- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 003 ออกเดินทาง
003 ออกเดินทาง
003 ออกเดินทาง
ใบไม้ร่วงหล่นปลิดปลิว ผืนดินแห่งเขตชายแดนคูลันเริ่มถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์สีทองเข้ม ในตอนที่เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนก่อนจะถึงกำหนดการเปิดภาคเรียน ดันเต้และเทรเซียก็ได้เริ่มออกเดินทางจากเมืองชายแดนแห่งนี้
การนั่งรถม้าไปจนถึงเมืองหลวงนั้นต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ อันที่จริงขอแค่ไปถึงให้ทันการสอบเข้าในช่วงสองสัปดาห์ก่อนเปิดเรียนก็พอแล้ว แต่ถ้าหากกะเวลากระชั้นชิดจนเกินไป ในทุกปีช่วงฤดูรับสมัครนักเรียนใหม่ เมืองหลวงจะเต็มไปด้วยขบวนของเหล่าเจ้าเมืองและขุนนางจากท้องถิ่นต่างๆ ที่พากันมาต่อแถวเข้าเมืองกันอย่างเนืองแน่น
การต้องมาเสียเวลาต่อแถวนั้นมันน่ารำคาญเกินไป อีกอย่างดันเต้เองก็อยากจะไปถึงเมืองหลวงให้เร็วขึ้นหน่อยเพื่อจัดการเรื่องอื่นๆ ด้วย เขาจึงตัดสินใจรีบออกเดินทางให้เร็วที่สุด
“ดันเต้น้อยของแม่ ลูกโตเป็นหนุ่มแล้วสินะ”
แม่ที่มาส่งลูกชายถึงกับน้ำตานองหน้า
“ไอ้ลูกชาย ไปถึงเมืองหลวงแล้วจะซัดกับใครก็ออมมือไว้บ้างนะ อย่าไปหมกมุ่นกับไอ้การ์ดเฮงซวยพวกนั้นนักล่ะ! ลองนึกถึงเจ้าต้าจ้วงบ้านข้างๆ สิ หลังจากโดนแกซัดไปคราวก่อน ป่านนี้มันยังสติสตังไม่สมประกอบอยู่เลย”
ผู้เป็นพ่อแม้จะปิดบังความภาคภูมิใจบนใบหน้าไว้ไม่มิด แต่คำพูดของเขากลับเต็มไปด้วยความกังวล
ในเมืองนี้มีนักผจญภัยไม่น้อยเลยทีเดียว ที่เคยถูกดันเต้ทรมานทรกรรมมาแล้ว เขาห่วงเหลือเกินว่าดันเต้จะโดนจับขังคุกเมืองหลวงก่อนที่จะเรียนจบเอา
ส่วนดันเต้ที่ได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพ่อมา ก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับส่งๆ ไป ซึ่งนั่นยิ่งทำให้พ่อของเขากังวลหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“แล้วก็ห้ามใช้การ์ดเวทมนตร์พวกนั้นที่โรงเรียนเด็ดขาดนะ โดยเฉพาะ แก๊สหลับใหล, กับดักหนามพิษ, ระเบิดไฮโดรเจน รวมถึงพวกอุปกรณ์กับการ์ดอัญเชิญของแกด้วย เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกลัทธิบูชายัญเอา!”
ผู้เป็นพ่อทำได้เพียงแต่กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับดันเต้อย่างไร้หนทาง
“วางใจเถอะน่า ตอนนี้ผมรู้จักหนักเบาแล้วน่า! อ้อ แล้วก็ผมทิ้งเหรียญทองไว้ให้ในลิ้นชัก 30 เหรียญนะ”
ดันเต้ยิ้มรับอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“เดินทางปลอดภัยนะ!”
“งั้นผมไปล่ะ”
หลังจากบอกลาเสร็จ ดันเต้ก็มุดเข้าไปในรถม้าทันที
ต่อจากนี้ไปดันเต้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในหอพักของสถาบัน
ส่วนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายจิปาถะทางอาณาจักรจะเป็นคนจ่ายให้แทบทั้งหมด แทบไม่มีรายการไหนที่ต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายเลย แถมยังได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรระดับสูงในสถาบันฟรีๆ อีก นี่แหละคือจุดที่ดันเต้ให้ความสำคัญที่สุด
การที่หาเงินได้หนึ่งเหรียญทอง ไม่ได้แปลว่าได้กำไรจริงๆ หนึ่งเหรียญทองหรอกนะ แต่ถ้าประหยัดเงินได้หนึ่งเหรียญทอง นั่นแหละคือได้กำไรจริงๆ หนึ่งเหรียญทอง! ความมัธยัสถ์คือก้าวแรกสู่ความร่ำรวย!
แน่นอนว่าถ้าดันเต้อยากจะร่ำรวย เขายังต้องการเงินทุนตั้งตัวอีกไม่น้อย ถ้าสามารถไปเปิดร้านเล็กๆ ในเมืองหลวงได้ก็คงจะดี
อีกทั้งการจะสร้างการ์ดอวยก็จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล! และเขาต้องกลายเป็นนักสร้างการ์ดระดับที่สูงกว่านี้อีกด้วย!
