เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

024 พูดจาเลอะเทอะ

024 พูดจาเลอะเทอะ

024 พูดจาเลอะเทอะ


โคนีเลียวิ่งเหยาะๆ ไปที่รถเข็นอาหารแล้วคว้าจานมื้อค่ำที่เป็นของเธอมานั่งกินข้างๆ ดันเต้อย่างเอร็ดอร่อย ส่วนดันเต้ก็นอนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้มองเพดาน พลางทบทวนข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาได้สดๆ ร้อนๆ ในหัว

ตอนนี้เขามีแต้มต่อเรื่องข้อมูลอยู่เพียบ เลยต้องจัดระเบียบแผนการ พิชิตเส้นทางต่อจากนี้ให้รอบคอบเสียหน่อย หลังจากพักผ่อนกันจนเต็มอิ่มแล้ว พวกเขาก็จะเหลือเวลาอีก 9.5 ชั่วโมง แม้ว่า เป้าหมายภารกิจที่ 2 (ช่วยตัวประกัน) จะสำเร็จไปแล้ว แต่เป้าหมายภารกิจที่ 1 (สำรวจแผนที่) ตอนนี้ ความคืบหน้าในการสำรวจเพิ่งจะอยู่ที่ 8.6% เท่านั้นเอง บอกได้เลยว่ายังห่างไกลจากเป้าที่ตั้งไว้ 50% อีกมาก

สาเหตุที่ความคืบหน้ามันช้าเต่าคลานแบบนี้นั้นมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือดันเต้กับโคนีเลียแช่อยู่ในห้องนี้นานเกินไป การสำรวจห้องคหกรรมเพิ่มความคืบหน้ามาแค่ประมาณ 1% เท่านั้น อย่างที่สองคือพวกเขายังไม่ได้เฉียดเข้าใกล้ห้องบอสเลย ซึ่งห้องบอสนี่แหละน่าจะเป็นตัวปั๊มความคืบหน้าในการสำรวจชั้นยอด แต่ยังดีที่ผู้ท้าทายอีกสี่คนดูเหมือนจะทำความเร็วในการสำรวจได้ไม่เลว

จากระบบการสุ่มทีม อีกสี่คนนั้นน่าจะเป็นระดับ 5 หนึ่งคน ระดับ 4 สองคน และพวกตัวแถมอีกหนึ่งคน ในระบบการจับคู่นั้น ใช่ว่าเอาคนระดับ 5 มาคู่กับระดับ 3 แล้วจะกลายเป็นความยากระดับ 4 เสมอไป เพราะคนที่อยู่ในระดับ 5 นั้นมีศักยภาพมากพอที่จะถล่มด่านในโลกเงาระดับ 4 ได้แบบราบคาบ ดังนั้นดันเต้กับโคนีเลียจึงถูกส่งมาเพื่อคานอำนาจ ความเก่งกาจของผู้ท้ามายระดับ 5 คนนั้น หรือถ้าให้พูดอีกอย่างก็คือ เดิมทีทั้งคู่ควรจะกลายเป็นแค่ตัวประกอบที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อนั่นเอง

"โชคดีจริงๆ ที่เจออาจารย์ดีๆ อย่างแบเชล"

ดันเต้เอ่ยออกมาด้วยความซาบซึ้ง

ส่วนโคนีเลียที่กำลังเคี้ยวมื้อค่ำตุ้ยๆ อยู่นั้นเหลือบมองดันเต้แวบหนึ่ง เธอพยายามกลั้นใจไม่ตบมุกใส่เขา เธอรู้สึกว่าตั้งแต่ดันเต้เข้ามาในโลกเงา ศีลธรรมในตัวเขาน่าจะถูกโยนทิ้งไว้ข้างนอกเรียบร้อยแล้ว แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะในฐานะเพื่อนร่วมทีม มันทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ ไม่ต้องใช้สมองให้เปลืองแรง แค่ดันเต้ชี้ไปทางไหนเธอก็แค่ลุยไปทางนั้น การพิชิตโลกเงาก็กลายเป็นเรื่องชิลๆ ไม่มีอะไรจะเพอร์เฟกต์ไปกว่านี้อีกแล้ว

......

"ชนแก้ว!"

