- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 035 อยากพักแล้ว
035 อยากพักแล้ว
035 อยากพักแล้ว
การ์ดจิตปะทะเดิมทีเป็นการ์ดเวทมนตร์สายควบคุมที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แถมยังมีเงื่อนไขการใช้งานที่ค่อนข้างจำกัด ปกติแล้วจอมเวทที่มีพลังจิตสูงๆ มักจะไม่ค่อยเอาตัวไปคลุกวงในกับใครอยู่แล้ว ส่วนเหล่านักรบที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด พลังจิตก็ดันไม่แน่ว่าจะเอาชนะฝั่งตรงข้ามได้เสมอไป ถ้าเกิดดวลพลังจิตแล้วแพ้ขึ้นมา ก็เท่ากับว่าช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามคุมตัวเองฟรีๆ ซะอย่างนั้น นอกจากจะใช้กับบางสายเฉพาะทางแล้ว การ์ดใบนี้จึงถือว่ามีประโยชน์น้อยและใช้งานยากสุดๆ
แต่ทว่า...ถ้าการ์ดใบนี้มาอยู่ในมือของดันเต้ ไม่ว่าเขาจะดวลแพ้หรือชนะ เขาก็มีแต่ได้กับได้! ถ้าชนะ ศัตรูก็มึนงงไปคนเดียว แต่ถ้าแพ้ ก็แค่มึนไปด้วยกันทั้งคู่ แถมศัตรูก็มีโอกาสสูงมากที่จะมึนตึ้บยาวนานกว่าเขาเสียอีก
......
ในวินาทีที่เริ่มร่ายเวทมนตร์ ความเจ็บปวดที่รุนแรงก็พุ่งเข้าจู่โจมสมองของดันเต้ในทันที ตามมาด้วยความรู้สึกหน้ามืด มึนงง จนต้านทานไม่อยู่ เขาถึงกับวูบจนร่างกายล้มพับลงไป แต่ในชั่วพริบตาสุดท้ายก่อนจะสิ้นสติไปนั้น เขาได้เห็นภาพบางอย่าง...
ร่างของ โอลีฟสั่นกระตุกอย่างรุนแรง น้ำตาไหลอาบแก้มโดยที่เธอควบคุมไม่ได้ สีหน้าของเธอดูเหมือนกำลังฝืนทนความเจ็บปวดจนอยากจะร้องไห้ แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังหัวเราะด้วยความตื่นเต้นอย่างสุดขีด ภายใต้ผ้าพันแผลนั่น ดวงตาของเธอพร่าเลือนจนไร้โฟกัสไปแล้ว
“อึ...อึก…!@#$%...”
ความเจ็บปวดที่รุนแรงเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้นั้น ดูเหมือนจะกระชากเส้นประสาทของเธอจนขาดผึง ทำให้เธอไม่สามารถแม้แต่จะควบคุมลิ้นของตัวเองได้อีกต่อไป หลังจากดันเต้หมดสติไป โอลีฟที่อยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียกก็ร่วงตกจากเก้าอี้ลงไปกองกับพื้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
......
ผ่านไปไม่นาน กลอนประตูของห้องทดลองปีศาจก็เริ่มสั่นเบาๆ
แก๊ก!
พร้อมกับเสียงโลหะแตกกระจาย ประตูก็ถูกเปิดออก คนที่เดินเข้ามาในห้องทดลองปีศาจ นั่นก็คือผู้เชี่ยวชาญการสะเดาะกลอน หรือโคนีเลียนั่นเอง ก่อนที่ดันเต้จะใช้จิตปะทะ เขาได้เปิดฟังก์ชันกระจายเสียงบนแหวนเวทมนตร์เอาไว้แล้ว มันทำให้เสียงรอบๆ ตัวเขาในห้องทดลองปีศาจ ถูกส่งไปยังโถงทางเดินใกล้ๆ ทำให้โคนีเลียที่รออยู่ข้างนอกได้ยินเสียงตอนที่เขากับโอลีฟล้มลงพื้นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเสียงพึมพำไม่ได้ศัพท์ของโอลีฟด้วย
ภารกิจที่ดันเต้มอบให้โคนีเลีย คือการรออยู่ข้างนอกห้องทดลอง ถ้าได้ยินเสียงดัง ตึง ตึง สองครั้ง ให้รีบสะเดาะกลอนบุกเข้ามาทันที จากนั้น โคนีเลียต้องรีบกำจัดโอลีฟทิ้งเสียก่อนที่เธอจะทันได้สติกลับมา เพราะดันเต้เองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้โอลีฟมึนงงได้นานแค่ไหน ยังไงซะ โอลีฟก็เป็นปีศาจระดับสูง ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเกินไป เธออาจจะฟื้นตัวขึ้นมาเองได้ และถึงตอนนั้น ดันเต้ก็จะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตจริงๆ
เมื่อโคนีเลียมองเห็นสภาพที่เละเทะยับเยินภายในห้องทดลองปีศาจ เธอก็รู้สึกอยากที่จะบ่นออกมาเสียเหลือเกิน แต่เธอก็กลั้นเอาไว้ เธอเห็นโอลีฟนอนแหมะอยู่บนพื้น ใบหน้าแดงซ่าน ลิ้นจุกปากในสภาพหมดรูป ดูเหมือนคนที่โดนบังคับให้กรอกเหล้าแรงๆ เข้าไปทั้งขวด ร่างกายยังคงมีอาการสั่นกระตุกเป็นพักๆ
ส่วนดันเต้นอนหมอบอยู่ข้างๆ เธอ ในท่าทางที่ดูสงบเงียบเหมือนแค่นอนหลับไปเฉยๆ แถมที่มุมปากยังมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่อีกด้วย ถ้าเกิดใครเดินผ่านมาเห็นโดยไม่รู้แผนการของดันเต้ล่ะก็ คงต้องสงสัยแน่ๆ ว่า ดันเต้ไปทำเรื่องชั่วร้ายอะไรกับใครเขามาหรือเปล่า
โคนีเลียรีบพุ่งตัวไปข้างๆ โอลีฟทันที ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาอ้อยอิ่งมากนัก เพราะมีภารกิจที่สำคัญที่สุดรออยู่ นั่นคือการฆ่าโอลีฟ เนื่องจากปีศาจตนนี้อันตรายสุดๆ เธอต้องรีบจัดการให้สิ้นซากเพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมาภายหลัง
โดยปกติแล้ว ต่อให้โอลีฟจะหมดสติอยู่ แต่โคนีเลียที่อยู่แค่ระดับ 3 ก็ยากที่จะฆ่าปีศาจระดับ 6 ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาก่อน ขนาดบารอนแบเชลที่อยู่ระดับ 5 เธอใช้ค้อนทุบจนค้อนพังก็ยังฆ่าไม่ได้เลย โครงสร้างร่างกายของพวกปีศาจ มันช่างมหัศจรรย์และทนทานเกินคาดจริงๆ
ทว่า ดันเต้นั้นได้ค้นพบจุดสำคัญบางอย่างเข้า! นั่นคือวิธีที่สามารถฆ่าปีศาจในโรงเรียนปีศาจแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย!
โคนีเลียแบกร่างที่ไร้สติของโอลีฟขึ้นมา เธอรีบวิ่งไปที่ริมหน้าต่าง จากนั้นก็เปิดหน้าต่างออก แล้วโยนโอลีฟทิ้งลงไปข้างล่างทันที!
เมื่อเธอเกาะขอบหน้าต่างแล้วชะโงกหน้ามองลงไปข้างล่าง ก็เห็นร่างของโอลีฟร่วงหล่นลงสู่ขุมนรก ที่ไม่มีจุดจบและหายลับสายตาไปอย่างสมบูรณ์
“เฮ้อ...เลิกงานได้สักที”
โคนีเลียถอนหายใจอย่างโล่งอก
เธอยืดเส้นยืดสายอย่างสบายใจที่ริมหน้าต่าง การมีคนช่ยคิดแทนอย่างดันเต้นี่มันสุดยอดจริงๆ จากนั้นเธอไม่รอช้า รีบตรวจสอบสถานะปัจจุบันของเป้าหมายภารกิจทันที ดันเต้เคยสั่งไว้ว่าให้ดูความคืบหน้าในการสำรวจของภารกิจที่ 1 เพื่อยืนยันว่าโอลีฟ ตายสนิทแล้วหรือยัง
จากการสำรวจก่อนหน้านี้ พวกเขาแน่ใจแล้วว่า การเข้าไปในห้องจะได้รับรางวัลความคืบหน้าพื้นฐานจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าพิชิต ห้องได้สำเร็จ จะได้รับรางวัลความคืบหน้าก้อนใหญ่ ไม่ว่าจะพิชิต ตามกฎได้สำเร็จ หรือจะใช้วิธีฆ่าอาจารย์ปีศาจประจำห้องทิ้งก็ถือว่าผ่านเหมือนกัน
เธอเห็นความคืบหน้าในการสำรวจในภารกิจที่ 1 พุ่งกระฉูดขึ้นตามที่ดันเต้คาดไว้ และตอนนี้มันใกล้จะถึงเป้าหมาย 50% เต็มทีแล้ว
[ความคืบหน้าในการสำรวจ 32.7% → 47.7%]
[เวลาที่เหลือ: 5 ชั่วโมง 10 นาที]
