- หน้าแรก
- ราชันเพลิงโลหะ ผู้ทวงคืนบัลลังก์
- บทที่ 10 ข้ายังอ่อนหัดนัก
บทที่ 10 ข้ายังอ่อนหัดนัก
บทที่ 10 ข้ายังอ่อนหัดนัก
บทที่ 10 ข้ายังอ่อนหัดนัก
ก่อนที่จะเดินทางมาถึงคิงส์แลนดิ้ง เอม่อนได้ให้คำมั่นสัญญากับตนเองไว้อย่างดิบดี แต่หลังจากลงจากเรือ ความมุ่งมั่นของเขาก็ถูกท้าทายเข้าเสียแล้ว
ในเวลาเที่ยงวัน ท้องทะเลสงบนิ่ง
เจ้าชายเอม่อนล่องเรือข้ามอ่าวแบล็กวอเตอร์ จากหัวเรือเขาสามารถมองเห็นประตูโคลนอันโอ่อ่าตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบ
"คนเยอะจังเลย"
เอม่อนชะโงกหน้าข้ามราวกั้น เขย่งปลายเท้าเพื่อทอดสายตามองท่าเรือที่ซึ่งผู้คนดูราวกับมดตัวจ้อยเดินขวักไขว่ไปมา
เหล่าอัศวินแห่งหุบเขายืนตั้งแถวรอให้เรือเทียบท่า การเดินทางราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง
ตูม!!
ทันใดนั้น เงาร่างสีทองอร่ามก็พุ่งทะยานข้ามกำแพงเมืองสูงตระหง่าน แหวกผ่านปุยเมฆสีขาวที่ลอยล่องอย่างอ้อยอิ่งบนท้องฟ้า วินาทีถัดมา ม่านหมอกบางตาก็พลันสลายไปจนหมดสิ้น
"กรรรร!"
ก่อนที่เรือในอ่าวแบล็กวอเตอร์จะทันได้ตั้งตัว เงาสีทองนั้นก็ดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปีกเนื้อขนาดใหญ่ของมันเฉียดผิวน้ำทะเล ส่งผลให้คลื่นลูกใหญ่ซัดกระหน่ำไปทั่วบริเวณโดยรอบทันที
"มังกร! คุ้มกันเจ้าชาย!"
อัศวินนางนวลตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัว พลางกระโจนเข้ากดร่างเล็กของเอม่อนให้หมอบลง
เอม่อนรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้ามืดดับลง และเรือลำใหญ่ใต้เท้าของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ซู่!
น้ำทะเลถูกตีจนเป็นฝอยละออง เรือหลายลำรวมถึงลำที่เจ้าชายเอม่อนโดยสารอยู่ถูกกระแสลมพัดจนโคลงเคลง เหล่าอัศวินแห่งหุบเขาตะโกนโหวกเหวก ร่างกายเซถลาจนเกือบเสียหลักล้ม
ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว
เงาร่างสีทองนั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านับพันเมตร หายลับไปเหนือน่านน้ำอ่าวแบล็กวอเตอร์
"เกิดอะไรขึ้น? นั่นคือมังกรหรือ?"
เอม่อนผู้ไม่รู้จักความกลัวโผล่หัวออกมาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซอร์ไลออนยังคงจ้องมองท้องฟ้าด้วยความระแวดระวัง และลุกขึ้นยืนเมื่อแน่ใจแล้วว่าเงาของมังกรได้จางหายไป
"ใช่แล้วพะย่ะค่ะ ดูเหมือนจะเป็นมังกรของเจ้าหญิง"
เขาเคยเห็นสัตว์ร้ายสีทองตัวนั้นแต่ไกลที่กัลล์ทาวน์ ประสบการณ์อันน่าตื่นตระหนกเมื่อครู่ทำให้แผ่นหลังของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
"เซอร์ ลุกขึ้นก่อนเถอะ"
เอม่อนถูกทับจนแทบหายใจไม่ออกและพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้น
เซอร์ไลออนไม่กล้าชักช้า รีบลุกขึ้นตรวจดูอาการทันที "เจ้าชาย ทรงบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่พะย่ะค่ะ"
"ขอบใจมากเซอร์" เอม่อนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า เป็นสัญญาณว่าเขาสบายดี
แต่ในใจเขากลับคิดว่า มันตัวโตขึ้นมากขนาดนี้เชียวหรือ
ก็แค่มังกร ใช่ว่าข้าจะไม่เคยเห็นเสียเมื่อไหร่
...
หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญช่วงสั้นๆ เรือก็เทียบท่าอย่างรวดเร็ว
เอม่อนกระโดดลงจากดาดฟ้าเรือโดยมีองครักษ์สามนายขนาบข้าง และก้าวเท้าเข้าสู่คิงส์แลนดิ้งได้สำเร็จ
เขาเงยหน้าขึ้นมองแล้วอดไม่ได้ที่จะเกาหัวด้วยความงุนงง
ไม่มีกองทหารเกียรติยศมาต้อนรับ ไม่มีราชองครักษ์มาคอยเปิดทาง และไม่มีรถม้าส่วนตัวมารอรับ
ในฐานะท่าเรือ ประตูโคลนจึงคลาคล่ำไปด้วยพ่อค้าและชาวประมง นอกจากสามัญชนและพ่อค้าแล้ว ยังมีขุนนางปะปนอยู่ด้วย
อัศวินแห่งหุบเขาชูธงประจำตระกูลรอยซ์ขึ้น และยังมีธงอื่นๆ อีกหลายผืนถูกชูขึ้นในบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นสิงโตคำรามแห่งตระกูลแลนนิสเตอร์ หรือกวางสวมมงกุฎแห่งบาราเธียน...
เมื่อเทียบกับสองตระกูลดยุคผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ตระกูลรอยซ์ซึ่งเป็นเพียงขุนนางใต้อาณัติแห่งหุบเขานั้นดูจืดจางไปถนัดตา
"ไปกันเถอะ"
เอม่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
กอนซาลปฏิบัติตามคำสั่ง ร่างกายกำยำของเขาผลักดันพ่อค้าแม่ค้าที่ขวางทางออกไปราวกับรถเกลี่ยดินผู้ไร้ความปรานี เอม่อนเดินตามไป มุ่งหน้าสู่ประตูเมืองใต้กำแพงสูง
การเดินทางครั้งนี้มีอัศวินแห่งหุบเขาติดตามมาด้วยจำนวนมาก เลดี้เรอาต้องจัดการเรื่องที่พัก จึงไม่สามารถเดินมาพร้อมกับบุตรชายได้ หรืออีกนัยหนึ่ง นางอาจจะไม่อยากเจอหน้ากษัตริย์ก็เป็นได้
"หลีกทาง! หลีกทาง!"
ในขณะที่เอม่อนกำลังครุ่นคิด เขาก็ได้ยินเสียงล้อรถบดถนนเมื่อเดินเข้าสู่ตัวเมือง
ท่ามกลางเสียงร้องของม้าขาวพันธุ์ดีหลายตัว พระราชวังเคลื่อนที่สีขาวเคลือบเงาอันหรูหราก็ปรากฏขึ้นขวางถนน
เสียงฆ้องดังขึ้นสองครั้ง กองทหารราชองครักษ์ถือธงรูปมังกรแดงสามหัวเดินตรงเข้ามา
อัศวินชุดขาวในชุดเกราะเงินและผ้าคลุมขาวกระโดดลงจากรถม้า โค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะเจ้าชาย เกิดเหตุขัดข้องเล็กน้อยระหว่างทาง"
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ เอม่อนก็กลอกตาไปมา พลางสงสัยว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จกันแน่
หรือว่าเป็นเพราะพวกเขาลืมข้า แล้วเพิ่งจะส่งคนมารับในนาทีสุดท้าย?
"ฝ่าบาททรงงานยุ่งหรือ?" เอม่อนเอียงคอถาม รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
อัศวินชุดขาวก้มหัวต่ำลงไปอีก ตอบคำถามอย่างครบถ้วน "กษัตริย์กำลังทรงประชุมสภาเล็กพะย่ะค่ะ ราชินีจะเป็นผู้รับรองพระองค์แทน"
"อย่างนั้นหรือ?"
เอม่อนไามือไพล่หลัง พยักหน้าอย่างใจกว้าง "ดีมาก ขอบใจที่ลำบากมารับ"
"เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพะย่ะค่ะ!"
อัศวินชุดขาวผู้มีบุคลิกสง่างามอุ้มเจ้าชายตัวน้อยขึ้นบนรถม้าและจัดที่นั่งให้เรียบร้อย จากนั้นจึงขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคนขับ จับบังเหียนและบังคับรถม้าออกไป
ราชองครักษ์ยังได้จัดเตรียมม้าฝีเท้าดีหลายตัวไว้สำหรับองครักษ์ของเจ้าชายอีกด้วย
ภายใต้ร่มเงาของธงมังกรแดงสามหัว รถม้าสีขาวเคลือบเงาก็เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และมั่นคงมุ่งหน้าสู่เรดคีพ ชาวบ้านริมทางต่างหยุดยืนดู ความอยากรู้อยากเห็นที่มีต่อเจ้าชายแปลกหน้านั้นมีมากกว่าขุนนางจากแคว้นอื่นๆ
...
เรดคีพ ป้อมเมกอร์
ภายใต้การนำของอัศวินชุดขาว เอม่อนเดินผ่านลานหน้าปราสาทที่พลุกพล่านเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งไม่อนุญาตให้ข้าราชการภายนอกเข้ามา
"ขอบใจ"
เอม่อนกระซิบขอบคุณ อัศวินชุดขาวจึงนำเหล่าองครักษ์ไปพักผ่อน
บนระเบียงทางเดินที่มีผนังอิฐสีแดงอ่อน เหลือเพียงเด็กน้อยยืนอยู่ลำพัง
ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูทำให้คนที่อยู่ในห้องนอนตื่นตัว อลิเซนต์ยืนหันหลังให้หน้าต่าง อุ้มทารกน้อยแนบอก พลางฮัมเพลงกล่อมเด็กอย่างอดทน
เมื่อได้ยินเสียงที่ประตู นางหันศีรษะมาด้วยความสงสัย
ทันใดนั้น นางก็เห็นรองเท้าบูทเล็กๆ ยื่นออกมาจากหลังประตู ตามมาด้วยใบหน้าขาวนวลน่ารักที่มีผมสีเงินและดวงตาสีม่วง เด็กชายตัวน้อยยิ้มอย่างซุกซน โบกมือเล็กๆ ทักทาย
"อลิเซนต์ สวัสดี"
เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าเหนื่อยล้าของอลิเซนต์ก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ ก่อนจะคลี่รอยยิ้มกว้างออกมา
"เอม่อน นั่นเจ้าหรือ?"
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าต้องส่งทารกในอ้อมแขนให้สาวใช้เสียก่อน เมื่อนางก้าวอีกครั้ง ฝีเท้าของนางก็ดูเบาสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นสีหน้าดีใจของนาง เอม่อนก็เชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ "ข้ากลับมาจากรูนสโตนแล้ว"
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็ถูกดึงมือเล็กๆ เข้าไปในห้อง เหยียบย่างลงบนพรมขนนุ่มสีขาวดำ
อลิเซนต์ประคองแก้มยุ้ยของเอม่อนด้วยสองมือ มองสำรวจเขาจากซ้ายไปขวา แล้วรีบไต่ถามทันที
"เจ้าอยู่ที่รูนสโตนเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ยินมาว่าเลดี้เรอาเป็นคนถือตัวมากเลยไม่ใช่หรือ?"
แก้มของเขารู้สึกอวบอิ่มและนุ่มนิ่ม แสดงว่าเขาคงไม่เคยขาดแคลนอาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม
เอม่อนจำต้องทำแก้มป่อง บ่นพึมพำในลำคออย่างไม่เป็นภาษา "ก็ดีนะ อย่างไรเสียนางก็เป็นแม่แท้ๆ ของข้า"
"ดีแล้ว ข้ากังวลแทบแย่ว่าเจ้าจะปรับตัวเข้ากับอากาศที่หุบเขาไม่ได้"
อลิเซนต์ตื่นเต้นเป็นครั้งแรกในรอบนาน รอยยิ้มแผ่กระจายไปทั่วใบหน้าที่งดงาม ต้องยอมรับว่าผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นราชินีย่อมไม่ขาดแคลนความงาม
เครื่องหน้าของนางสวยงามและอ่อนโยน กิริยาท่าทางสง่างามและมีเสน่ห์ ผมหยักศกเล็กน้อยทิ้งตัวลงมาเคลียหน้าอกที่อวบอิ่ม เพิ่มความรู้สึกของความเป็นแม่ให้กับร่างกายที่ยังดูเยาว์วัย เมื่อนางยิ้ม นางช่างงดงามเหลือเกิน
เอม่อนถูจมูก สูดกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ ที่คุ้นเคย และเล่าเรื่องราวชีวิตเรียบง่ายตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้ฟัง
อลิเซนต์เองก็เช่นกัน นางถึงกับอุ้มเด็กน้อยที่นางนับถือว่าเป็นน้องชายขึ้นมานั่งบนตัก โดยเฉพาะเมื่อนางเห็นเป้ปักลายที่สะพายอยู่ข้างเอวของเอม่อน รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็อบอุ่นราวกับชาร้อนในฤดูหนาว
ทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตั้งแต่แรกเริ่ม
เรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เอม่อนเพิ่งเกิด และอลิเซนต์ได้ติดตามบิดาเข้าวังเพื่อดูแลกษัตริย์เจเฮริสผู้กำลังใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลาย
เอม่อนมีพ่อแม่ที่ไม่ลงรอยกัน จึงไม่ค่อยใส่ใจในการเลี้ยงดูลูกเท่าที่ควร
กษัตริย์เจเฮริสผู้สูญเสียบุตรชายในวัยชรา รู้สึกสงสารเหลนชายแรกเกิดจับใจ และหลังจากการประชุมสภาใหญ่ปี 101 พระองค์ก็นำทารกน้อยมาไว้ข้างกายเพื่อดูแลด้วยพระองค์เอง
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลก็คืออลิเซนต์ ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นเพียงเด็กสาว
ทั่วทั้งราชสำนักต่างรู้ดีว่ากษัตริย์เจเฮริสผู้ชราภาพมีเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งคอยอยู่เคียงข้าง และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีเยี่ยมเป็นพิเศษ
จนกระทั่งเอม่อนอายุได้สามขวบ เมื่อปู่ทวดผู้ดูแลเขาอย่างทะนุถนอมได้จากไปอย่างสงบในนิทรา เขาจึงถูกส่งตัวกลับไปที่รูนสโตนในหุบเขาเพื่อให้มารดาแท้ๆ เลดี้เรอา เป็นผู้เลี้ยงดู
"อลิเซนต์ เจ้ามีลูกเป็นของตัวเองแล้วนะ"
เอม่อนป้องปากหัวเราะคิกคักอย่างซุกซน พลางชี้ไปที่ทารกน้อยที่กำลังส่งเสียงร้องไห้จ้าในอ้อมแขนของสาวใช้