคิดเชิงชู้สาวกับเขาเลย
เขายังเป็นแค่เด็กอ้วน และเวลายิ้ม หน้าเล็กๆ ของเขาก็เหมือนไข่ต้มปอกเปลือก
บิดาของนางช่างสรรหาวิธีการทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจจริงๆ
เมื่อเห็นลูกสาวก้มหน้าเงียบ วิเซริสถอนหายใจ "เอาไว้คุยกันวันหลัง พรุ่งนี้การล่าสัตว์ในป่าหลวงจะดำเนินต่อไปตามกำหนด เจ้าจำไว้ว่าต้องรีบพักผ่อนแต่หัวค่ำ"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
เรเนียรายืนอยู่ลำพัง ขนตายาวงอนทอดลงต่ำ
นางไม่ต้องการจะครอบงำใคร และไม่ต้องการถูกใครครอบงำ
แต่ทุกคนและทุกสิ่งรอบตัวนางดูเหมือนจะเร่งเร้าให้นางตัดสินใจโดยเร็ว ให้กลายเป็นสุนัขหิวโซที่แย่งชิง "เค้ก" ที่ทุกคนหมายปอง
ทันใดนั้น เรเนียรารู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองนางอยู่
"นั่นใคร!?"
นางเงยหน้าขึ้นทันควัน สายตาจับจ้องไปยังมุมมืดหลังแท่นบูชา มองตามสายตานั้นไป
"แค่ก แค่ก"
เมสเตอร์เมลลอสยืนอยู่ที่นั่น เมื่อถูกจับได้ เขากระแอมไอสองครั้ง แล้วเดินจากไปอย่างใจเย็น ทีละก้าว ทีละก้าว
คิ้วเรียวของเรเนียราขมวดมุ่น ร่องรอยของความไม่ไว้วางใจปรากฏขึ้นในดวงตาคู่สวย และหมัดน้อยๆ กำแน่น