ดันเต้ชนแก้วทรงสูงกับโคนีเลียเบาๆ ทั้งคู่เริ่มจิบเครื่องดื่มกันอย่างสบายใจ หลังจากจัดการบารอนแบเชลเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พบว่าห้องเรียนห้องนี้มันก็ดูไม่เลวเลยทีเดียว

งานเลี้ยงแห่งการสังหารอะไรกัน? นี่มันดินเนอร์ใต้แสงเทียนชัดๆ! ถ้าเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ขยันกว่านี้อีกนิด พวกเขาสองคนคงขี้เกียจจนไม่อยากออกไปไหนแล้ว

"เฮ้อ งานเลี้ยงฉลองเนี่ย เอาไว้กลับไปค่อยจัดเต็มอีกรอบแล้วกัน"

ดันเต้ถอนหายใจ เขาเริ่มรู้สึกขี้เกียจจนไม่อยากจะขยับตัวไปไหนแล้ว

"ถึงตอนนั้นเราต้องหาอะไรดีๆ กินให้หนำใจเลยนะ"

โคนีเลียเองก็นั่งพิงเก้าอี้ด้วยเช่นกัน เธอรู้สึกว่าโลกเงาแห่งนี้มันช่างสงบสุขและงดงามเสียเหลือเกิน

ดันเต้: "ถ้าเธอยังขยันปักธงแบบนี้ต่อไป ต่อให้เป็นเราสองคนก็อาจจะไม่ได้กลับไปแบบครบสามสิบสองนะ"

โคนีเลีย: "ธงคืออะไรเหรอ?"

ดันเต้: "มันคือพวกคำพูดสั่งลาที่พูดจบแล้วส่วนใหญ่จะไม่รอดน่ะ เอาเป็นว่าอย่าพูดอะไรมั่วซั่ว โดยเฉพาะตอนที่มีคนจ้องมองเราอยู่เยอะๆ แบบนี้"

โคนีเลีย: "เข้าใจแล้ว"

ดันเต้เหลือบมองเวลาแล้วยันตัวลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เนื่องจากถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางต่อแล้ว เขาเดินไปข้างตัวบารอนแบเชล แล้วแก้มัดลวดสลิงออก จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบบัตรผ่านปีศาจออกมา

"โคนีเลีย ฝากแบกอาจารย์แบเชลไปกับเราด้วยนะ"

"จัดไป"

โคนีเลียเดินตรงเข้าไปคว้าหมับที่เท้าทั้งสองข้างของแบเชล แล้วลากร่างของเขาออกจากห้องเรียนไปหน้าตาเฉย

ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนพอดี ในตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเดินอยู่บนระเบียงทางเดิน โดยมีนักเรียนปีศาจที่เดินผ่านไปมาต่างพากันส่งสายตาตกตะลึงมาที่พวกเขา เนื่องจากพวกเขาเพิ่งเคยเห็นนักเรียนลากอาจารย์ที่หมดสติไปตามทางเดินแบบนี้เป็นครั้งแรก!. แถมบนหัวของอาจารย์ยังมีรอยแผลขนาดใหญ่ที่ดูแล้วน่าจะถูกของแข็งฟาดจนกะโหลกเบี้ยว คงไม่ใช่ว่าฝีมือไอ้สองคนนี้หรอกนะ? พวกนักเรียนได้แต่คิดแต่ไม่มีใครกล้าถาม เพราะกลัวจะไปสะกิดต่อมโหดของปีศาจสองตนที่ดูท่าทางไม่ธรรมดานี้เข้า

......

ดันเต้อาศัยข้อมูลที่รีดมาได้จากการสอบสวนเดินหาห้องที่เป็นเป้าหมายอยู่ไม่นาน จากนั้นไม่นานเขาก็หาจุดหมายปลายทางของตนพบนั่นก็คือห้องพยาบาลนั่นเอง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งที่แบเชลรู้จักเป็นอย่างดี ห้องพยาบาลของโรงเรียนแห่งนี้ก็มีความผิดปกติขั้นสุดเช่นกัน หมอปีศาจประจำโรงเรียนที่อยู่ในนั้นมักจะเอาคนไข้มาทำการทดลองอยู่เสมอ ถ้ามีคนเจ็บเข้าไป ก็มีโอกาสที่จะได้รับการรักษาจนหาย หรือไม่ก็อาจจะถูกจับไปเป็นหนูทดลองแทน

แต่ถ้าเป็นนักเรียนที่ไม่ได้บาดเจ็บแล้วแอบเข้าไปในห้อง จะถูกหมอปีศาจจับไปทดลองแบบบังคับทันที แม้จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับการเสริมพลังกายให้แข็งแกร่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นห้องที่ต้องใช้ดวงเข้าแลกพอสมควร

ดันเต้กับโคนีเลียแสร้งทำเป็นรีบร้อนพุ่งพรวดเข้าไปในห้อง ห้องนี้ดูไม่เหมือนกับห้องพยาบาลเลยสักนิด แต่มันเหมือนห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องเสียมากกว่า บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความมืดมิดและกลิ่นอายเน่าเฟะ ตามตู้มีโหลแก้วบรรจุของเหลวสีดำแช่อวัยวะของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ดันเต้ไม่รู้จักไว้เต็มไปหมด ผนังด้านหนึ่งมีถังกระจกขนาดยักษ์ตั้งอยู่เรียงราย ภายในมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายรูปแบบนอนอยู่ บางร่างผอมแห้งจนเห็นกระดูก บางร่างก็เต็มไปด้วยก้อนเนื้อสีแดงฉานปูดโปนอยู่ทั่วทั้งร่าง และที่หน้าเตียงผ่าตัดกลางห้อง ก็มีร่างหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้กับดันเต้อยู่

ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวว่ามีผู้มาเยือน จึงค่อยๆ หันหน้ากลับมา หมอคนนี้เป็นชายแก่ผอมกะหร่องหน้าตาสยดสยอง บนใบหน้าที่บิดเบี้ยวนั้นถูกประดับด้วยแผ่นโลหะหลายชิ้น สิ่งที่อยู่ในมือของเขาในตอนนี้ไม่ใช่มีดผ่าตัด แต่เป็นเลื่อยไฟฟ้า! เขามีกลิ่นเน่าเหม็นโชยออกมาจนแทบจะทำให้หายใจไม่ออก และรังสีฆ่าฟันในแววตาของเขาก็ไม่ได้ถูกปิดบังไว้เลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าเขาพร้อมจะล่าเหยื่อและเตรียมเปิดโหมดสังหารประจำห้องนี้ในวินาทีถัดไป แต่ก่อนที่เขาจะได้เริ่มทำอะไร....

"อาจารย์แบเชลของเราอาหารเป็นพิษครับ! ช่วยเขาด้วย!"

ดันเต้ชิงตะโกนขึ้นมาก่อน

"บารอนแบเชลเรอะ?"

หมอปีศาจชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความสนใจทั้งหมดจะถูกดึงดูดไปยังร่างปีศาจที่โคนีเลียลากมา

ดูเหมือนเขาว่าจะเจอของเล่นที่น่าสนใจเข้าให้แล้ว เขาจึงวางเลื่อยในมือลงแล้วรีบเดินไปข้างหลังโคนีเลียเพื่อสำรวจร่างที่หมดสติอยู่บนพื้น

"เอาเขาไปวางบนเตียงผ่าตัด"

หมอปีศาจเลิกสนใจดันเต้กับโคนีเลียไปโดยสิ้นเชิง และสั่งการออกมาสั้นๆ โคนีเลียทำตามคำสั่งโดยการแบกแบเชลไปวางราบลงบนเตียงผ่าตัดอย่างว่าง่าย ก่อนจะถอยกลับมาอยู่ข้างๆ ดันเต้

จากนั้น หมอปีศาจก็เริ่มลูบๆ คลำๆ สำรวจร่างกายของแบเชลอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็มั่นใจว่าหมอนี่คือบารอนแบเชลจริงๆ

"แล้วทำไมบนหัวของเขาถึงมีแผลฉกรรจ์ขนาดนี้ล่ะ?"

หมอถามด้วยความสงสัย

"คืออาจารย์อาหารเป็นพิษจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งครับคุณหมอ เขาทำร้ายตัวเองไม่หยุด จนสุดท้ายก็เอาหัวไปโขกกับมุมโต๊ะจนสลบเหมือดไปเลย"

"ก่อนที่สติจะดับวูบไป อาจารย์บอกพวกเราว่าให้พาส่งห้องพยาบาลเท่านั้นเขาถึงจะรอด และอาจารย์ยังอนุญาตให้คุณหมอทำการดัดแปลงร่างกายของเขาได้ตามใจชอบเลยครับ!"

ดันเต้แถสดออกมาด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ จนทำให้หมอปีศาจที่ได้ยินแล้วถึงกับมุมปากกระตุก

เหอะ! เห็นๆ อยู่ว่าพวกแกสองคนเป็นคนทำ!

ถึงจะไม่รู้ว่าดันเต้กับโคนีเลียทำได้ยังไง แต่ตอนนี้เขาไม่อยากฟังดันเต้โม้ต่อแล้ว เพราะเขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะเริ่ม ดัดแปลง แบเชลแล้ว โอกาสที่จะได้ดัดแปลงร่างกายของอาจารย์น่ะไม่ได้มีมาบ่อยๆ หรอกนะ ต่อให้สิ่งที่ดันเต้พูดออกมานั้นจะเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ แต่ตราบใดที่มีเหตุผลมารองรับ เขาก็จะแกล้งทำเป็นโง่แล้วดัดแปลงแบเชลซะเลย ต่อให้ผู้อำนวยการก็เอาผิดเขาทีหลังไม่ได้ เพราะเขายังไม่ได้ทำผิดกฎอะไร

"ชิ พวกเจ้ารีบออกไปได้แล้ว ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปสักครั้ง"

หมอปีศาจรีบไล่ทั้งคู่ให้ออกไป ก่อนจะเริ่มพันธนาการแบเชลไว้กับเตียงผ่าตัด

....

เมื่อออกมาจากห้องดันเต้ก็ชูนิ้วโป้งให้กับโคนีเลียไปหนึ่งที

เป็นไปตามแผน! ความคืบหน้าในการสำรวจเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 1% แบบไม่ต้องเสียเหงื่อเลยสักหยด

จบบทที่ 024 พูดจาเลอะเทอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว