เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

003 ออกเดินทาง

003 ออกเดินทาง

003 ออกเดินทาง


ใบไม้ร่วงหล่นปลิดปลิว ผืนดินแห่งเขตชายแดนคูลันเริ่มถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์สีทองเข้ม ในตอนที่เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนก่อนจะถึงกำหนดการเปิดภาคเรียน ดันเต้และเทรเซียก็ได้เริ่มออกเดินทางจากเมืองชายแดนแห่งนี้

การนั่งรถม้าไปจนถึงเมืองหลวงนั้นต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ อันที่จริงขอแค่ไปถึงให้ทันการสอบเข้าในช่วงสองสัปดาห์ก่อนเปิดเรียนก็พอแล้ว แต่ถ้าหากกะเวลากระชั้นชิดจนเกินไป ในทุกปีช่วงฤดูรับสมัครนักเรียนใหม่ เมืองหลวงจะเต็มไปด้วยขบวนของเหล่าเจ้าเมืองและขุนนางจากท้องถิ่นต่างๆ ที่พากันมาต่อแถวเข้าเมืองกันอย่างเนืองแน่น

การต้องมาเสียเวลาต่อแถวนั้นมันน่ารำคาญเกินไป อีกอย่างดันเต้เองก็อยากจะไปถึงเมืองหลวงให้เร็วขึ้นหน่อยเพื่อจัดการเรื่องอื่นๆ ด้วย เขาจึงตัดสินใจรีบออกเดินทางให้เร็วที่สุด

“ดันเต้น้อยของแม่ ลูกโตเป็นหนุ่มแล้วสินะ”

แม่ที่มาส่งลูกชายถึงกับน้ำตานองหน้า

“ไอ้ลูกชาย ไปถึงเมืองหลวงแล้วจะซัดกับใครก็ออมมือไว้บ้างนะ อย่าไปหมกมุ่นกับไอ้การ์ดเฮงซวยพวกนั้นนักล่ะ! ลองนึกถึงเจ้าต้าจ้วงบ้านข้างๆ สิ หลังจากโดนแกซัดไปคราวก่อน ป่านนี้มันยังสติสตังไม่สมประกอบอยู่เลย”

ผู้เป็นพ่อแม้จะปิดบังความภาคภูมิใจบนใบหน้าไว้ไม่มิด แต่คำพูดของเขากลับเต็มไปด้วยความกังวล

ในเมืองนี้มีนักผจญภัยไม่น้อยเลยทีเดียว ที่เคยถูกดันเต้ทรมานทรกรรมมาแล้ว เขาห่วงเหลือเกินว่าดันเต้จะโดนจับขังคุกเมืองหลวงก่อนที่จะเรียนจบเอา

ส่วนดันเต้ที่ได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพ่อมา ก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับส่งๆ ไป ซึ่งนั่นยิ่งทำให้พ่อของเขากังวลหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“แล้วก็ห้ามใช้การ์ดเวทมนตร์พวกนั้นที่โรงเรียนเด็ดขาดนะ โดยเฉพาะ แก๊สหลับใหล, กับดักหนามพิษ, ระเบิดไฮโดรเจน รวมถึงพวกอุปกรณ์กับการ์ดอัญเชิญของแกด้วย เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกลัทธิบูชายัญเอา!”

ผู้เป็นพ่อทำได้เพียงแต่กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับดันเต้อย่างไร้หนทาง

“วางใจเถอะน่า ตอนนี้ผมรู้จักหนักเบาแล้วน่า! อ้อ แล้วก็ผมทิ้งเหรียญทองไว้ให้ในลิ้นชัก 30 เหรียญนะ”

ดันเต้ยิ้มรับอย่างเหนื่อยหน่ายใจ

“เดินทางปลอดภัยนะ!”

“งั้นผมไปล่ะ”

หลังจากบอกลาเสร็จ ดันเต้ก็มุดเข้าไปในรถม้าทันที

ต่อจากนี้ไปดันเต้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในหอพักของสถาบัน

ส่วนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายจิปาถะทางอาณาจักรจะเป็นคนจ่ายให้แทบทั้งหมด แทบไม่มีรายการไหนที่ต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายเลย แถมยังได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรระดับสูงในสถาบันฟรีๆ อีก นี่แหละคือจุดที่ดันเต้ให้ความสำคัญที่สุด

การที่หาเงินได้หนึ่งเหรียญทอง ไม่ได้แปลว่าได้กำไรจริงๆ หนึ่งเหรียญทองหรอกนะ แต่ถ้าประหยัดเงินได้หนึ่งเหรียญทอง นั่นแหละคือได้กำไรจริงๆ หนึ่งเหรียญทอง! ความมัธยัสถ์คือก้าวแรกสู่ความร่ำรวย!

แน่นอนว่าถ้าดันเต้อยากจะร่ำรวย เขายังต้องการเงินทุนตั้งตัวอีกไม่น้อย ถ้าสามารถไปเปิดร้านเล็กๆ ในเมืองหลวงได้ก็คงจะดี

อีกทั้งการจะสร้างการ์ดอวยก็จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล! และเขาต้องกลายเป็นนักสร้างการ์ดระดับที่สูงกว่านี้อีกด้วย!

พอมีเป้าหมายแล้ว ดันเต้ก็รู้สึกว่ามีไฟขึ้นมาทันที!

สำหรับการเดินทางที่ยาวนานเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึงนี้ เพื่อเป็นการฆ่าเวลา ดันเต้จึงได้พกหนังสือติดตัวมาด้วยมากมาย

นอกจากนี้ ดันเต้ยังสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังตามเส้นทางมาเรียบร้อยแล้ว เขาคิดว่าถ้าผ่านไปแถวนั้นก็จะได้แวะไปเช็กอินดูสักหน่อย

ไม่ว่าจะยังไง ความรู้สึกตอนเริ่มต้นการเดินทางนี้มันดีอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งนี่เป็นครั้งแรกที่ดันเต้เดินทางไกลขนาดนี้ แม้เขาจะเคยออกจากเมืองไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ไปเดินเที่ยวซื้อของในเมืองใหญ่แถบชายแดนเพียงเท่านั้น

ระหว่างทาง การได้คุยกับเทรเซียก็ถือว่าสนุกดี แต่จะให้คุยตลอดเวลาก็คงไม่ไหว ส่วนใหญ่พวกเขามักจะนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูทัศนียภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม

ภาพทิวทัศน์เหล่านั้นค่อยๆ ผ่านเข้ามาในครรลองสายตาของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดูสดใหม่ไปหมด ซึ่งนี่แหละคือนิยามการเดินทางของดันเต้ ต่อให้หนึ่งสัปดาห์นี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เขาก็คงไม่เบื่อ

ใครบอกกันล่ะว่าการเดินทางจะต้องเจอพวกสัตว์อสูรบุกโจมตี, โดนโจรป่าล้อมไว้ หรือต้องมีฉากวีรบุรุษช่วยสาวงามอะไรพวกนั้น?

ชีวิตที่เรียบง่ายนี่แหละคือของจริง

อีกอย่าง ความมั่นคงปลอดภัยของอาณาจักรนี้ก็ถือว่าดีมาก โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่เจอสถานการณ์ที่ว่ามาเลย

ในช่วงแรกที่ร่วมเดินทางด้วยกัน อาจจะมีความเกรงใจหรือความขัดเขินกันอยู่บ้าง ทั้งคู่จึงแทบไม่ได้เล่ารายละเอียดส่วนตัวของตัวเองให้กันฟังมากนัก

แต่เพราะอายุไล่เลี่ยกันและมีนิสัยร่าเริงทั้งคู่ หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมาห้าวัน เทรเซียก็เริ่มสนิทสนมกับดันเต้มากขึ้น เธอคลายความระแวดระวังลงและเริ่มเล่าเรื่องครอบครัวของเธอให้ฟังอย่างมีความสุข

เทรเซียเป็นคุณหนูจากตระกูลเคานต์ พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตไปหมดแล้ว และตระกูลก็กำลังตกต่ำลง ตอนนี้เธอกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะกอบกู้ตระกูลให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

ส่วนดันเต้ไม่มีเรื่องให้กลัดกลุ้มใจมากขนาดนั้น ครอบครัวของเขาไม่ได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตร ดังนั้นแม้บางครั้งจะเจอภัยธรรมชาติบ้าง แต่ก็ยังพอมีเงินเก็บอยู่ ชีวิตไม่ได้ร่ำรวยอู้ฟู่แต่ก็พอเพียงเลี้ยงตัวเองได้ มีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ครบถ้วน

แถมท่านเจ้าเมืองเขตชายแดนคูลันเองก็นิสัยดีมาก ไม่เพียงแต่เรียกเก็บภาษีไม่สูงเท่านั้น แต่หลังจากเกิดภัยธรรมชาติ ท่านยังลดหย่อนภาษีให้กับพื้นที่ที่ประสบภัยเป็นเวลาหลายปี แถมยังให้ความช่วยเหลืออีกด้วย

......

ดวงอาทิตย์ด้านนอกลอยเด่นอยู่เหนือหัว สายลมแห้งสบายพัดโชยมา ในเวลานี้ เทรเซียกำลังใช้มือยันคางเท้ากับขอบหน้าต่าง พลางเหม่อมองทัศนียภาพภายนอก

“ดันเต้ หลังจากเรียนจบแล้วนายอยากทำอะไรเหรอ? จะกลับบ้านเกิด หรือว่าจะไปรับราชการในเมืองหลวงล่ะ?”

เธอถามดันเต้ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา

“ตอนนี้ผมคิดว่าจะไปเป็นพ่อค้าน่ะ แต่เรื่องในอนาคตมันก็บอกได้ไม่เต็มปากหรอก อะไรมันก็เกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมายเสมอ ผมแค่อยากจะใช้ชีวิตในปัจจุบันให้สบายใจและมีความสุขที่สุดก็พอ”

ดันเต้ปิดหนังสือในมือ วางไว้ข้างตัวแล้วตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

เทรเซียพยักหน้า ดูเหมือนเธอจะเห็นด้วยกับทัศนคติการใช้ชีวิตแบบดันเต้

“แล้วเธอล่ะ เทรเซีย”

“ก็น่าจะรับราชการในเมืองหลวง แล้วก็ลุยโลกเงาไปเรื่อยๆ น่ะ”

เทรเซียตอบ

“แต่เทรเซีย การพิชิตโลกเงามันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ?”

ตามความเข้าใจของดันเต้แล้วนั้น โลกเงา มันก็คือดันเจี้ยนนั่นแหละ โดยมันจะปรากฏขึ้นตามจุดต่างๆ ในโลกนี้โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

“แต่ถ้าเราปล่อยโลกเงาทิ้งไว้แบบนั้น หรือถ้าพิชิตไม่สำเร็จ มันก็จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติขึ้นที่ไหนสักแห่งในโลกนี้นี่สิ ฉันเคยเห็นกับตาตอนที่เขตปกครองของฉันโดนภัยธรรมชาติเล่นงาน และนั่นก็เป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้ตระกูลของฉันตกต่ำลงในเวลาต่อมา”

“ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็สาบานว่าจะอุทิศตนเพื่อเคลียร์โลกเงาให้ได้ และที่สำคัญที่สุด ฉันไม่อยากเห็นชาวบ้านต้องมาเจอกับความสูญเสียที่พวกเขาไม่สามารถต้านทานได้แบบนั้นอีกแล้ว”

เสียงของเทรเซียดูหม่นลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความโศกเศร้าที่ยากจะปิดบังไว้ได้

“เธอนี่เหมือนกับท่านเจ้าเมืองคูลันของพวกเราเลย เป็นชนชั้นสูงที่ดีจริงๆ ฉันชอบคนประเภทพวกเธอนะ”

ดันเต้พูดปลอบพลางแบ่งลูกอมให้กับเทรเซีย ซึ่งมันคือเยลลี่ผลไม้ที่เขาชอบที่สุด

จากนั้นดันเต้ก็พูดต่ออย่างรวดเร็วว่า

“วางใจเถอะ ไว้ผมกลายเป็นปรมาจารย์นักสร้างการ์ดเมื่อไหร่ ผมจะสร้างการ์ดเวทมนตร์ระดับสุดยอดให้เธอแน่นอน แถมจะให้ราคามิตรภาพสุดพิเศษด้วย!”

เขาชื่นชมในตัวเทรเซียจริงๆ เพราะการเข้าไปพิชิตโลกเงานั้นมีอันตรายถึงชีวิต สิ่งเดียวที่เขาพอจะช่วยเทรเซียได้ก็คือการสร้างการ์ดเวทมนตร์นี่แหละ

อาวุธ ชุด หรือไอเทมธรรมดาใดๆ ก็ตามไม่สามารถนำเข้าไปในโลกเงาได้ ยกเว้นเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือการ์ดเวทมนตร์ที่ผูกติดกับดวงวิญญาณ

นี่คือเหตุผลที่การ์ดเวทมนตร์กลายเป็นไอเทมหลักในการต่อสู้ของโลกใบนี้ เนื่องจากมันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพิชิตโลกเงายังไงล่ะ!

โชคดีที่ดันเต้พอจะมีพรสวรรค์ในการสร้างการ์ดอยู่บ้าง เขาคงไม่ถึงกับตกอับจนต้องไปนอนข้างถนนในเมืองหลวงหรอกนะ

“ขอบคุณนะดันเต้ แต่โลกเงาก็สามารถนำชื่อเสียงและทรัพย์สินมาให้ฉันได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเส้นทางที่ดีในการฟื้นฟูตระกูลเลยล่ะ!”

เทรเซียคลี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส

นั่นทำให้ดันเต้ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง

“โลกเงามันทำเงินได้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“แน่นอนสิ เหรียญทอง 60 เหรียญของฉันน่ะ ได้มาจากรางวัลตอนเคลียร์โลกเงาทั้งนั้นเลยนะ”

“งั้น...ดูเหมือนว่าก็น่าจะลองไปลุยดูหน่อยซะแล้วสิ”

ดันเต้เอามือเท้าคางราวกับกำลังพึมพำกับตัวเอง ถ้าเงินมันถึงล่ะก็ เรื่องอะไรเขาก็พิจารณาได้ทั้งนั้นแหละ

“นายอยากจะเป็นนักสร้างการ์ดในสนามรบงั้นเหรอ?”

เทรเซียถาม เนื่องจากมีสายสนับสนุนประเภทหนึ่งที่ถูกเรียกว่า นักสร้างการ์ดในสนามรบ อยู่ ซึ่งบางครั้งพวกเขาจะถูกพาเข้าไปในโลกเงาด้วย

“ก็ประมาณนั้นแหละ”

ถึงแนวทางของเขาจะค่อนข้างประหลาด และแม้จะมีความคล้ายคลึงกับนักสร้างการ์ดในสนามรบอยู่บ้างก็เถอะ แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง

จบบทที่ 003 ออกเดินทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว