เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

002 ตัดสินใจ

002 ตัดสินใจ

002 ตัดสินใจ


เทรเซียกะพริบตาปริบๆ อ้าปากค้างจนปากน้อยๆ ของเธอแทบจะกลายเป็นรูปวงกลมอยู่แล้ว

“นายอายุเท่าไหร่น่ะ?”

“สิบห้า”

ดันเต้ตอบกลับไปนิ่งๆ

แต่คำตอบนั้นกลับทำเอาเทรเซียยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ นั่นก็เพราะว่าดันเต้เด็กกว่าเธอตั้งปีนึง!

จริงๆ แล้วนักสร้างการ์ดระดับ 2 ที่อายุแค่สิบห้าปีเนี่ย ในสถาบันเวทมนตร์เฮเวนลิธก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้าง หรือจะบอกว่าเป็นระดับมาตรฐานทั่วไปก็ไม่ผิดนัก แต่ประเด็นคือ พวกนักเรียนใหม่ในสถาบันส่วนใหญ่แล้วมักจะสร้างได้แค่การ์ดระดับทั่วไปสีขาวเท่านั้น!

คุณภาพของการ์ดนั้นเป็นตัวบ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง มูลค่า และทักษะของนักสร้างการ์ดได้อย่างดีเยี่ยม ถ้านักสร้างการ์ดหน้าใหม่สามารถสร้างการ์ดระดับล้ำค่าสีน้ำเงินออกมาได้ ก็มักจะถูกมองว่าเป็นพวกมีพรสวรรค์เหนือชั้น แต่ไอ้เจ้าพวกก็อบลินมหาโจรที่ดันเต้สร้างออกมานี่สิ...ทั้งล็อตนั้นมันเป็นระดับล้ำค่าสีน้ำเงินทั้งหมดเลย! เหมือนกับว่าสีน้ำเงินคือมาตรฐานขั้นต่ำสุดของหมอนี่ไปแล้ว!

พอขยับขึ้นมาก็จะเป็นระดับหายากสีม่วง ราคาการ์ดก็จะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อ นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไม แค่การ์ดผู้กองก็อบลินใบเดียว ถึงได้สูบเงินในกระเป๋าของเทรเซียไปจนหมดเกลี้ยง สำหรับพวกชนชั้นสูงกระเป๋าหนักหรือยอดฝีมือทั้งหลายแล้ว การ์ดระดับสีม่วงมักจะถูกใช้เป็นคอร์หลักในการจัดสายเด็คของตัวเองอยู่เสมอ

ถ้าเหนือขึ้นไปอีกขั้นก็คือระดับมหากาพย์สีส้ม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่คนทั่วไปพอจะจินตนาการถึงหรือเคยเห็นผ่านตามาบ้าง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันเหมือนกับสัญลักษณ์หรือตัวแทนของสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม อย่างเมืองแถวชายแดนเนี่ย อย่าหวังว่าจะได้เห็นเงาของผู้ครอบครองการ์ดระดับมหากาพย์เลย ตลอดทั้งปีก็ไม่มีโผล่มาหรอก แม้แต่อาจารย์หลายคนในสถาบันเวทมนตร์เฮเวนลิธเอง ก็ยังไม่เคยมีบุญวาสนาได้เป็นเจ้าของการ์ดระดับมหากาพย์เลยสักใบ ส่วนไอ้ระดับสูงสุดอย่างระดับตำนานสีแดงน่ะเหรอ...มันมีอยู่แค่ในตำนานสมชื่อนั่นแหละ หลายคนยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าในโลกนี้มันมีการ์ดแบบนั้นอยู่จริงๆ หรือเปล่า

ดังนั้นแล้ว นักสร้างการ์ดระดับ 2 อายุสิบห้าปีที่สามารถสร้างการ์ดระดับหายากสีม่วงได้ กับนักสร้างการ์ดระดับ 2 ทั่วไป นี่มันคนละเลเวลกันเลย! โดยปกติแล้วต้องเป็นพวกนักสร้างการ์ดระดับ 4 หรือ 5 ขึ้นไป ถึงจะย้อนกลับมาสร้างการ์ดระดับ 1 หรือ 2 ให้ได้ระดับหายากแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดันเต้คืออัจฉริยะของจริง

แถมการ์ดที่ดันเต้ทำออกมาเนี่ย จะพูดยังไงดีล่ะ...มันมีความ ประหลาด เฉพาะตัว ประหลาดชนิดที่ว่าสามารถป่วนสมดุลการต่อสู้ทั้งหมดได้เลย เขาจะต้องมีวิธีการและเทคนิคการสร้างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแน่ๆ ถึงได้สร้างการ์ดหลุดโลกพวกนี้ออกมาได้แบบนี้

เทรเซียลอบกลืนน้ำลาย แล้วลองถามหยั่งเชิงดูว่า

“เอ่อ...แล้วนายพอจะมีพวกการ์ดประเภทเวทมนตร์ขายบ้างไหม? เอาใบที่นายเป็นคนสร้างเองนะ!”

“การ์ดเวทมนตร์ที่ผมสร้างเหรอ...ส่วนใหญ่ก็ขายไปหมดแล้วล่ะ คนในเมืองนี้ค่อนข้างจะ ถูกใจ การ์ดเวทมนตร์ของผมมากเลยนะ แต่เดี๋ยวผมลองหาดูให้ เหมือนจะจำได้ว่ามีเกินมาใบหนึ่ง”

พูดจบ ดันเต้ก็เปิดดูในสมุดสะสมการ์ดสักพัก ก่อนจะหยิบการ์ดระดับสีน้ำเงินใบหนึ่งยื่นให้เทรเซีย

[ระเบิดไฮโดรเจน]

[ประเภท: การ์ดเวทมนตร์]

[ระดับความหายาก: ล้ำค่าสีน้ำเงิน]

[ระดับ: 2]

[เอฟเฟกต์: สร้างความเสียหายจากการระเบิดอย่างรุนแรง โดยไม่ขึ้นกับสเตตัสพลังเวทของผู้ใช้]

[หมายเหตุ: แพทริคสตาร์...นี่แหละคือศิลปะ!]

“การ์ดใบนี้ ดาเมจน่าจะรุนแรงกว่าเวทมนตร์ธาตุไฟระดับ 3 นิดหน่อย...”

ดันเต้เริ่มแนะนำสรรพคุณของการ์ดใบนี้

“...แต่ข้อเสียของมันคือการ์ดใบนี้จะใช้มานาสูงกว่าการ์ดเวทมนตร์ระดับ 2 ทั่วไป และใช้เวลาร่ายนานกว่าเดิมนิดหน่อยครับ”

“เดี๋ยวนะ! แบบนี้มันผิดหลักการของการ์ดเวทมนตร์ชัดๆ! แค่เวทระดับ 2 แต่แรงกว่าระดับ 3 ก็ว่าบ้าแล้ว แต่ทำไมเอฟเฟกต์มันถึงไม่ขึ้นกับสเตตัสพลังเวทของผู้ใช้ล่ะ!”

ตามปกติแล้ว ดาเมจของการ์ดเวทมนตร์มันต้องคำนวณจากเปอร์เซ็นต์คูณกับสเตตัสพลังเวทของผู้ใช้ไม่ใช่รึไง!

“มันคือวิทยาศาสตร์ครับ”

“???”

เทรเซียงงเป็นไก่ตาแตกอยู่นาน ก่อนจะถามต่อว่า

“ถ้างั้น ขั้นตอนการสร้างการ์ดใบนี้คงจะซับซ้อนมากเลยใช่ไหม?”

“ง่ายจะตายครับ แค่ใช้ เวทมนตร์ไฟฟ้าช็อต ระดับ 2 บวกกับ เวทมนตร์ลูกบอลน้ำ ระดับ 1 แล้วก็ เวทมนตร์ลูกบอลไฟ ระดับ 1 ผสมกัน ทดลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ทำได้เองแหละ”

“แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย!”

เทรเซียรู้สึกว่าตัวเองคุยกับดันเต้ไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยอมจ่ายเงินซื้อการ์ดใบนี้มาอยู่ดี

แต่ในขณะที่เทรเซียกำลังดี๊ด๊า เตรียมจะไปหาทุ่งกว้างๆ เพื่อลองใช้การ์ดระเบิดไฮโดรเจน ดันเต้ก็โพล่งถามขึ้นมาก่อนว่า

“คุณหนูครับ คือปีนี้ผมกะว่าจะไปสอบเข้าสถาบันเวทมนตร์เฮเวนลิธพอดี ถ้าจะจ้างคุณให้ช่วยคุ้มกันผมไปส่งที่เมืองหลวงเนี่ย ต้องใช้เงินเท่าไหร่เหรอ?”

อาจารย์ของดันเต้เคยบอกเอาไว้ว่า ถ้าอยากสร้างการ์ดให้เจ๋งกว่านี้ เขาต้องออกไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองใหญ่ๆ บ้าง ประจวบเหมาะกับเจอเด็กนักเรียนจากสถาบันเฮเวนลิธพอดี ถ้าได้ร่วมทางไปด้วยกันก็น่าจะดีไม่น้อย

“นายต้องการคนคุ้มกันด้วยเหรอ?”

“...ก็นะ ผมเพิ่งจะระดับ 2 เอง แถมยังเป็นสายสนับสนุนอีก”

โลกนี้การใช้การ์ดเวทมนตร์มันก็เหมือนกับการบรรจุไอเทมหรือสกิลลงในแผ่นการ์ดเพื่อใช้ต่อสู้ อีกทั้งการ ดวลการ์ด น่ะมันอันตรายสุดๆ ดันเต้ไม่อยากไปสู้รบตบมือกับใครถ้าไม่จำเป็น เขาแค่อยากวาดๆ เขียนๆ สร้างการ์ดไปวันๆ เท่านั้นเอง แน่นอนว่าถ้ามีใครคิดจะมาทำลายความสงบสุขของเขาละก็ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะตั้งแต่เกิดมา เขาก็ยังไม่เคยแพ้ใครเหมือนกัน

เทรเซียอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วยื่นมือไปหาดันเต้

“ฉันไม่คิดเงินนายหรอก! ถ้างั้น ถือว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ!”

เธอมองออกว่าดันเต้มีอนาคตไกลแน่ๆ ถ้าไปถึงเมืองหลวง เขาอาจจะได้กลายเป็นปรมาจารย์นักสร้างการ์ดในอนาคต ถึงตอนนั้นถ้าจะมาจองคิวให้เขาสร้างการ์ดให้ คงต้องรอนานจนรากงอกแน่ จะผูกมิตรก็ต้องเริ่มตอนนี้แหละ!

“ตกลงครับ”

ดันเต้ยื่นมือไปจับมือกับเทรเซีย นี่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพของพวกเขา ถึงแม้ดันเต้จะรู้ดีว่า ของฟรีมักจะแพงที่สุด แต่เขาก็แอบประทับใจในสายตาที่เฉียบแหลมของเทรเซียอยู่เหมือนกัน

เคารพผมให้มากๆ หน่อยนะ แล้วผมจะช่วยสร้างการ์ดเทพๆ ให้คุณเอง!

สามสิ่งที่ดันเต้ชอบที่สุดคือ เงิน, วาดรูป และการที่คนอื่นให้ความเคารพเขา

หลังจากนัดแนะเวลาออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้และคุยเล่นกันอีกพักใหญ่ เทรเซียก็ขอตัวลาออกจากร้านไป

หลังจากเทรเซียออกจากร้านไป ดันเต้ก็พิงพนักเก้าอี้ตามเดิม พลางจิบชาส้มยูซุพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

“Never was a cloudy day~”

เขาทะลุมิติมาเกิดที่นี่ได้สิบห้าปีแล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตก็ไม่เคยเจอวิกฤตอะไรร้ายแรง แล้วก็ไม่มี ระบบ เทพๆ อะไรตื่นขึ้นมาด้วย โลกใบนี้ค่อนข้างสงบสุข ยกเว้นเรื่องภัยธรรมชาติที่ดูจะเยอะไปหน่อย อาณาจักรที่เขาอยู่กับอาณาจักรเพื่อนบ้านก็ความสัมพันธ์ดีต่อกัน การที่ได้เปิดร้านเล็กๆ ดูแลกิจการอยู่ตรงชายแดนแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกชิลสุดๆ

แต่ในเมื่อเงินมันหาได้ง่ายขนาดนี้ สู้เข้าเมืองหลวงไปขยันทำมาหากินสักไม่กี่ปี เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวให้รวยเละไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ! เป้าหมายในชีวิตของดันเต้นั้นแสนเรียบง่าย เขาแค่รักการสร้างการ์ดเวทมนตร์แบบเข้าเส้น ส่วนความฝันน่ะเหรอ...ก็คือการได้สร้าง การ์ดอวย ที่สวยที่สุดยังไงล่ะ! เอ๊ย ไม่ใช่สิ การ์ดระดับตำนานสีแดงต่างหาก!

พอนึกถึงอนาคตที่จะได้ใช้ชีวิตหรูหรา ฟู่ฟ่า ท่ามกลางสาวๆ (ในการ์ด) เป็นฝูง...คิดแล้วก็ช่างรู้สึกสบายอุราเสียจริง พิกเมเลียนไม่ได้หลอกเราจริงๆ ด้วย (หมายถึงการตกหลุมรักสิ่งที่ตัวเองสร้าง)

แต่เรื่องเดียวที่ทำให้ดันเต้แอบรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยก็คือ ตอนที่มีพ่อค้าพเนจรมาหลอกซื้อการ์ดเซ็ตก็อบลินมหาโจรจากเขาไปในราคาแค่ใบละ 100 เหรียญเนี่ยแหละ! ได้ข่าวว่าที่เมืองหลวง การ์ดใบนี้ราคาพุ่งไปมากกว่า 2 เหรียญทองแล้ว ตอนนั้นไอ้พ่อค้าหน้าเลือดนั่นบอกเขาว่า

“การ์ดใบนี้มันก็งั้นๆ แหละ ดีกว่าพวกก็อบลินกากๆ ทั่วไปนิดเดียวเอง”

แถมอาจารย์ของเขาก็ยังชอบด่ากรอกหูบ่อยๆ ว่า

“การ์ดเวทมนตร์ที่แกทำมาน่ะมันขยะชัดๆ!”

ทำให้ในตอนนั้นดันเต้ผู้ใสซื่อและแสนดีถึงกับหลงเชื่อไปซะสนิทใจ!

ฮึ่ม…ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น!

ถึงกับกล้ามาหลอกเด็กหนุ่มผู้อ่อนโยนและไร้เดียงสาแบบเขาได้ลงคอ! มีแต่เทรเซียนี่แหละที่ดูจริงใจและซื่อตรงที่สุดแล้ว

เพื่อไม่ให้เสียอารมณ์ ดันเต้เลยตัดสินใจหาอะไรทำที่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นมาแทน เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบการ์ดเวทมนตร์ใบหนึ่งออกมา ทันทีที่การ์ดใบนั้นปรากฏขึ้นมาในร้าน ราวกับว่าห้องทั้งห้องจะสว่างไสวขึ้นมาทันที บนตัวการ์ดมีระลอกคลื่นจางๆ แผ่ซ่านออกมา พร้อมกับแสงสีส้มที่ดูนุ่มนวลและทรงพลัง

“โชคดีนะที่ไม่ได้ขายใบนี้ให้ไอ้พ่อค้าหน้าเลือดนั่นไป เพิ่งจะทำระดับมหากาพย์ออกมาได้แค่ใบเดียวซะด้วยสิ”

ดันเต้ยิ้มอย่างภูมิใจ พลางชื่นชมผลงานชิ้นโบแดงของตัวเอง

จบบทที่ 002 ตัดสินใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว