- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงคนนี้ ยึดติดกับข้าเกินไปแล้ว
- บทที่ 8 นางช่างเอาแต่ใจ
บทที่ 8 นางช่างเอาแต่ใจ
บทที่ 8 นางช่างเอาแต่ใจ
บทที่ 8 นางช่างเอาแต่ใจ
ฉายา "เชื่อถือไม่ได้" ที่เจินฉีแปะประจานระบบดูท่าจะแกะไม่ออกง่ายๆ เสียแล้ว เพราะระบบเลือกที่จะทำหูทวนลม ไม่ตอบคำถามของนางและเงียบกริบไปดื้อๆ
"รากวิญญาณพิการ ไร้คุณสมบัติธาตุ"
ศิษย์ผู้รับหน้าที่ตรวจสอบลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่จำต้องรายงานผลออกไปตามความจริง
ฝูงชนฮือฮาขึ้นมาทันที นี่เป็นครั้งแรกของวันที่ผลลัพธ์ออกมาเลวร้ายขนาดนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ที่ดั้นด้นมาฝากตัวเป็นศิษย์ต่างรู้ดีว่าสำนักที่เปิดรับล้วนเป็นสำนักชั้นนำ หากไม่มีความมั่นใจในพรสวรรค์ของตนก็คงไม่กล้าเสนอหน้ามาให้ขายขี้หน้าเล่น หากตรวจสอบแล้วพบว่าไร้พรสวรรค์คงน่าอับอายพิลึก
แม้แต่ผลการทดสอบที่แย่ที่สุดก่อนหน้านี้ ก็ยังเป็นระดับรากวิญญาณชั้นดี แต่คราวนี้ นอกจากจะเป็นรากวิญญาณพิการแล้ว ก็แทบจะประกาศได้เลยว่าคนผู้นี้คืออันดับรั้งท้ายของวันนี้อย่างแน่นอน
คนเรามักมองคนที่เปลือกนอก การปรากฏตัวของเจินฉีทำให้พวกเขาเงียบกริบไปได้พักหนึ่ง แต่พอผลลัพธ์ประกาศออกมา ถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางก็เริ่มดังระงมขึ้นทันที
เจินฉีหาได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกาพวกนี้ นางมีเรื่องสำคัญกว่าต้องขบคิด
หากนี่คือพรสวรรค์ที่แท้จริงของเย่เสวียนซี แล้วนางเข้าสำนักวั้นฮวาไปได้อย่างไรกัน? เดิมทีเจินฉีคิดว่าเย่เสวียนซีมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เจ้าสำนักวั้นฮวาจึงได้รับเลือก แต่กลายเป็นว่าเย่เสวียนซีไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะก้าวเท้าเข้าสำนักด้วยซ้ำ
แล้วเย่เสวียนซีทำอย่างไรถึงได้เข้าสำนักวั้นฮวา แถมยังก้าวกระโดดขึ้นเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักได้อีก?
หากนี่เป็นไปตามเนื้อเรื่องเดิม ระบบก็น่าจะให้คำอธิบายได้สิ
[ระบบไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในส่วนนี้ จึงไม่สามารถเปิดเผยได้]
คำตอบที่ได้รับคือ "ไม่มีสิทธิ์" นี่มันละครฉากไหนกัน? ไหงมาเกี่ยวเรื่องสิทธิ์การเข้าถึงได้? นี่มันเอาคำว่า "มีความลับซ่อนอยู่" มาแปะใส่หน้าเจินฉีชัดๆ
นี่นางต้องรับบทนักสืบด้วยหรือไง? ต้องมาคอยสืบหาความจริงที่ซ่อนอยู่อีก? แบบนี้ต้องขอค่าจ้างเพิ่มเป็นสองเท่าแล้วนะ
[ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ระบบไม่มีนโยบายจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ]
พอพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ ระบบก็โผล่หัวออกมาทันที
[หนึ่งคนหนึ่งอัตราจ้าง หากท่านรับไปมากกว่านี้ จะทำให้ผู้อื่นเสียสมดุล]
"ผู้อื่น" ที่ว่ามันอยู่ที่ไหนกัน? แต่เจินฉีไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับระบบ หากพรสวรรค์ของเย่เสวียนซีไม่ถึงเกณฑ์ ก็คงต้องมีเหตุผลอื่นที่ทำให้นางเข้าสำนักได้ การที่นางมายืนอยู่ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์นั้นหรือไม่?
เจินฉีส่งถ่ายปราณสายหนึ่งออกจากปลายนิ้ว การควบคุมพลังเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้นี้ด้วยจิต ยังคงเป็นเรื่องนามธรรมสำหรับนาง และนางก็ยังจับหลักไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ร่างกายนี้มีสัญชาตญาณที่ยอดเยี่ยม การควบคุมพลังปราณจึงง่ายดายยิ่งกว่าดื่มน้ำ
นางแตะปลายนิ้วลงบนตัวเย่เสวียนซี ทันทีที่ปราณแทรกซึมเข้าไป ภาพจำลองสามมิติและโครงสร้างร่างกายโปร่งแสงของเย่เสวียนซีก็ปรากฏขึ้นในสมอง
เอ่อ... ถ้านางจิตแข็งไม่พอ คงได้สำลักน้ำตายไปแล้ว ทำไมต้องเป็นโมเดลสามมิติด้วย? วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรนี่มันล้ำยุคหลุดโลกขนาดนี้เชียว?
ร่างกายคนปกติควรจะเป็นโมเดลมนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่ร่างกายของเย่เสวียนซีเหมือนซากปรักหักพังที่ถูกเด็กมือซนรื้อค้นจนเละเทะ แค่เห็นสภาพกระดูกก็ชวนผวาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเส้นชีพจรเลย เจินฉีรู้สึกว่าแค่จะโคจรพลังปราณให้ครบรอบยังยากลำบาก
นางพบนิยามในความทรงจำที่ตรงกับสถานการณ์นี้พอดี นี่ไม่ใช่แค่รากวิญญาณพิการ แต่ร่างกายยังเสียหายอย่างหนัก อย่าว่าแต่จะบำเพ็ญเพียรเลย แค่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงป่านนี้ก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้ว
เห็นสภาพนี้แล้วเจินฉีก็เริ่มหงุดหงิด เรื่องราวผิดเพี้ยนไปจากที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง จะทำอย่างไรดี? ระบบก็พึ่งไม่ได้ นางคงต้องตัดสินใจเอง
พาคนกลับสำนักวั้นฮวาก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันดาบหน้า
เจินฉีไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะอุ้มร่างเล็กมอมแมมนั้นเดินตรงไปยังบริเวณที่เหล่าเจ้าสำนักรวมตัวกันอยู่
นับตั้งแต่ผู้มีรากวิญญาณชั้นเลิศปรากฏตัว บรรดาเจ้าสำนักเหล่านี้ก็ลงมาที่ตีนเขา เตรียมจะมาเสนอหน้าให้ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ได้เห็นเพื่อสร้างบารมีให้สำนัก
แม้เจินฉีจะรู้สึกว่าพวกระดับสูงเหล่านี้คงเบื่อที่จะรออยู่บนยอดเขา เพราะบททดสอบบันไดพันขั้นนั้นยากลำบากเกินไปสำหรับปุถุชนที่ยังไม่เข้าสู่วิถีเซียน คงต้องรอกันอีกนานกว่าจะมีคนผ่านขึ้นไปถึงยอดเขาได้
สู้ลงมาดูเรื่องสนุกที่ตีนเขาดีกว่า พวกเจ้าสำนักที่ดูเหมือนเซียนผู้วิเศษผู้รักสันโดษเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็ยังชอบดูเรื่องสนุกไม่ต่างจากชาวบ้าน
ใครบ้างไม่ชอบเรื่องสนุก? บำเพ็ญเพียรก็ส่วนบำเพ็ญเพียร แต่ก็ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ ไม่ได้ตัดขาดทางโลกจนกลายเป็นก้อนหินเสียหน่อย
"ท่านอาจารย์ ข้าจะพานางขึ้นไปรักษาเจ้าค่ะ"
เจินฉีเพียงแค่แจ้งให้อาจารย์ทราบ การช่วยชีวิตปุถุชนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับนาง และเจ้าสำนักวั้นฮวาก็คงไม่คัดค้าน เพียงแต่สายตาของเหล่าเจ้าสำนักสำนักอื่นๆ ที่จับจ้องมา ทำให้นางรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
เจินฉีเก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในสำนักวั้นฮวามาตลอด แม้แต่ศิษย์ในสำนักเดียวกันยังมองว่านางลึกลับ เจ้าสำนักจากสำนักอื่นต่างเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเจินฉี และมักยกนางไปเปรียบเทียบเพื่อกระตุ้นศิษย์ของตนเสมอ ประมาณว่า "ดูเจินฉีสิ อายุแค่นั้นบรรลุขั้นจินตานแล้ว พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรไม่ขยัน?"
นางคือ "ลูกบ้านอื่น" ในตำนานที่พวกผู้ใหญ่ชอบยกมาเปรียบเทียบนั่นเอง
เมื่อได้เห็นตัวจริง เหล่าเจ้าสำนักต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันเรื่องหนึ่ง เด็กคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา แม้ในอ้อมแขนจะอุ้มก้อนขนมอมแมมสกปรก แต่กลิ่นอายเซียนของนางกลับโดดเด่นเสียจนผู้คนรู้สึกมิอาจเอื้อม
ผู้ที่สามารถขึ้นเป็นเจ้าสำนักย่อมมีสายตาเฉียบแหลม เหตุผลเดียวที่เจินฉีทำให้พวกเขารู้สึกเช่นนี้ได้ คือนางเข้าใกล้ "เต๋า" มากเกินไป แม้นางจะไม่ทำอะไรเลย จังหวะแห่งเต๋าตามธรรมชาติก็จะแผ่ออกมาจากตัวนางเอง
ดูเหมือนว่าพอกลับสำนักไป คงต้องเคี่ยวเข็ญพวกศิษย์ตัวแสบให้หนักกว่าเดิมเสียแล้ว
เจินฉีย่อมไม่รู้ตัวเลยว่า เพราะนางเป็นเหตุ ทำให้ศิษย์ของแปดสำนักใหญ่กำลังจะโดนจับฝึกโหดเป็นพิเศษ
นางเพียงแค่มองอาจารย์ของตนเพื่อรอคำตอบ
"ไปเถอะ"
เจ้าสำนักวั้นฮวาสงบนิ่ง ไม่ได้มองว่าการกระทำของศิษย์ตนไม่เหมาะสม หากเห็นความทุกข์ยากอยู่ตรงหน้าแล้วยังเมินเฉย สิ่งที่นางพร่ำสอนมาก็คงสูญเปล่า
"เจ้าจะพานางกลับสำนักวั้นฮวาหรือ?"
ด้วยความห่วงใย เจ้าสำนักวั้นฮวาจึงถามย้ำ การนำปุถุชนเข้าสู่วิถีเซียนไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
"ทำไม่ได้หรือเจ้าคะ?"
เจินฉีย้อนถาม ในความทรงจำ เจินฉีกับอาจารย์ผู้นี้มีความสัมพันธ์ที่ดูห่างเหิน อาจารย์ผู้แสนดีของนางจะไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของนาง ต่อให้เจินฉีพาเย่เสวียนซีกลับสำนักจริงๆ เจ้าสำนักก็คงทำเพียงมอบหินปราณให้นางเพิ่ม เพื่อช่วยให้เจินฉีดูแลเย่เสวียนซีได้ดีขึ้น
นางเป็นอาจารย์ แต่ก็เหมือนมารดาที่คอยดูแลเจินฉีอยู่เงียบๆ
"ตกลงตามนั้น สำนักวั้นฮวาของเรารับศิษย์คนนี้"
เมื่อเจ้าสำนักวั้นฮวาเอ่ยปาก เจ้าสำนักคนอื่นๆ ย่อมไม่คัดค้านเรื่องคนรากวิญญาณพิการ ส่วนความเห็นของเย่เสวียนซีนั้น พวกเขาไม่คิดว่าคนที่ดิ้นรนเพียงเพื่อมีชีวิตรอดจะปฏิเสธวาสนาหล่นทับเช่นนี้
รากวิญญาณพิการที่เดิมทีไม่มีแม้คุณสมบัติจะก้าวขึ้นบันไดพันขั้น กลับได้รับการการันตีเข้าสำนักวั้นฮวา นี่นับเป็นโชคลาภมหาศาลสำหรับปุถุชนคนหนึ่ง
การที่เย่เสวียนซีได้เข้าสำนักวั้นฮวาโดยตรงเช่นนี้ เพียงพอที่จะทำให้คนที่รอตรวจสอบรากวิญญาณคนอื่นๆ อิจฉาตาร้อนจนหน้าเขียว นี่มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
หลังจากได้รับอนุญาตจากอาจารย์ เจินฉีก็อุ้มเย่เสวียนซีก้าวขึ้นสู่บันไดพันขั้น
ผู้ที่ผ่านการทดสอบพรสวรรค์และเดินผ่านบันไดพันขั้นจึงจะได้เข้าสู่สำนักเซียน แม้แต่ศิษย์ที่มีรากวิญญาณฟ้าและรากวิญญาณดินก็ต้องผ่านด่านนี้ เพียงแต่พวกเขาได้รับการการันตีเข้าสำนักอยู่แล้ว หากเดินไม่ไหวก็จะมีคนคอยช่วยเหลือ
บันไดพันขั้นเป็นบททดสอบเจตจำนงและจิตใจ สำหรับผู้ที่เดินขึ้นไปได้ย่อมมีแต่ผลดี เจินฉีสามารถเหาะขึ้นยอดเขาได้เลย แต่หากทำเช่นนั้น เย่เสวียนซีก็จะพลาดประสบการณ์นี้ไป
เจินฉีเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้จุ้นจ้านนัก เพียงเพราะเย่เสวียนซีดูน่าสงสารกระนั้นหรือ?