- หน้าแรก
- ตำนานสองนคร ข้าสร้างจักรกลสังหารในพิลโทเวอร์
- บทที่ 17 กลับสู่ตรอก
บทที่ 17 กลับสู่ตรอก
บทที่ 17 กลับสู่ตรอก
"ผมกำลังจะสร้างชุดเกราะเอ็กโซสเกเลตันแบบครบเซ็ต และแขนกลนี้ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของมัน"
พอได้ยินคำพูดของหลี่ลิน เจซก็ครุ่นคิดอยู่นาน "ชุดเกราะแบบครบเซ็ต? แค่แบตเตอรี่เฮกซ์เทคมันให้พลังงานไม่พอหรอกนะ แถมต้นทุนก็เป็นปัญหา แล้วไหนจะความไม่เสถียรของเฮกซ์เทคคริสตัลอีก... นายคิดจะเอาไปประยุกต์ใช้ทำอะไร?"
เขาประเมินไอเดียของหลี่ลินอย่างเป็นกลางและตรงไปตรงมา
"จุดประสงค์หลักคือปกป้องผู้สวมใส่และเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ จริงๆ มันเอาไปใช้ได้หลายด้านนะ เช่น คนงานแบกหามที่ท่าเรือเดส์เกต คนงานเหมือง หรือคนงานที่ต้องใช้แรงงานหนักอื่นๆ"
หลี่ลินเว้นจังหวะเล็กน้อย "แต่ส่วนตัวผมเอนเอียงไปทางด้านการทหารมากกว่า"
"นายเคยผ่านสงครามมา ฉันพอเข้าใจความคิดนาย" เจซส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย "แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เราไม่ควรนำพายุคสมัยแห่งความก้าวหน้าที่สวยงามและสงบสุขมาสู่ผู้คนเหรอ? จะไปพัฒนาอาวุธทำไม?"
"สงบสุข? ไม่หรอกเจซ วิสัยทัศน์ของคุณแคบเกินไป" หลี่ลินตอบเสียงขรึม "วิกฤตกำลังคืบคลานเข้ามา คุณแค่ยังไม่รู้ตัว ถ้าอยากมีอนาคตที่ดี เราต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้"
เจซอ้าปาก สีหน้าซับซ้อน แต่สุดท้ายคำพูดทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจ
พูดถึงวิกฤต เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์กบฏเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ชาวซอนลุกฮือต่อต้านการกดขี่ของพิลโทเวอร์
ตอนนั้นเจซเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่ม เขาไม่มีวันลืมภาพที่เห็นกับตา
ควันและฝุ่นเปื้อนเลือดปกคลุมท้องฟ้า คลองพิลโทเวอร์แทบจะกลายเป็นสีแดงฉาน ศพตายนตาหลับนับไม่ถ้วนลอยฟ่องเต็มแม่น้ำ ไหลตามกระแสน้ำออกสู่ทะเลผู้พิทักษ์ทางทิศตะวันออก กลายเป็นอาหารปลา
วันนั้นถูกเรียกว่า "วันเถ้าถ่าน" โดยชาวเมืองทั้งสองฝั่ง และมันก็คือการสังหารหมู่กบฏชาวเมืองล่างอย่างโหดเหี้ยมโดยเจ้าหน้าที่พิลโทเวอร์
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างพิลโทเวอร์กับเมืองล่างจะผ่อนคลายลงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่ามันเป็นแค่ความสงบสุขจอมปลอม
ความขัดแย้งที่สั่งสมมานานระหว่างสองเมืองจะต้องระเบิดขึ้นอีกครั้งในที่สุด มันเป็นแค่เรื่องของเวลา
และครั้งนี้ มันจะรุนแรงกว่าเดิม
วิกฤตงั้นเหรอ?
บางที...
บางทีหลี่ลินอาจจะพูดถูก
เจซสูดหายใจลึก ปรับอารมณ์ที่หนักอึ้งให้ผ่อนคลายลง
"เอาล่ะ พักเรื่องนั้นไว้ก่อน มาคุยปัญหาตรงหน้าดีกว่า... นายจะแก้เรื่องแหล่งพลังงานยังไง?"
หลี่ลินหยิบเศษเฮกซ์คริสตัลออกมาจากแขนกล แกว่งไปมาตรงหน้าเจซ "จริงๆ ผมมีความคืบหน้าบ้างแล้ว ถ้าได้คริสตัลสมบูรณ์มา ผมมั่นใจ... สัก 90% ว่าจะทำให้มันเสถียรได้"
เขาไม่พูดให้เต็มร้อย เพื่อกันหน้าแตกทีหลัง
ยังไงซะ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาจะสร้างเฮกซ์เทคเอเนอร์จี้คริสตัล ถ้าเกิดอุบัติเหตุจนล้มเหลวก็ยังพอเข้าใจได้
"...ห๊ะ?" เจซทำหน้าไม่อยากเชื่อ "นาย... นายล้อฉันเล่นหรือเปล่าเนี่ย?!"
ฉันวิจัยมาตั้งครึ่งเดือน แทบไม่คืบหน้าไปไหนเลย!
แล้วนายนี่แค่ศึกษาเศษคริสตัลไม่กี่วัน กล้าเคลมว่ามั่นใจ 90% ว่าจะทำให้คริสตัลสมบูรณ์เสถียรได้?
ฉันชักสงสัยแล้วว่านายกำลังปั่นหัวฉันเล่น...
เจซขมวดคิ้ว มองหลี่ลินด้วยสายตาหวาดระแวง
หลี่ลินตบไหล่เขาแล้วหัวเราะ "ผมจะโกหกคุณทำไม? ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร..."
"อ้อจริงสิ ผมเพิ่งนึกได้ว่าเฮกซ์คริสตัลที่สั่งไว้น่าจะมาแล้ว คุณจะไปซอนกับผมไหม?"
เจซ: "???"
...
...
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง
หลี่ลินและเจซนั่งลิฟต์ "เสียงหอนเหินเวหา" ลงมายังชั้นกลางของซอน และกลับมาที่ตรอกทมิฬ
หมอกควันจากไอเสียอุตสาหกรรมและสารพิษเคมีเทคยังคงปกคลุมพื้นที่ กัดกร่อนปอดชาวเมืองล่างทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่
ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ เจซก็รีบสวมหน้ากากกรองอากาศเฮกซ์เทคทันที แล้วถามหลี่ลินเสียงอู้อี้ "นายวานใครหาเฮกซ์คริสตัลให้?"
"คนคุ้นเคยของคุณไง" หลี่ลินที่เรียนรู้จากคราวที่แล้วก็สวมหน้ากากกรองอากาศเช่นกัน "ร้านที่คุณไปซื้อเศษคริสตัลนั่นแหละ"
"หมายถึงเบนโซ?" เจซนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ร้องอ๋อ "หมอนั่นบอกว่าจะหาคริสตัลได้ปีหน้านู่นไม่ใช่เหรอ?"
"นั่นเพราะคุณจ่ายเงินไม่ถึงไง"
"ชิ ไอ้หน้าเลือด" เจซเดาะลิ้น "คราวก่อนขายเศษคริสตัลชิ้นเดียวให้ฉันตั้ง 50 ซิลเวอร์วีล ถ้านายให้เขาหาคริสตัลสมบูรณ์มาเร็วขึ้น คงโดนฟันไปหลายโกลด์ซีล่ะสิท่า?"
"3 โกลด์ซีแลกคริสตัลสมบูรณ์หนึ่งก้อน ถ้าหาไม่ได้ก่อนวันแห่งวิวัฒนาการ ราคาก็จะลดเหลือ 1 โกลด์ซี" หลี่ลินมองเจซอย่างแปลกใจ "คุณรู้ว่าเขาหน้าเลือด? แล้วทำไมคราวก่อนไม่ต่อราคาล่ะ?"
"ไม่จำเป็น เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งตระกูลคิราแมนไม่ร่วงหรอก"
พูดไม่อายปากเลยนะพ่อคุณ คนไม่รู้คงนึกว่านายควักเนื้อตัวเองจ่าย...
หลี่ลินบ่นอุบในใจ
"แล้วนี่เราจะไปไหน? ร้านเบนโซไม่ได้มาทางนี้นี่?" จู่ๆ เจซก็สังเกตว่าหลี่ลินเดินผิดทาง จึงถามอย่างงุนงง
"ไปร้านเหล้าฟูเก็นก่อน ผมต้องไปตอบแทนบุญคุณใครบางคน"
"เรื่องที่นายกับเคทลินโดนทำร้ายคราวก่อนเหรอ?"
เจซจำได้ว่าเขาเองก็ช่วยออกตามหาเคทลินเมื่อไม่กี่วันก่อน พอเอามาปะติดปะต่อกับคำพูดของหลี่ลิน เขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
"ได้ยินว่าพวกนายหนีรอดมาได้เองไม่ใช่เหรอ? ไปมีเอี่ยวกับพวกคนเมืองล่างได้ยังไง?"
เจซเป็นชาวพิลโทเวอร์ขนานแท้ และถูกปลูกฝังกฎเหล็กสามข้อของเมืองแห่งความก้าวหน้ามาตั้งแต่เด็ก:
ประดิษฐ์, ค้นพบ และ อยู่ให้ห่างจากซอนเข้าไว้
ดังนั้น พอได้ยินหลี่ลินบอกว่าจะไปตอบแทนบุญคุณคนเมืองล่าง ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ "ปัญหา"
หลี่ลินสังเกตเห็นสีหน้าของเจซ "ฟังจากน้ำเสียง ดูเหมือนคุณจะมีอคติกับซอนมากเลยนะ?"
"ฉันไม่คิดว่ามันเป็นอคตินะ เพราะไม่ใช่แค่ฉัน คนพิลโทเวอร์ส่วนใหญ่ก็มองว่าซอนเป็นตัวปัญหาทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?"
เจซแอบมองซ้ายขวา ให้แน่ใจว่าชาวเมืองล่างแถวนั้นไม่ได้ยินบทสนทนา แล้วลดเสียงลง
"แต่นายเคยคิดไหมว่าพิลโทเวอร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของซอนมาก่อน?"
"เป็นไปได้ไง?! พิลโทเวอร์ก่อตั้งมาได้ 216 ปีแล้วนะ..."
"แล้วก่อนพิลโทเวอร์ก่อตั้งล่ะ? ที่นี่ไม่มีอยู่เหรอ?"
หลี่ลินหัวเราะเบาๆ ไม่เปิดโอกาสให้เจซพูดแทรก แล้วรีบเสริม:
"โอชรา วาซุน เคยเป็นเมืองท่าค้าขายทางตอนเหนือของจักรวรรดิชูริม่า เพราะความผิดพลาดในการขุดคลอง ทำให้น้ำทะเลไหลบ่าเข้ามา เมืองส่วนหนึ่งจมลงใต้ดิน ส่วนอีกส่วนยังคงอยู่บนหน้าผา
"ตระกูลเศรษฐีและผู้มีอำนาจอพยพหนีตายขึ้นไปอยู่ที่พิลโทเวอร์ที่มั่นคงกว่า อาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมสร้าง 'ประตูปิดกั้นน้ำซันเกต' ขึ้นมา และตั้งชื่อเมืองที่รุ่งเรืองขึ้นมาใหม่นี้ว่า 'พิลโทเวอร์'
"สิ่งที่เรียกว่าพิลโทเวอร์และเมืองล่าง เดิมทีก็เป็น 'พี่น้อง' ที่แยกจากกันไม่ขาด ชะตากรรมของผู้คนในเมืองฝาแฝดยิ่งผูกพันกันแน่นแฟ้น ทุกคนรู้แก่ใจ แต่แค่ไม่อยากยอมรับความจริงเท่านั้นเอง"
คำพูดของหลี่ลินทำเอาเจซพูดไม่ออก ไม่รู้จะเถียงตรงไหน
หลังจากเงียบไปนาน สุดท้ายเขาก็พูดอย่างไม่เต็มเสียงนักว่า "แต่หนังสือประวัติศาสตร์ในหอสมุดพิลโทเวอร์ไม่ได้บันทึกเรื่องพวกนี้ไว้เลยนะ..."
"ผมว่าด้วยสติปัญญาของคุณ คุณน่าจะดูออกนะว่าที่ผมพูดเป็นความจริงหรือเปล่า"
เจซเงียบไปอีกครั้ง
แม่เคยเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังตอนเด็ก หนึ่งในนั้นคือตำนานเทพธิดาวายุ "แจนน่า" ที่ปรากฏกายเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนเพื่อช่วยผู้คนจากอุทกภัย
ช่วยชาวซอน...
ตอนนั้นยังไม่มีพิลโทเวอร์ด้วยซ้ำ
"อย่างที่ผมเคยบอก เจซ วิสัยทัศน์ของคุณถูกจำกัดอยู่แค่ที่เดียวมากเกินไป"
น้ำเสียงของหลี่ลินลุ่มลึก แต่ไม่มีเจตนาเสียดสี
"เราทุกคนต่างก็เป็นกบในกะลา แต่เราจะเลือกอยู่ก้นกะลา มองเห็นท้องฟ้าแค่หยิบมือ หรือจะกระโดดออกมาเผชิญโลกกว้าง นั่นอยู่ที่ตัวเราเลือกเอง"
"ในเมื่อคุณเลือกที่จะเสี่ยงเพื่อนำพายุคใหม่มาถึง มันพิสูจน์แล้วว่าคุณไม่ใช่คนหัวโบราณคร่ำครึ คุณน่าจะเข้าใจนะว่าอคติที่ฝังรากลึกแบบนั้นจะส่งผลต่อความคิดของคุณยังไง..."
หลี่ลินพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เขาอยากให้เวลาเจซได้ทบทวนตัวเอง และเชื่อว่าเจซจะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อ
พวกเขาเดินกันไปเงียบๆ
ผ่านไปกว่าสิบนาที ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าร้านเหล้าตรงปากทางเข้าตรอกทมิฬ
ป้ายชื่อร้าน "ร้านเหล้าฟูเก็น" แกะสลักตัวอักษรขนาดใหญ่แขวนอยู่เหนือประตู ร้านเปิดให้บริการแล้ว ข้างในมีลูกค้าประปรายกำลังดื่มกินและสังสรรค์กัน
หลี่ลินเงยหน้ามอง แล้วหันไปหาเจซที่ยังคง "สงสัยในชีวิต" อยู่ พร้อมรอยยิ้ม "จะเข้าไปด้วยกันไหม? หรือจะรออยู่ตรงนี้?"
"..." เจซมองเขาอย่างลังเลเล็กน้อย "ฉันจะเข้าไปด้วย"