- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงคนนี้ ยึดติดกับข้าเกินไปแล้ว
- บทที่ 24 นางเริ่มสั่งสอน
บทที่ 24 นางเริ่มสั่งสอน
บทที่ 24 นางเริ่มสั่งสอน
บทที่ 24 นางเริ่มสั่งสอน
"ตอนนี้พวกเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักวานฮวาแล้ว อาจารย์ขี้เกียจจัดการเรื่องยุ่งยาก จึงไม่ได้จัดพิธีการอะไรที่เป็นทางการนัก ดังนั้นข้าในฐานะศิษย์พี่จะเป็นผู้ชี้แนะพวกเจ้าเอง"
"กฎระเบียบและข้อห้ามในสำนักมีไม่มากนัก ขอเพียงไม่ไปเป็นฝ่ายก่อเรื่องวุ่นวายก่อน แต่หากความเดือดร้อนมาเยือนถึงที่ก็จงอย่าได้หวาดกลัว ศิษย์ในสำนักเดียวกันย่อมไม่กล้ามาหาเรื่องพวกเราแน่"
เจินฉีค่อนข้างมั่นใจในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะนางมีเจ้าสำนักคอยหนุนหลังแล้วใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่น แต่เป็นเพราะในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เจินฉีเคยถูกท้าประลองมานับครั้งไม่ถ้วน และนางก็ใช้กำลังสยบผู้ท้าชิงจนต้องยอมจำนนไปทุกคน
หลังจากนั้นมา ก็ไม่มีใครกล้าแหยมกับสายวิชาของพวกนางอีก ต่อมาเจินฉีมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรจนเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่จะมายุ่งวุ่นวายก็น้อยลงไปอีก นั่นหมายความว่าย่อมไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องศิษย์น้องของนางเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักวานฮวาก็มีประชากรค่อนข้างบางตา สายวิชาของเจ้าสำนักรวมเด็กใหม่สองคนอย่างเย่เสวียนซีและข่งมู่มู่แล้ว ก็มีคนเพียงแค่หกคนเท่านั้น ศิษย์สายในรุ่นเดียวกันมีจำนวนน้อยนิด ต่างคนต่างอยู่บนเขาของอาจารย์ตัวเอง โอกาสที่จะได้พบหน้ากันจึงยากยิ่ง
ศิษย์สายนอกจะฝึกฝนอยู่ที่ตีนเขา ส่วนศิษย์สายในมีจำนวนน้อย โอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันจึงยิ่งน้อยลงไปใหญ่
เจินฉีเพียงแค่พูดถึงเรื่องนี้ผ่านๆ ต่อให้เจอเรื่องเดือดร้อนก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร เวลาสำนักวานฮวารับศิษย์ สิ่งสำคัญอันดับแรกไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นพื้นฐานจิตใจ หากจิตใจไม่ผ่านเกณฑ์ ต่อให้รับเข้ามาแล้วก็ต้องถูกขับออกไปอยู่ดี
เพราะเคล็ดวิชาหลักอย่าง 'วิชาหมื่นบุปผา' นั้นต้องการผู้ที่มีพื้นฐานจิตใจสูงส่งมาก ถึงขั้นมีคำร่ำลือในหมู่สำนักต่างๆ ว่ายอมดั้นด้นไปแสวงหาพระธรรมที่ทะเลทรายตะวันตก ยังดีกว่าดันทุรังเข้าสำนักวานฮวา
นั่นเป็นเพียงข่าวลือ แต่เจินฉีรู้อยู่แก่ใจว่าในสำนักมีพวกตัวประหลาดอยู่เยอะจริงๆ นอกจากศิษย์อาที่ชอบรักษาคนด้วยยาพิษแล้ว ยังมีศิษย์อาสามที่ระเบิดภูเขาตัวเองเล่นวันเว้นวัน ศิษย์อาสี่ที่อยู่ภูเขาข้างๆ ปกติจะเงียบขรึมแต่พอลงมือทีก็เล่นใหญ่ ในความทรงจำของเจินฉี ศิษย์อาสี่เกือบทำลายค่ายกลพิทักษ์บรรพตของสำนักวานฮวา จนอาจารย์ที่เป็นเจ้าสำนักแทบจะฉีกอกเขาออกมา
ศิษย์อาเป็นผู้บำเพ็ญสายโอสถระดับปรมาจารย์ ศิษย์อาสามเป็นผู้บำเพ็ญสายยันต์ที่เขียนยันต์ขายในราคาแพงหูฉี่ ศิษย์อาสี่เป็นผู้บำเพ็ญสายค่ายกล ค่ายกลน้อยใหญ่ในสำนักล้วนมาจากฝีมือของเขาทั้งสิ้น
นอกจากสายวิชาของพวกนางแล้ว ยังมีคนอื่นในสำนักวานฮวาอีก แต่คนเหล่านั้นไม่ค่อยปรากฏในความทรงจำของเจินฉี และยังไม่จำเป็นต้องแนะนำให้ศิษย์น้องรู้จักในตอนนี้
ข่งมู่มู่ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ก่อนจะยกมือขึ้นถาม "ศิษย์พี่เจ้าคะ แล้วอาจารย์ของเราบำเพ็ญเพียรสายไหนหรือเจ้าคะ?"
เจินฉีรวบนิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าด้วยกัน สาธิตท่าทางง่ายๆ
"ท่านเป็นผู้บำเพ็ญสายกระบี่ ฝึกฝนวิถีกระบี่ไร้ใจ"
"หา?"
ข่งมู่มู่อ้าปากค้าง นึกไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ผู้สง่างามและดูใจดีจะเป็นผู้บำเพ็ญสายกระบี่ที่ฝึกวิถีไร้ใจ นางดูอายุมากกว่าศิษย์พี่ไม่เท่าไหร่ แต่กลับเป็นถึงอาจารย์ แถมยังเป็นเซียนกระบี่อีกด้วย
นางยังจำตอนที่อาจารย์ยิ้มหวานถามนางว่าอยากเข้าสำนักวานฮวาหรือไม่ แววตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน ข่งมู่มู่ไม่อยากจะเชื่อ แต่ศิษย์พี่ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหก
ข่งมู่มู่กำลังสับสน
ทว่าเจินฉียังคงสงบนิ่ง นางไม่เคยเห็นอาจารย์ลงมือด้วยตาตัวเอง แต่อาจารย์ในความทรงจำคือผู้บำเพ็ญสายกระบี่ไร้ใจจริงๆ แม้เจินฉีจะเติบโตมาได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง แถมยังต้องเลี้ยงดูศิษย์น้อง แต่ในบรรดาศิษย์ทั้งหมด มีเพียงนางคนเดียวที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาบางอย่างจากอาจารย์
คำพูดติดปากของอาจารย์คือ "ข้าฝึกกระบี่ไร้ใจ มันน่าเบื่อจะตายชัก ข้าไม่สอนเจ้าหรอก อีกอย่างพวกเล่นกระบี่มันไส้แห้งกันทั้งนั้น ข้าดันหลงกลตาแก่นั่นเข้าให้ เจ้าอย่าได้ตกลงไปในหลุมพรางเชียว"
ผู้บำเพ็ญสายกระบี่มักยากจน ดูเหมือนจะเป็นกฎที่รู้กันดี นอกจากกระบี่คู่กายแล้ว พวกเขาก็แทบไม่มีของมีค่าอื่นใด รายได้ทั้งหมดถูกนำไปบำรุงกระบี่ และการบำเพ็ญเพียรก็เพื่อกระบี่เท่านั้น
น้อยครั้งนักที่จะเห็นอาจารย์ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ดูเหมือนการฝึกกระบี่จะทำให้นางนึกเสียใจอยู่ไม่น้อย
เจินฉียิ้ม พยายามถ่ายทอด "วีรกรรม" ของอาจารย์ด้วยคำพูดที่นุ่มนวลขึ้น
"คำสอนของอาจารย์คือ ตราบใดที่ไม่ฝึกกระบี่ เจ้าอยากจะฝึกอะไรก็ตามใจเจ้า"
แน่นอนว่าต่อให้พวกนางเลือกฝึกกระบี่จริงๆ อาจารย์ก็คงไม่คัดค้าน อย่างมากก็แค่บ่นกระปอดกระแปด อย่าถามเจินฉีเลยว่าทำไมนางถึงมีความทรงจำแบบนี้ ก็เพราะบางคนพูดแล้วไม่รู้จักฟังน่ะสิ
"แน่นอนว่ายังไม่ต้องรีบตัดสินใจแนวทางในตอนนี้ ก่อนจะถึงขั้นสร้างรากฐาน สิ่งสำคัญคือการปูพื้นฐานให้แน่น พวกเจ้าสามารถลองฝึกหลายๆ อย่างเพื่อเลือกวิถีที่เหมาะกับตัวเอง"
มันให้อารมณ์เหมือนการเลือกสาขาวิชาเรียน แต่การเลือกวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าและโหดร้ายกว่ามาก เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางนั้นแล้ว ยากนักที่จะหยุดยั้ง และหากคิดจะเริ่มต้นใหม่ก็ยากเย็นแสนเข็ญ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน มีคนบ้าไม่กี่คนหรอกที่มีความมุ่งมั่นขนาดนั้น
"เอาล่ะ เรามาเริ่มกันที่พื้นฐานที่สุดคือการดูดซับปราณ เคล็ดวิชาของสำนักเราคือ 'วิชาหมื่นบุปผา' ซึ่งได้มาจากดอกไม้ที่อาบไล้ด้วยไอเซียน ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักบรรลุธรรมจากมวลดอกไม้ จึงตั้งชื่อตามนั้น"
"เป้าหมายในการบำเพ็ญเพียรของพวกเราคือธรรมชาติ ผสานตนเองเข้ากับฟ้าดิน เปิดรับปราณวิญญาณอิสระเข้าสู่ร่างกาย เปลี่ยนมันเป็นพลังวิญญาณของตนเอง และหลอมรวมตนเองเป็นส่วนหนึ่งของฟ้าดิน"
เจินฉีสอนไปพร้อมกับทบทวนความรู้ของตัวเอง ความเข้าใจในการบำเพ็ญเพียรของนางอาจพอๆ กับเด็กน้อยทั้งสอง นางอาศัยความเข้าใจจากความทรงจำเสียส่วนใหญ่ แต่เจินฉีเจ้าของร่างเดิมนับเป็นอัจฉริยะ นางแทบจะเข้าถึงแก่นแท้ของวิชา
กลิ่นอายรอบตัวนางจางลง ตัวตนดูเลือนราง แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้าดิน ปราณเหล่านี้สามารถกลายเป็นพลังของนางภายใต้การชักนำของวิชาหมื่นบุปผา และสามารถนำมาใช้เป็นพลังชั่วคราวได้ทันที
ข่งมู่มู่รู้สึกเพียงว่าจู่ๆ ศิษย์พี่ก็ดูห่างไกลออกไป ศิษย์พี่ที่เดิมทีก็งดงามและเย็นชาอยู่แล้ว ตอนนี้กลับดูราวกับเทพเซียนผู้สูงส่ง ช่างน่าอัศจรรย์นัก
ส่วนเย่เสวียนซีกลับจ้องมองใบหน้าของเจินฉีเขม็ง ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
เจินฉีสลายปราณวิญญาณที่รวมตัวกันจากการโคจรพลัง ปราณวิญญาณบนเขานี้หนาแน่นอยู่แล้ว หากรวมตัวกันมากเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อเด็กน้อยทั้งสอง
พวกนางยังไม่ได้เริ่มบำเพ็ญเพียร ต่อให้ข่งมู่มู่มีรากวิญญาณชั้นเลิศ แต่หากไม่รู้วิธีฝึกฝน ก็ไม่อาจรองรับคลื่นพลังมหาศาลได้
"ต่อไปข้าจะสอนเคล็ดวิชาจิต และช่วยพวกเจ้าในการดูดซับปราณ"
เจินฉีอธิบายวิชาหมื่นบุปผาอีกครั้ง เนื่องจากเย่เสวียนซีเคยฟังมาแล้วรอบหนึ่ง ครั้งนี้จึงเน้นอธิบายให้ข่งมู่มู่หายสงสัย
ในระหว่างนี้ เจินฉีพบว่าเย่เสวียนซีจำทุกสิ่งที่นางสอนไปเมื่อวานได้ทั้งหมด ทุกถ้อยคำล้วนถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของนาง
หลังจากแน่ใจว่าศิษย์น้องทั้งสองจำเนื้อหาได้แล้ว นางก็เริ่มชี้แนะให้พวกนางเริ่มบำเพ็ญเพียร
นั่งบนตั่งตัวเล็กเพื่อฝึกสมาธิ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องท่านั่ง
พลังวิญญาณในอากาศมีเพียงพอ และเจินฉีก็คอยเฝ้าดูอยู่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
และแล้วความแตกต่างของพรสวรรค์ก็ปรากฏ ข่งมู่มู่ดูดซับปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกายได้โดยแทบไม่ติดขัด
สมกับที่เป็นรากวิญญาณมนุษย์ หนึ่งในสามรากวิญญาณชั้นยอด รากวิญญาณฟ้าใช้อำนาจแห่งสวรรค์ รากวิญญาณดินยืมพลังแห่งปฐพี และรากวิญญาณมนุษย์สื่อสารกับจิตวิญญาณ สำหรับผู้ครอบครองรากวิญญาณมนุษย์ การดูดซับปราณแทบจะเป็นดั่งการหายใจเข้าออก
เจินฉีไม่ห่วงข่งมู่มู่ พรสวรรค์ของนางประจักษ์ชัดอยู่แล้ว คนที่น่าเป็นห่วงคือเย่เสวียนซีต่างหาก