- หน้าแรก
- ราชันเพลิงโลหะ ผู้ทวงคืนบัลลังก์
- บทที่ 9 ข้านึกว่าเจ้าจะอายุสั้น
บทที่ 9 ข้านึกว่าเจ้าจะอายุสั้น
บทที่ 9 ข้านึกว่าเจ้าจะอายุสั้น
บทที่ 9 ข้านึกว่าเจ้าจะอายุสั้น
เขาโบกมือลากองทหารองครักษ์แล้วรีบวิ่งแจ้นออกมา
เลดี้เรอาปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินนำลูกชายกลับเข้าไปในห้องโดยสารโดยไม่เอ่ยคำใด
ขณะนั้นเอง ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง
เอมอนเต็มไปด้วยความคาดหวัง นึกว่าท่านแม่จะมีคำสั่งพิเศษอะไรบางอย่าง
ที่ไหนได้ นางเพียงแค่กำชับให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่ อย่าไปเข้าเฝ้าราชวงศ์ด้วยสภาพขอบตาดำคล้ำเด็ดขาด
"อ้อ!"
เอมอนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินคอตกกลับห้องของตน ไม่อาจซ่อนความผิดหวังบนใบหน้าได้
ก่อนจะจากไป เขาพิงกรอบประตูแล้วกวาดสายตามองไปทั่วห้องของมารดา
แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร?
เลดี้เรอาแกล้งทำเป็นไม่เห็น นางจัดเตียงเพื่อเตรียมตัวเข้านอน
"ไปแล้วนะขอรับ"
เอมอนโบกมือน้อยๆ แล้วปิดประตูห้องจนสนิท
เมื่อหันหลังกลับ เขาก็ได้แต่พูดไม่ออก
เขารู้อยู่แล้วว่าท่านแม่พึ่งพาไม่ค่อยได้
แถมยังไม่ค่อยมีความเป็นแม่สักเท่าไหร่
"ช่างเถอะ เด็กดีไม่ถือสาผู้ใหญ่"
เอมอนไขว้มือไพล่หลัง ปลอบใจตัวเองอย่างรวดเร็ว
นอนคนเดียวแล้วฝันร้ายจะเป็นไรไป? ตอนนี้เขาเป็นลูกสัตว์ที่มีหน้าต่างระบบคอยช่วยแล้วนะ
...
ช่วงดึกคืนนั้น เอมอนกลับเข้ามาในห้องของเขา
"มาดูนี่สิ ยายเอาหญ้าอูล่าที่เหลือมายัดทำหมอนให้เจ้าแล้วนะ"
แม่ชีชรามาธ่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางลุกขึ้นยืนพลางทุบหลังที่ปวดเมื่อยตามวัย
"เยี่ยมไปเลย" เอมอนร้องบอกอย่างร่าเริง
เขาวิ่งไปที่เตียงและพบว่าหญ้าอูล่าในตะกร้าสานหายไปแล้ว แทนที่ด้วยเสื่อสานผืนหนึ่งกับหมอนใบเล็ก
เสื่อสานมีความกว้างหนึ่งเมตร ยาวหนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตร ส่วนหมอนใบนั้นก็อัดแน่นไปด้วยหญ้าอูล่าจนพองฟู
เอมอนถีบรองเท้าบูตใบจิ๋วออก กลิ้งตัวไปมาบนเสื่อสานลายหลังสีน้ำเงิน จากนั้นก็กอดหมอนแล้วสูดดมอย่างแรง
มันมีกลิ่นหญ้าสดชื่น และกลิ่นหอมหวานคล้ายใบมินต์
"ยายมาธ่า ข้าชอบมากเลย"
เอมอนยิ้มกว้าง กลิ้งเกลือกไปมาอย่างมีความสุขราวกับหนูที่ขโมยน้ำมันตะเกียงได้สำเร็จ
แม่ชีชรามาธ่ามองด้วยสายตาฝ้าฟางจากความเหนื่อยล้า เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงลุกขึ้นและเดินออกไป "ถ้าเจ้าพอใจแล้ว ก็รีบนอนเถอะ"
"ราตรีสวัสดิ์นะค้าบ"
เอมอนไม่ได้รั้งนางไว้ เขาเอ่ยลาด้วยน้ำเสียงเด็กน้อยแสนหวาน
ปัง!
ประตูห้องปิดลง แสงสว่างภายในห้องหรี่ลงทันที
"ฮิฮิ คืนนี้ข้าจะพยายามฝันดีนะ"
เอมอนล้มตัวลงนอนอย่างพึงพอใจ ศีรษะหนุนอยู่บนหมอนหญ้าอูล่า สองมือสองเท้าแกว่งไกวปัดป่ายไปทั่วเสื่อสาน
ความง่วงงุนค่อยๆ เข้าครอบงำ
เขาหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจสม่ำเสมอพร้อมเสียงกรนแผ่วเบา
...
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองวันต่อมา
เรือของเจ้าชายเอมอนแล่นฝ่าคลื่นลม อ้อมผ่านทะเลแคบเข้าสู่ช่องแคบซึ่งเป็นที่ตั้งของอ่าวแบล็กวอเตอร์
ซูม!
น้ำทะเลปั่นป่วนซัดสาด สายลมเค็มจากทะเลพัดกระโชกเป็นระลอก
เอมอนสวมเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกายมิดชิด ยืนเกาะราวระเบียงดาดฟ้าเรือเหม่อมองท้องทะเล
เทียบกับเมื่อสองวันก่อน เจ้าตัวเล็กดูสดใสกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าเดิม ใบหน้าขาวเนียนนุ่มนิ่มนั้นดูอมชมพูระเรื่อ
เป็นพักๆ ที่เขาจะตะโกนใส่ทะเลและหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
"มาธ่าบอกว่าสองคืนมานี้เจ้าไม่ตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้ายเลยงั้นรึ?"
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง เลดี้เรอาในชุดเกราะหนังเดินเข้ามาหา แสดงความห่วงใยบุตรชายที่หาได้ยากยิ่ง
เอมอนหันกลับไปตอบอย่างว่าง่าย "ใช่แล้วขอรับ ข้าหลับสบายมาก"
เขาเอื้อมมือไปตบตะกร้าสานที่สะพายอยู่ด้านหลัง
เลดี้เรอาเห็นดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
เด็กคนนี้เริ่มมีนิสัยประหลาด ชอบแบกตะกร้าสานที่มีขนาดสูงเท่าตัวติดไปไหนมาไหนด้วยตลอด
นางเคยสั่งให้แม่ชีชราตรวจดูแล้ว ในนั้นมีเพียงเสื่อสานม้วนหนึ่งกับหมอนใบเดียว ไม่ได้หนักหรือเบาจนเกินไป
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของมารดา เอมอนก็แหงนมองท้องฟ้า ผิวปาก แล้วค่อยๆ หันหลังให้อย่างแนบเนียน
นี่เป็นเรื่องความเป็นความตายเชียวนะว่าจะนอนหลับได้ดีหรือไม่ สมบัติทั้งหมดของเขาอยู่ในตะกร้าใบนี้
ขอบตาดำหายไปแล้ว เขาต้องทะนุถนอมมันให้ดีระหว่างที่ใช้งาน
เลดี้เรอาวางมือบนราวระเบียง มองออกไปที่อ่าวแบล็กวอเตอร์ แล้วเอ่ยถาม "ใกล้จะถึงคิงส์แลนดิ้งแล้ว เจ้ากังวลหรือไม่?"
"ไม่กังวลขอรับ" เอมอนตอบเสียงใส
คิงส์แลนดิ้งเป็นบ้านหลังแรกของเขา เขาเกิดที่นั่นและเติบโตอย่างปลอดภัยจนถึงอายุสามขวบ
กลับบ้านตัวเองจะกังวลไปทำไม?
เลดี้เรอาหลุบตามองลูกชาย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ในใจของเจ้า เจ้าควรเป็นทาร์แกเรียน"
เอมอนชะงักไป
เขาก้มมองการแต่งกายของตน เสื้อผ้าสีดำ รองเท้าบูตขนาดเล็ก ที่ปกเสื้อมีตราสัญลักษณ์มังกรแดงสามหัวแห่งตระกูลทาร์แกเรียน
บวกกับผมสีเงินทองยาวประบ่าและนัยน์ตาสีม่วง
มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นทาร์แกเรียนชัดๆ!
สีหน้าของเลดี้เรอาอ่านยาก ราวกับมีบางอย่างจุกอยู่ที่คอหอยและจำเป็นต้องเอ่ยออกมา
เอมอนก้มหน้าลง ตระหนักได้ว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน
เมื่อครั้งที่ท่านทวด ราชินีอลิซานน์ จัดการแต่งงานระหว่างเดมอนผู้เป็นหลานชายกับเลดี้เรอา ก็มีปัญหาแอบแฝงเรื่องสิทธิการสืบทอดระหว่างสองฝ่ายอยู่แล้ว
เดมอนแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ไม่ได้เปลี่ยนตระกูล ดังนั้นลูกของเขาจึงต้องใช้นามสกุลทาร์แกเรียนโดยธรรมชาติ
ทว่าเลดี้เรอาเป็นสตรี และลูกของนางใช้นามสกุลตามบิดา ดังนั้นรูนสโตนย่อมต้องเปลี่ยนธงประจำตระกูลในอนาคต
ถึงเวลานั้น ตระกูลรอยซ์จะยืนอยู่จุดไหน?
เอมอนขบคิดอย่างหนัก แต่ยังไม่อาจแก้ปัญหานี้ได้ในทันที จึงกระซิบถาม "งั้นที่ท่านแม่จัดทหารองครักษ์ให้ข้า เพราะต้องการให้ข้าอยู่ที่คิงส์แลนดิ้งใช่ไหมขอรับ?"
ตราบใดที่เขาไม่อยู่ที่รูนสโตน ก็สามารถเลือกญาติสักคนจากตระกูลรอยซ์ขึ้นมาเป็นทายาทได้
ทหารองครักษ์ที่โผล่มาปุบปับนั้น คือยันต์คุ้มกันสำหรับการส่งตัวเขาออกไป
เลดี้เรอาแทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความระอา นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง "อย่ามองว่าข้าหน้าด้านไร้ยางอายเหมือนพวกทาร์แกเรียน ถึงข้าจะไม่อยากยอมรับ แต่เจ้าก็เป็นลูกของข้า"
"จริงเหรอ!?"
ดวงตาของเอมอนเป็นประกาย เขาโถมตัวกอดขาที่เหยียดตรงของมารดา ถามย้ำอีกครั้ง "ท่านไม่ได้พยายามจะส่งข้าไปให้พ้นๆ ใช่ไหม?"
"ข้าไม่เคยพูดเช่นนั้น" เลดี้เรอาส่ายหน้า
ใครกันปล่อยข่าวลือมาหลอกเด็กจนกลัวขนาดนี้?
ไม่สนแล้วว่าราชินีมังกรจะคิดอย่างไร เจ้าลูกมังกรน้อยดีใจจนเนื้อเต้น "แล้วท่านแม่จะจัดการเรื่องการสืบทอดอย่างไร? ทำไมท่านถึงไม่เคยมาอยู่เป็นเพื่อนข้าเลย?"
ท่านแม่ไม่ได้คิดจะเพิกถอนสิทธิ์สืบทอดของเขา เช่นนั้นเขาก็ยังสามารถอยู่ที่รูนสโตนในอนาคตได้
คิงส์แลนดิ้งน่ะดีจริง แต่สุดท้ายก็เป็นของคนอื่น
รูนสโตนที่มีท่านแม่อยู่ด้วยต่างหาก คือรากฐานชีวิตที่แท้จริงของเขา
"ไม่มีแผนทั้งนั้น!"
เลดี้เรอากอดอกแล้วพูดตรงๆ "ตอนเกิดมาเจ้าอ่อนแอมาก ข้านึกว่าเจ้าจะอายุสั้น การมาคอยดูแลเอาใจใส่คงเป็นการเปลืองความรู้สึกเปล่าๆ"
"ห๊ะ?" เอมอนอึ้งจนแทบเก็บทรงไม่อยู่
ที่ท่านแม่ไม่สนิทกับเขา เป็นเพราะด่วนสรุปไปเองตั้งแต่แรกเนี่ยนะ?
"เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องพูดถึงหรอก"
เลดี้เรอาแสร้งกระแอมเบาๆ สองครั้งเพื่อเปลี่ยนเรื่อง "ที่ข้าจะบอกคือ การไปคิงส์แลนดิ้งครั้งนี้ กษัตริย์จะต้องพยายามโน้มน้าวให้เจ้าอยู่ต่อแน่นอน ทางเลือกอยู่ที่เจ้า"
เอมอนกระพริบตา เริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง
ตอนนี้ราชวงศ์มีเชื้อสายเบาบาง มีทายาทชายที่บรรลุนิติภาวะเพียงสองคนเท่านั้น
คือลุงวิเซริส กับพ่อเดมอนของเขา
เขาอายุแปดขวบแล้ว แทบไม่มีโอกาสที่จะตายก่อนวัยอันควรอีก
จึงสมเหตุสมผลที่ราชวงศ์จะเรียกตัวเขากลับไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น ประกอบกับบทสนทนาก่อนหน้า เอมอนจึงแกล้งทำท่าตื่นตระหนก "แล้วข้าควรอยู่หรือไม่อยู่ดีล่ะขอรับ?"
"แล้วแต่เจ้า" เลดี้เรอาตอบโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน ทว่าสายตาจับจ้องไปที่แก้มยุ้ยขาวนวลของใครบางคน
เอมอนฉลาดเป็นกรด เขายิ้มกว้างทันที "ไม่! ข้าไม่อยู่ ต่อให้ฆ่าข้า ข้าก็ไม่ยอมอยู่"
เขาว่ากันว่าต้องซุ่มพัฒนาเงียบๆ อย่าเอะอะเวลาจะทำการใหญ่
คิงส์แลนดิ้งเป็นหลุมพรางขนาดมหึมา ไขมันเด็กแค่สองตำลึงของเขาคงถมมันไม่เต็มหรอก
"ฮึ!"
เลดี้เรอาขมวดคิ้ว ตีหน้าเคร่งขรึม "ต่อให้เจ้าอยู่ ก็ไม่มีที่สำหรับเจ้า เหมือนกับไอ้คนระยำที่โดนไล่ตะเพิดไปคนนั้นนั่นแหละ"
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่มุมปากที่ยกขึ้นกลับทรยศนาง
"ครั้งนี้เราแค่ไปล่าสัตว์ แล้วก็เยี่ยมญาติกับเพื่อนเก่าเท่านั้น"
เอมอนกอดขาของนาง พยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร
ไม่ต้องเดาเลย ไอ้คนระยำที่ท่านแม่พูดถึงก็คือ เดมอน
ในฐานะพระอนุชาของกษัตริย์ แต่กลับถูกขับไล่ระหว่างการแข่งขันชิงตำแหน่งรัชทายาท เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังซับซ้อนเกินไป
ป่านนี้เขายังคงจับปูอยู่ที่หมู่เกาะสเต็ปสโตนส์อยู่เลยมั้ง
เลดี้เรอาชำเลืองมองลูกชาย แปลกใจในไหวพริบของเขา และรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆ
เด็กที่นางคลอดออกมาฉลาดกว่าไอ้ระยำคนนั้นเสียอีก
ลูกชายของนางกลับไปคิงส์แลนดิ้งได้ แต่ถ้าอยู่ต่อจะเป็นที่ขวางหูขวางตา
หากนับตามลำดับอาวุโส เอมอนในฐานะหลานชายคนโตของเบลอนผู้กล้า และเหลนของกษัตริย์เจเฮริส มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์มาก่อนเจ้าหญิงเรเนียราที่เป็นสตรีเสียอีก
และหลังจากราชินีเอมม่าสิ้นพระชนม์ เดมอนก็ถูกเนรเทศเพราะเหตุการณ์ รัชทายาทหนึ่งวัน ในขณะที่กษัตริย์วิเซริสแต่งตั้งลูกสาวของตนเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์เหล็กโดยตรง
แม้แต่งานศพของราชินีเอมม่า ทางราชวงศ์ก็ไม่ได้แจ้งให้สองแม่ลูกที่อยู่รูนสโตนรับรู้
ตอนนี้เมื่อลูกสาวของกษัตริย์มีตำแหน่งมั่นคงในฐานะรัชทายาท และราชินีอลิเซนต์ได้ให้กำเนิดเจ้าชายเอกอนและเจ้าหญิงเฮเลน่าตามลำดับ พวกเขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีหลานชายที่ถูกลืมอยู่อีกคน
การกระทำของพวกเขาช่างห่างไกลจากคำว่ามีเกียรติเหลือเกิน