หลังจากนี้ ขอแค่พิชิตห้องเรียนเพิ่มอีกสักห้องสองห้องก็น่าจะเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ดันเต้กับโคนีเลียทำงานกันมาหนักพอสมควรแล้ว ก่อนจะบุกห้องบอสพวกเขาก็ได้ตกลงกันไว้ว่า หลังจากจบงานนี้จะพักชั่วคราว พวกเขาต้องการเวลาพักผ่อน และไปสนุกกับปาร์ตี้ริมสระน้ำของพวกเขาให้เต็มที่เสียก่อน
ส่วนพวกมนุษย์ที่ถูกขังอยู่ในห้องบอส ดันเต้แนะนำว่าอย่าเพิ่งไปยุ่งจะดีกว่า เพราะพวกเขาไม่ได้ใช้วิธีปกติในการเอาชนะโอลีฟ ดังนั้นหากไปช่วยมนุษย์ ตามขั้นตอนเดิมที่เกมวางไว้ อาจจะเกิดผลกระทบลูกโซ่ที่คาดเดาไม่ได้ตามมา อีกทั้งในสภาวะที่ดันเต้ยังไม่ฟื้นสติแบบนี้ โคนีเลียยิ่งทำเรื่องให้น้อยลงเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
โคนีเลียนั่งยองๆ ลงข้างๆ ดันเต้ที่ยังคงมึนงงอยู่ เธออยากจะเอานิ้วจิ้มแก้มปลุกเขาให้ตื่น แต่คิดไปคิดมาเธอก็หยุดมือ เพราะกลัวว่าจะเผลอไปทำร้ายเพื่อนร่วมทีมเข้า ปล่อยให้เขาพักผ่อนอีกสักหน่อยแล้วกัน
เธอบรรจงใช้มือช้อนแผ่นหลัง และข้อพับเข่าของดันเต้ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็รีบเดินออกจากห้องทดลองปีศาจ แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องคหกรรมทันที
......
“อืม...”
เนื่องจาก ดันเต้ได้รับผลกระทบแค่ความเจ็บปวด 3 เท่าบวกกับผลของพลังจิตปะทะเท่านั้น เขาจึงสลบไปไม่นานและเริ่มกลับมารู้สึกตัวอย่างช้าๆ เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังอุ้มเขาไว้อย่างนุ่มนวล มือที่เรียวบางและอบอุ่นนั้นให้ความรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา จนเผลอลืมตาขึ้นมามอง
และในจังหวะนั้นเอง โคนีเลียเพิ่งจะเดินพ้นออกมาจากห้องทดลองปีศาจ และกำลังเดินอยู่บนโถงทางเดิน ทันทีที่ดันเต้ลืมตาขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองกำลังถูกโคนีเลียอุ้มในท่าอุ้มเจ้าหญิงอยู่
ทั้งสองคนสบตากันนิ่ง
...
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน แม้มันควรจะเป็นฉากที่ดูสวยงาม แต่การที่เด็กหนุ่มมาโดนเด็กสาวอุ้มไว้ในอ้อมอกแบบนี้ มันก็ดูจะน่ากระอักกระอ่วนใจไปนิดอยู่ไม่น้อย
“เอ่อ…ผมว่าเธอแบกผมไว้บนหลังน่าจะเหมาะกว่านะ”
ดันเต้เลือกประโยคเปิดบทสนทนาที่คิดว่าน่าจะแก้เก้อได้ดีที่สุด
“ฉันกลัวว่าตอนแบกนายขึ้นหลังแล้วจะเผลอทำกระดูกนายหักน่ะสิ”
โคนีเลียเองก็เคยคิดที่จะแบกดันเต้เหมือนกัน แต่เธอจำคำกำชับของดันเต้ตอนเริ่มแรกได้อย่างแม่นยำ ว่าร่างกายของเขานั้นเปราะบางมาก ห้ามทำให้เขาบาดเจ็บเด็ดขาด เธอเลยเลือกวิธีขนย้ายที่ดูจะปลอดภัยที่สุดแทน
“ช่างเถอะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
ดันเต้เริ่มทำใจยอมรับได้ ทั้งตัวหอม ทั้งนุ่มนิ่ม แถมยังรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยสุดๆ อุตส่าห์ทำงานหนักมาค่อนโลกเงาแล้ว เขาจะขอหาความสุขใส่ตัวบ้างจะเป็นไรไป
โคนีเลีย: “จะให้ฉันวางนายลงตอนนี้เลยไหม?”
ดันเต้: “หัวของผมยังมึนๆ อยู่นิดหน่อย พาผมไปที่ห้องคหกรรมเลยแล้วกัน”
โคนีเลีย: “อื้ม”