พอมีเป้าหมายแล้ว ดันเต้ก็รู้สึกว่ามีไฟขึ้นมาทันที!
สำหรับการเดินทางที่ยาวนานเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึงนี้ เพื่อเป็นการฆ่าเวลา ดันเต้จึงได้พกหนังสือติดตัวมาด้วยมากมาย
นอกจากนี้ ดันเต้ยังสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังตามเส้นทางมาเรียบร้อยแล้ว เขาคิดว่าถ้าผ่านไปแถวนั้นก็จะได้แวะไปเช็กอินดูสักหน่อย
ไม่ว่าจะยังไง ความรู้สึกตอนเริ่มต้นการเดินทางนี้มันดีอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งนี่เป็นครั้งแรกที่ดันเต้เดินทางไกลขนาดนี้ แม้เขาจะเคยออกจากเมืองไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ไปเดินเที่ยวซื้อของในเมืองใหญ่แถบชายแดนเพียงเท่านั้น
ระหว่างทาง การได้คุยกับเทรเซียก็ถือว่าสนุกดี แต่จะให้คุยตลอดเวลาก็คงไม่ไหว ส่วนใหญ่พวกเขามักจะนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูทัศนียภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม
ภาพทิวทัศน์เหล่านั้นค่อยๆ ผ่านเข้ามาในครรลองสายตาของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดูสดใหม่ไปหมด ซึ่งนี่แหละคือนิยามการเดินทางของดันเต้ ต่อให้หนึ่งสัปดาห์นี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เขาก็คงไม่เบื่อ
ใครบอกกันล่ะว่าการเดินทางจะต้องเจอพวกสัตว์อสูรบุกโจมตี, โดนโจรป่าล้อมไว้ หรือต้องมีฉากวีรบุรุษช่วยสาวงามอะไรพวกนั้น?
ชีวิตที่เรียบง่ายนี่แหละคือของจริง
อีกอย่าง ความมั่นคงปลอดภัยของอาณาจักรนี้ก็ถือว่าดีมาก โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่เจอสถานการณ์ที่ว่ามาเลย
ในช่วงแรกที่ร่วมเดินทางด้วยกัน อาจจะมีความเกรงใจหรือความขัดเขินกันอยู่บ้าง ทั้งคู่จึงแทบไม่ได้เล่ารายละเอียดส่วนตัวของตัวเองให้กันฟังมากนัก
แต่เพราะอายุไล่เลี่ยกันและมีนิสัยร่าเริงทั้งคู่ หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมาห้าวัน เทรเซียก็เริ่มสนิทสนมกับดันเต้มากขึ้น เธอคลายความระแวดระวังลงและเริ่มเล่าเรื่องครอบครัวของเธอให้ฟังอย่างมีความสุข
เทรเซียเป็นคุณหนูจากตระกูลเคานต์ พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตไปหมดแล้ว และตระกูลก็กำลังตกต่ำลง ตอนนี้เธอกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะกอบกู้ตระกูลให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
ส่วนดันเต้ไม่มีเรื่องให้กลัดกลุ้มใจมากขนาดนั้น ครอบครัวของเขาไม่ได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตร ดังนั้นแม้บางครั้งจะเจอภัยธรรมชาติบ้าง แต่ก็ยังพอมีเงินเก็บอยู่ ชีวิตไม่ได้ร่ำรวยอู้ฟู่แต่ก็พอเพียงเลี้ยงตัวเองได้ มีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ครบถ้วน
แถมท่านเจ้าเมืองเขตชายแดนคูลันเองก็นิสัยดีมาก ไม่เพียงแต่เรียกเก็บภาษีไม่สูงเท่านั้น แต่หลังจากเกิดภัยธรรมชาติ ท่านยังลดหย่อนภาษีให้กับพื้นที่ที่ประสบภัยเป็นเวลาหลายปี แถมยังให้ความช่วยเหลืออีกด้วย
......
ดวงอาทิตย์ด้านนอกลอยเด่นอยู่เหนือหัว สายลมแห้งสบายพัดโชยมา ในเวลานี้ เทรเซียกำลังใช้มือยันคางเท้ากับขอบหน้าต่าง พลางเหม่อมองทัศนียภาพภายนอก
“ดันเต้ หลังจากเรียนจบแล้วนายอยากทำอะไรเหรอ? จะกลับบ้านเกิด หรือว่าจะไปรับราชการในเมืองหลวงล่ะ?”
เธอถามดันเต้ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา
“ตอนนี้ผมคิดว่าจะไปเป็นพ่อค้าน่ะ แต่เรื่องในอนาคตมันก็บอกได้ไม่เต็มปากหรอก อะไรมันก็เกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมายเสมอ ผมแค่อยากจะใช้ชีวิตในปัจจุบันให้สบายใจและมีความสุขที่สุดก็พอ”
ดันเต้ปิดหนังสือในมือ วางไว้ข้างตัวแล้วตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
เทรเซียพยักหน้า ดูเหมือนเธอจะเห็นด้วยกับทัศนคติการใช้ชีวิตแบบดันเต้
“แล้วเธอล่ะ เทรเซีย”
“ก็น่าจะรับราชการในเมืองหลวง แล้วก็ลุยโลกเงาไปเรื่อยๆ น่ะ”
เทรเซียตอบ
“แต่เทรเซีย การพิชิตโลกเงามันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ?”
ตามความเข้าใจของดันเต้แล้วนั้น โลกเงา มันก็คือดันเจี้ยนนั่นแหละ โดยมันจะปรากฏขึ้นตามจุดต่างๆ ในโลกนี้โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
“แต่ถ้าเราปล่อยโลกเงาทิ้งไว้แบบนั้น หรือถ้าพิชิตไม่สำเร็จ มันก็จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติขึ้นที่ไหนสักแห่งในโลกนี้นี่สิ ฉันเคยเห็นกับตาตอนที่เขตปกครองของฉันโดนภัยธรรมชาติเล่นงาน และนั่นก็เป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้ตระกูลของฉันตกต่ำลงในเวลาต่อมา”
“ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็สาบานว่าจะอุทิศตนเพื่อเคลียร์โลกเงาให้ได้ และที่สำคัญที่สุด ฉันไม่อยากเห็นชาวบ้านต้องมาเจอกับความสูญเสียที่พวกเขาไม่สามารถต้านทานได้แบบนั้นอีกแล้ว”
เสียงของเทรเซียดูหม่นลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความโศกเศร้าที่ยากจะปิดบังไว้ได้
“เธอนี่เหมือนกับท่านเจ้าเมืองคูลันของพวกเราเลย เป็นชนชั้นสูงที่ดีจริงๆ ฉันชอบคนประเภทพวกเธอนะ”
ดันเต้พูดปลอบพลางแบ่งลูกอมให้กับเทรเซีย ซึ่งมันคือเยลลี่ผลไม้ที่เขาชอบที่สุด
จากนั้นดันเต้ก็พูดต่ออย่างรวดเร็วว่า
“วางใจเถอะ ไว้ผมกลายเป็นปรมาจารย์นักสร้างการ์ดเมื่อไหร่ ผมจะสร้างการ์ดเวทมนตร์ระดับสุดยอดให้เธอแน่นอน แถมจะให้ราคามิตรภาพสุดพิเศษด้วย!”
เขาชื่นชมในตัวเทรเซียจริงๆ เพราะการเข้าไปพิชิตโลกเงานั้นมีอันตรายถึงชีวิต สิ่งเดียวที่เขาพอจะช่วยเทรเซียได้ก็คือการสร้างการ์ดเวทมนตร์นี่แหละ
อาวุธ ชุด หรือไอเทมธรรมดาใดๆ ก็ตามไม่สามารถนำเข้าไปในโลกเงาได้ ยกเว้นเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือการ์ดเวทมนตร์ที่ผูกติดกับดวงวิญญาณ
นี่คือเหตุผลที่การ์ดเวทมนตร์กลายเป็นไอเทมหลักในการต่อสู้ของโลกใบนี้ เนื่องจากมันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพิชิตโลกเงายังไงล่ะ!
โชคดีที่ดันเต้พอจะมีพรสวรรค์ในการสร้างการ์ดอยู่บ้าง เขาคงไม่ถึงกับตกอับจนต้องไปนอนข้างถนนในเมืองหลวงหรอกนะ
“ขอบคุณนะดันเต้ แต่โลกเงาก็สามารถนำชื่อเสียงและทรัพย์สินมาให้ฉันได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเส้นทางที่ดีในการฟื้นฟูตระกูลเลยล่ะ!”
เทรเซียคลี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส
นั่นทำให้ดันเต้ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
“โลกเงามันทำเงินได้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“แน่นอนสิ เหรียญทอง 60 เหรียญของฉันน่ะ ได้มาจากรางวัลตอนเคลียร์โลกเงาทั้งนั้นเลยนะ”
“งั้น...ดูเหมือนว่าก็น่าจะลองไปลุยดูหน่อยซะแล้วสิ”
ดันเต้เอามือเท้าคางราวกับกำลังพึมพำกับตัวเอง ถ้าเงินมันถึงล่ะก็ เรื่องอะไรเขาก็พิจารณาได้ทั้งนั้นแหละ
“นายอยากจะเป็นนักสร้างการ์ดในสนามรบงั้นเหรอ?”
เทรเซียถาม เนื่องจากมีสายสนับสนุนประเภทหนึ่งที่ถูกเรียกว่า นักสร้างการ์ดในสนามรบ อยู่ ซึ่งบางครั้งพวกเขาจะถูกพาเข้าไปในโลกเงาด้วย
“ก็ประมาณนั้นแหละ”
ถึงแนวทางของเขาจะค่อนข้างประหลาด และแม้จะมีความคล้ายคลึงกับนักสร้างการ์ดในสนามรบอยู่บ้างก็เถอะ แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง