- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 002 ตัดสินใจ
002 ตัดสินใจ
002 ตัดสินใจ
เทรเซียกะพริบตาปริบๆ อ้าปากค้างจนปากน้อยๆ ของเธอแทบจะกลายเป็นรูปวงกลมอยู่แล้ว
“นายอายุเท่าไหร่น่ะ?”
“สิบห้า”
ดันเต้ตอบกลับไปนิ่งๆ
แต่คำตอบนั้นกลับทำเอาเทรเซียยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ นั่นก็เพราะว่าดันเต้เด็กกว่าเธอตั้งปีนึง!
จริงๆ แล้วนักสร้างการ์ดระดับ 2 ที่อายุแค่สิบห้าปีเนี่ย ในสถาบันเวทมนตร์เฮเวนลิธก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้าง หรือจะบอกว่าเป็นระดับมาตรฐานทั่วไปก็ไม่ผิดนัก แต่ประเด็นคือ พวกนักเรียนใหม่ในสถาบันส่วนใหญ่แล้วมักจะสร้างได้แค่การ์ดระดับทั่วไปสีขาวเท่านั้น!
คุณภาพของการ์ดนั้นเป็นตัวบ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง มูลค่า และทักษะของนักสร้างการ์ดได้อย่างดีเยี่ยม ถ้านักสร้างการ์ดหน้าใหม่สามารถสร้างการ์ดระดับล้ำค่าสีน้ำเงินออกมาได้ ก็มักจะถูกมองว่าเป็นพวกมีพรสวรรค์เหนือชั้น แต่ไอ้เจ้าพวกก็อบลินมหาโจรที่ดันเต้สร้างออกมานี่สิ...ทั้งล็อตนั้นมันเป็นระดับล้ำค่าสีน้ำเงินทั้งหมดเลย! เหมือนกับว่าสีน้ำเงินคือมาตรฐานขั้นต่ำสุดของหมอนี่ไปแล้ว!
พอขยับขึ้นมาก็จะเป็นระดับหายากสีม่วง ราคาการ์ดก็จะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อ นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไม แค่การ์ดผู้กองก็อบลินใบเดียว ถึงได้สูบเงินในกระเป๋าของเทรเซียไปจนหมดเกลี้ยง สำหรับพวกชนชั้นสูงกระเป๋าหนักหรือยอดฝีมือทั้งหลายแล้ว การ์ดระดับสีม่วงมักจะถูกใช้เป็นคอร์หลักในการจัดสายเด็คของตัวเองอยู่เสมอ
ถ้าเหนือขึ้นไปอีกขั้นก็คือระดับมหากาพย์สีส้ม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่คนทั่วไปพอจะจินตนาการถึงหรือเคยเห็นผ่านตามาบ้าง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันเหมือนกับสัญลักษณ์หรือตัวแทนของสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม อย่างเมืองแถวชายแดนเนี่ย อย่าหวังว่าจะได้เห็นเงาของผู้ครอบครองการ์ดระดับมหากาพย์เลย ตลอดทั้งปีก็ไม่มีโผล่มาหรอก แม้แต่อาจารย์หลายคนในสถาบันเวทมนตร์เฮเวนลิธเอง ก็ยังไม่เคยมีบุญวาสนาได้เป็นเจ้าของการ์ดระดับมหากาพย์เลยสักใบ ส่วนไอ้ระดับสูงสุดอย่างระดับตำนานสีแดงน่ะเหรอ...มันมีอยู่แค่ในตำนานสมชื่อนั่นแหละ หลายคนยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าในโลกนี้มันมีการ์ดแบบนั้นอยู่จริงๆ หรือเปล่า
ดังนั้นแล้ว นักสร้างการ์ดระดับ 2 อายุสิบห้าปีที่สามารถสร้างการ์ดระดับหายากสีม่วงได้ กับนักสร้างการ์ดระดับ 2 ทั่วไป นี่มันคนละเลเวลกันเลย! โดยปกติแล้วต้องเป็นพวกนักสร้างการ์ดระดับ 4 หรือ 5 ขึ้นไป ถึงจะย้อนกลับมาสร้างการ์ดระดับ 1 หรือ 2 ให้ได้ระดับหายากแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดันเต้คืออัจฉริยะของจริง
แถมการ์ดที่ดันเต้ทำออกมาเนี่ย จะพูดยังไงดีล่ะ...มันมีความ ประหลาด เฉพาะตัว ประหลาดชนิดที่ว่าสามารถป่วนสมดุลการต่อสู้ทั้งหมดได้เลย เขาจะต้องมีวิธีการและเทคนิคการสร้างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแน่ๆ ถึงได้สร้างการ์ดหลุดโลกพวกนี้ออกมาได้แบบนี้
เทรเซียลอบกลืนน้ำลาย แล้วลองถามหยั่งเชิงดูว่า
“เอ่อ...แล้วนายพอจะมีพวกการ์ดประเภทเวทมนตร์ขายบ้างไหม? เอาใบที่นายเป็นคนสร้างเองนะ!”
“การ์ดเวทมนตร์ที่ผมสร้างเหรอ...ส่วนใหญ่ก็ขายไปหมดแล้วล่ะ คนในเมืองนี้ค่อนข้างจะ ถูกใจ การ์ดเวทมนตร์ของผมมากเลยนะ แต่เดี๋ยวผมลองหาดูให้ เหมือนจะจำได้ว่ามีเกินมาใบหนึ่ง”
พูดจบ ดันเต้ก็เปิดดูในสมุดสะสมการ์ดสักพัก ก่อนจะหยิบการ์ดระดับสีน้ำเงินใบหนึ่งยื่นให้เทรเซีย
[ระเบิดไฮโดรเจน]
[ประเภท: การ์ดเวทมนตร์]
[ระดับความหายาก: ล้ำค่าสีน้ำเงิน]
[ระดับ: 2]
[เอฟเฟกต์: สร้างความเสียหายจากการระเบิดอย่างรุนแรง โดยไม่ขึ้นกับสเตตัสพลังเวทของผู้ใช้]
[หมายเหตุ: แพทริคสตาร์...นี่แหละคือศิลปะ!]
“การ์ดใบนี้ ดาเมจน่าจะรุนแรงกว่าเวทมนตร์ธาตุไฟระดับ 3 นิดหน่อย...”
ดันเต้เริ่มแนะนำสรรพคุณของการ์ดใบนี้
“...แต่ข้อเสียของมันคือการ์ดใบนี้จะใช้มานาสูงกว่าการ์ดเวทมนตร์ระดับ 2 ทั่วไป และใช้เวลาร่ายนานกว่าเดิมนิดหน่อยครับ”
“เดี๋ยวนะ! แบบนี้มันผิดหลักการของการ์ดเวทมนตร์ชัดๆ! แค่เวทระดับ 2 แต่แรงกว่าระดับ 3 ก็ว่าบ้าแล้ว แต่ทำไมเอฟเฟกต์มันถึงไม่ขึ้นกับสเตตัสพลังเวทของผู้ใช้ล่ะ!”
ตามปกติแล้ว ดาเมจของการ์ดเวทมนตร์มันต้องคำนวณจากเปอร์เซ็นต์คูณกับสเตตัสพลังเวทของผู้ใช้ไม่ใช่รึไง!
“มันคือวิทยาศาสตร์ครับ”
“???”
เทรเซียงงเป็นไก่ตาแตกอยู่นาน ก่อนจะถามต่อว่า
“ถ้างั้น ขั้นตอนการสร้างการ์ดใบนี้คงจะซับซ้อนมากเลยใช่ไหม?”
“ง่ายจะตายครับ แค่ใช้ เวทมนตร์ไฟฟ้าช็อต ระดับ 2 บวกกับ เวทมนตร์ลูกบอลน้ำ ระดับ 1 แล้วก็ เวทมนตร์ลูกบอลไฟ ระดับ 1 ผสมกัน ทดลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ทำได้เองแหละ”
“แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย!”
เทรเซียรู้สึกว่าตัวเองคุยกับดันเต้ไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยอมจ่ายเงินซื้อการ์ดใบนี้มาอยู่ดี
แต่ในขณะที่เทรเซียกำลังดี๊ด๊า เตรียมจะไปหาทุ่งกว้างๆ เพื่อลองใช้การ์ดระเบิดไฮโดรเจน ดันเต้ก็โพล่งถามขึ้นมาก่อนว่า
“คุณหนูครับ คือปีนี้ผมกะว่าจะไปสอบเข้าสถาบันเวทมนตร์เฮเวนลิธพอดี ถ้าจะจ้างคุณให้ช่วยคุ้มกันผมไปส่งที่เมืองหลวงเนี่ย ต้องใช้เงินเท่าไหร่เหรอ?”
อาจารย์ของดันเต้เคยบอกเอาไว้ว่า ถ้าอยากสร้างการ์ดให้เจ๋งกว่านี้ เขาต้องออกไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองใหญ่ๆ บ้าง ประจวบเหมาะกับเจอเด็กนักเรียนจากสถาบันเฮเวนลิธพอดี ถ้าได้ร่วมทางไปด้วยกันก็น่าจะดีไม่น้อย
“นายต้องการคนคุ้มกันด้วยเหรอ?”
“...ก็นะ ผมเพิ่งจะระดับ 2 เอง แถมยังเป็นสายสนับสนุนอีก”
โลกนี้การใช้การ์ดเวทมนตร์มันก็เหมือนกับการบรรจุไอเทมหรือสกิลลงในแผ่นการ์ดเพื่อใช้ต่อสู้ อีกทั้งการ ดวลการ์ด น่ะมันอันตรายสุดๆ ดันเต้ไม่อยากไปสู้รบตบมือกับใครถ้าไม่จำเป็น เขาแค่อยากวาดๆ เขียนๆ สร้างการ์ดไปวันๆ เท่านั้นเอง แน่นอนว่าถ้ามีใครคิดจะมาทำลายความสงบสุขของเขาละก็ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะตั้งแต่เกิดมา เขาก็ยังไม่เคยแพ้ใครเหมือนกัน
เทรเซียอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วยื่นมือไปหาดันเต้
“ฉันไม่คิดเงินนายหรอก! ถ้างั้น ถือว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ!”
เธอมองออกว่าดันเต้มีอนาคตไกลแน่ๆ ถ้าไปถึงเมืองหลวง เขาอาจจะได้กลายเป็นปรมาจารย์นักสร้างการ์ดในอนาคต ถึงตอนนั้นถ้าจะมาจองคิวให้เขาสร้างการ์ดให้ คงต้องรอนานจนรากงอกแน่ จะผูกมิตรก็ต้องเริ่มตอนนี้แหละ!
“ตกลงครับ”
ดันเต้ยื่นมือไปจับมือกับเทรเซีย นี่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพของพวกเขา ถึงแม้ดันเต้จะรู้ดีว่า ของฟรีมักจะแพงที่สุด แต่เขาก็แอบประทับใจในสายตาที่เฉียบแหลมของเทรเซียอยู่เหมือนกัน
เคารพผมให้มากๆ หน่อยนะ แล้วผมจะช่วยสร้างการ์ดเทพๆ ให้คุณเอง!
สามสิ่งที่ดันเต้ชอบที่สุดคือ เงิน, วาดรูป และการที่คนอื่นให้ความเคารพเขา
หลังจากนัดแนะเวลาออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้และคุยเล่นกันอีกพักใหญ่ เทรเซียก็ขอตัวลาออกจากร้านไป
หลังจากเทรเซียออกจากร้านไป ดันเต้ก็พิงพนักเก้าอี้ตามเดิม พลางจิบชาส้มยูซุพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
“Never was a cloudy day~”
เขาทะลุมิติมาเกิดที่นี่ได้สิบห้าปีแล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตก็ไม่เคยเจอวิกฤตอะไรร้ายแรง แล้วก็ไม่มี ระบบ เทพๆ อะไรตื่นขึ้นมาด้วย โลกใบนี้ค่อนข้างสงบสุข ยกเว้นเรื่องภัยธรรมชาติที่ดูจะเยอะไปหน่อย อาณาจักรที่เขาอยู่กับอาณาจักรเพื่อนบ้านก็ความสัมพันธ์ดีต่อกัน การที่ได้เปิดร้านเล็กๆ ดูแลกิจการอยู่ตรงชายแดนแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกชิลสุดๆ
แต่ในเมื่อเงินมันหาได้ง่ายขนาดนี้ สู้เข้าเมืองหลวงไปขยันทำมาหากินสักไม่กี่ปี เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวให้รวยเละไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ! เป้าหมายในชีวิตของดันเต้นั้นแสนเรียบง่าย เขาแค่รักการสร้างการ์ดเวทมนตร์แบบเข้าเส้น ส่วนความฝันน่ะเหรอ...ก็คือการได้สร้าง การ์ดอวย ที่สวยที่สุดยังไงล่ะ! เอ๊ย ไม่ใช่สิ การ์ดระดับตำนานสีแดงต่างหาก!
พอนึกถึงอนาคตที่จะได้ใช้ชีวิตหรูหรา ฟู่ฟ่า ท่ามกลางสาวๆ (ในการ์ด) เป็นฝูง...คิดแล้วก็ช่างรู้สึกสบายอุราเสียจริง พิกเมเลียนไม่ได้หลอกเราจริงๆ ด้วย (หมายถึงการตกหลุมรักสิ่งที่ตัวเองสร้าง)
แต่เรื่องเดียวที่ทำให้ดันเต้แอบรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยก็คือ ตอนที่มีพ่อค้าพเนจรมาหลอกซื้อการ์ดเซ็ตก็อบลินมหาโจรจากเขาไปในราคาแค่ใบละ 100 เหรียญเนี่ยแหละ! ได้ข่าวว่าที่เมืองหลวง การ์ดใบนี้ราคาพุ่งไปมากกว่า 2 เหรียญทองแล้ว ตอนนั้นไอ้พ่อค้าหน้าเลือดนั่นบอกเขาว่า
“การ์ดใบนี้มันก็งั้นๆ แหละ ดีกว่าพวกก็อบลินกากๆ ทั่วไปนิดเดียวเอง”
แถมอาจารย์ของเขาก็ยังชอบด่ากรอกหูบ่อยๆ ว่า
“การ์ดเวทมนตร์ที่แกทำมาน่ะมันขยะชัดๆ!”
ทำให้ในตอนนั้นดันเต้ผู้ใสซื่อและแสนดีถึงกับหลงเชื่อไปซะสนิทใจ!
ฮึ่ม…ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น!
ถึงกับกล้ามาหลอกเด็กหนุ่มผู้อ่อนโยนและไร้เดียงสาแบบเขาได้ลงคอ! มีแต่เทรเซียนี่แหละที่ดูจริงใจและซื่อตรงที่สุดแล้ว
เพื่อไม่ให้เสียอารมณ์ ดันเต้เลยตัดสินใจหาอะไรทำที่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นมาแทน เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบการ์ดเวทมนตร์ใบหนึ่งออกมา ทันทีที่การ์ดใบนั้นปรากฏขึ้นมาในร้าน ราวกับว่าห้องทั้งห้องจะสว่างไสวขึ้นมาทันที บนตัวการ์ดมีระลอกคลื่นจางๆ แผ่ซ่านออกมา พร้อมกับแสงสีส้มที่ดูนุ่มนวลและทรงพลัง
“โชคดีนะที่ไม่ได้ขายใบนี้ให้ไอ้พ่อค้าหน้าเลือดนั่นไป เพิ่งจะทำระดับมหากาพย์ออกมาได้แค่ใบเดียวซะด้วยสิ”
ดันเต้ยิ้มอย่างภูมิใจ พลางชื่นชมผลงานชิ้นโบแดงของตัวเอง