- หน้าแรก
- ระบบทางเลือกเทพเจ้า เปิดฉากพันธสัญญาขุนพลอัสนีไร้เทียมทาน
- บทที่ 17: ต่อให้วรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ก็ยังพ่ายให้กับมีดปังตอ
บทที่ 17: ต่อให้วรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ก็ยังพ่ายให้กับมีดปังตอ
บทที่ 17: ต่อให้วรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ก็ยังพ่ายให้กับมีดปังตอ
บทที่ 17: ต่อให้วรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ก็ยังพ่ายให้กับมีดปังตอ
ลู่เซียงหนานมองดูทั้งสองคนที่กำลังโต้เถียงกันด้วยความมึนตงไปชั่วขณะ ในวินาทีที่หวังเปียวถูกเยี่ยเยี่ยยั่วโมโหจนยอมยื่นศีรษะออกมาให้ฟาด เธอรู้สึกเหมือนโลกทัศน์ของตัวเองกำลังพังทลาย
นี่มันจะไม่เด็กน้อยเกินไปหน่อยหรือไง?!
ลู่เซียงหนานแทบจะร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นเยี่ยเยี่ยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเป้ แล้วหยิบอิฐออกมาจริงๆ หนึ่งก้อน
จะมีใครที่ไหนพกอิฐติดกระเป๋าเป้โดยไม่มีเหตุผลแบบนี้บ้าง?! แถมยังพกมาถึงสองก้อน! แล้วนายแน่ใจจริงๆ ใช่ไหมว่าจะฟาดเขา? นั่นมันไม่เท่ากับการไปเพิ่มระดับโทสะของหวังเปียวให้พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีกหรือ?
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เมื่อมือของเยี่ยเยี่ยพ้นออกมาจากกระเป๋า กำไลที่ข้อมือของเขาก็หายไปแล้ว
เยี่ยเยี่ยดึงอิฐสีแดงเข้มออกมา มันสะท้อนประกายโลหะจางๆ ทว่าหวังเปียวที่กำลังตะโกนด่าทออย่างบ้าคลั่งกลับไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้เลย เยี่ยเยี่ยก้าวเท้าเข้าไปหาหวังเปียวทีละก้าวพร้อมกับถืออิฐไว้ในมือ ในขณะที่หวังเปียอยังคงตะโกนท้าทาย
"มาเลย! เข้ามาเลย!"
เมื่อเยี่ยเยี่ยอยู่ห่างจากหวังเปียวเพียงสามเมตร
"อิ่ง ผสานวิญญาณ"
นี่คือทักษะที่อิ่งเพิ่งได้รับมา ผลของมันคือการยอมให้อิ่งเข้าผสานร่างกับเยี่ยเยี่ยเป็นการชั่วคราว ในช่วงเวลานี้ เยี่ยเยี่ยจะได้รับพลังทั้งหมดของอิ่งมาสืบทอด รวมถึงทักษะต่างๆ ด้วย!
ทันใดนั้น ประกายสายฟ้าก็วาบขึ้นในดวงตาของเยี่ยเยี่ย แววตาของเขาเย็นเยียบลง พร้อมกับมีกระแสไฟฟ้าจางๆ วิ่งพล่านไปตามร่างกายอย่างไม่เป็นระเบียบ
"หือ?" หวังเปียวสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างทันที และกำลังจะเรียกภูตพันธสัญญาของตนออกมา
"สายไปแล้ว!"
เหตุผลที่เยี่ยเยี่ยเลือกใช้การผสานวิญญาณ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หวังเปียวไหวตัวทันหากอิ่งปรากฏกายออกมา และในระยะเพียงสามเมตรนี้ หวังเปียวไม่มีทางตอบโต้ได้ทันอีกต่อไป!
ร่างของเยี่ยเยี่ยเลือนหายไปในพริบตา ก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของหวังเปียว ก้าวข้ามระยะสามเมตรนั้นไปในชั่วอึดใจ อิฐในมือถูกเหวี่ยงเข้าใส่ท้ายทอยของหวังเปียวอย่างสุดแรงจนเกิดเสียงแหวกอากาศ
ธาตุสายฟ้าสีม่วงห่อหุ้มก้อนอิฐไว้อย่างหนาแน่น เยี่ยเยี่ยผู้เจ้าเล่ห์ได้เรียนรู้บทเรียนจากครั้งก่อน ครั้งนี้เขาจงใจเอียงมุมอิฐ เพื่อใช้ขอบคมของมันสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดเข้าที่จุดตาย!
"ตายซะ!"
เยี่ยเยี่ยคำรามลั่น ก่อนที่หวังเปียวจะทันได้ตั้งตัว ความเจ็บปวดเสียดแทงก็พุ่งพล่านจากท้ายทอยเข้าสู่สมอง และในวินาทีต่อมาเขาก็สิ้นสติล้มฟุบลงไปทันที
ลู่เซียงหนานจ้องมองเยี่ยเยี่ยตาค้าง หยดเลือดสีแดงสดหยดลงสู่พื้นจากอิฐในมือขวาของเด็กหนุ่ม เธอถึงกับได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบเมื่อครู่นี้ด้วยซ้ำ
เยี่ยเยี่ยคลายสภาวะผสานวิญญาณ ด้วยระดับของอิ่งในตอนนี้ เขาสามารถคงสภาพนี้ไว้ได้เพียงสิบวินาทีเท่านั้น หลังจากคลายพลัง ใบหน้าของเยี่ยเยี่ยก็ซีดเผือด เขาหอบหายใจอย่างหนักด้วยความเหนื่อยล้าจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง แต่เมื่อมองดูหวังเปียวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เยี่ยเยี่ยก็เริ่มมีสีหน้าลนลาน
"ซวยแล้ว... เขาคงไม่ตายใช่ไหมเนี่ย??"
ลู่เซียงหนานช็อกจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นเยี่ยเยี่ยที่เพิ่งจะลงมืออย่างโหดเหี้ยมกลับมาลนลาน คอยเอามือไปจับชีพจรและอังจมูกของหวังเปียวอยู่ตลอดเวลา
นี่น่ะเหรอคือทักษะผสานวิญญาณ? แล้วตอนนี้มาทำเป็นตื่นตูม? เมื่อกี้ตอนลงมือไม่เห็นจะยั้งแรงเลยสักนิด!
เมื่อสัมผัสได้ว่าหวังเปียวยังคงมีลมหายใจ เยี่ยเยี่ยก็หันไปหาลู่เซียงหนานอย่างร้อนรน
"หัวหน้าห้อง รีบโทรแจ้งตำรวจเร็วเข้า เธอต้องเป็นพยานให้ฉันนะ! ถ้าเขาตายขึ้นมา ฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าเขานะ!"
ลู่เซียงหนาน: ...
ไม่นานนัก หน่วยบังคับกฎของตลาดมืดก็เดินทางมาถึง ในความเป็นจริง ลู่เซียงหนานได้แอบโทรแจ้งความไว้ตั้งแต่ตอนที่หวังเปียวปรากฏตัวออกมาแล้ว
"เธอหมายความว่า... เธอฟาดเขาจนหมอบแบบนี้ด้วยอิฐเนี่ยนะ???"
หวังเล่อเบิกตากว้าง ตั้งแต่เป็นหัวหน้าหน่วยบังคับกฎมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอะไรแบบนี้ อาชญากรตัวฉกาจที่เป็นที่ต้องการตัว ผู้ใช้อสูรระดับเงินที่มีภูตพันธสัญญาระดับเงินถึงสองตน ผู้มีฉายาในยุทธจักรว่า "ซางเปียว" กลับถูกนักเรียนมัธยมที่เพิ่งจะปลุกพลังได้ไม่นาน ใช้ก้อนอิฐฟาดจนอยู่ในอาการโคม่า?
หลังจากเจ้าหน้าที่มาถึง หวังเปียวที่นอนอยู่บนพื้นก็มีลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจะขาดใจ
"เอ่อ... ก็น่าจะใช่ครับ... เขาคงไม่ตายหรอกมั้ง? เมื่อกี้ผมแค่ฟาดไปแรงนิดหน่อยเอง..."
ใบหน้าของหวังเล่อกระตุก แรงนิดหน่อยเนี่ยนะ? สภาพแบบนี้เนี่ยนะ!
"เธอแน่ใจนะว่าใช้อิฐ?"
"ครับ อิฐครับ เพียงแต่... วัสดุมันต่างไปนิดหน่อย..."
กำไลที่ข้อมือของเยี่ยเยี่ยเปล่งประกาย แสงวาบผ่านไปปรากฏเป็นอิฐสีแดงเข้มในมือของเขา หวังเล่อมองดูอิฐก้อนนั้นที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่ที่มุม และอดไม่ได้ที่จะมุมปากกระตุก
อุปกรณ์มิติงั้นเหรอ? แล้วเอามาเก็บอิฐเนี่ยนะ?
เยี่ยเยี่ยเองก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย หลังจากที่อิ่งเคยขอร้องไม่สำเร็จในครั้งก่อน ความคิดนี้ก็ฝังรากลึกอยู่ในใจของเยี่ยเยี่ย เขาจึงแอบจ้างวานให้หลานหยุนเซิงช่วยสร้างอิฐก้อนนี้ขึ้นมา โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับดาบถังของอิ่ง เดิมทีเขาตั้งใจจะเซอรไพรส์อิ่ง แต่กลายเป็นว่าเขาได้เป็นคน 'ประเดิม' ใช้งานมันเองเสียก่อน
"คราวหน้าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อีก อย่าบุ่มบ่ามลงมือเอง ให้รีบแจ้งตำรวจทันที"
"รับทราบครับ วันนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ" เยี่ยเยี่ยพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
หวังเล่อมองดูท่าทางเรียบร้อยของเยี่ยเยี่ยแล้วก็ได้แต่ปวดหัว นี่เธอไม่เข้าใจที่ฉันพูดเลยใช่ไหม!
เยี่ยเยี่ยและลู่เซียงหนานติดตามหน่วยบังคับกฎไปยังสำนักงานย่อยของสำนักปราบปรามวิญญาณประจำตลาดมืดเพื่อทำเรื่องสอบปากคำ สิ่งที่น่าตกใจก็คือ หวังเปียวเป็นอาชญากรหลบหนีที่มีค่าหัวสูงถึงสองแสนหยวน!
เยี่ยเยี่ยถึงกับช็อกไปทันที สองแสนหยวน! เมื่อเห็นสายตาของเยี่ยเยี่ยที่เริ่มหลุกหลิกเหมือนกำลังคิดแผนการบางอย่าง หวังเล่อจึงรีบเอ่ยเตือนด้วยความระอา
"อย่าได้คิดอะไรแผลงๆ เชียวล่ะ พวกนี้เป็นอาชญากรใจโหดเหี้ยมและอันตรายมาก วันนี้ที่เขาพลาดท่าก็เพราะเขามีปัญหาด้านสติปัญญา ไม่อย่างนั้นเธอไม่มีทางเข้าใกล้เขาได้ด้วยซ้ำ"
หลังจากรับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากการสอบปากคำ หวังเล่อก็ได้แต่ถอนหายใจให้กับโชคลาภของเยี่ยเยี่ย เพราะเขาเองก็ไม่เคยเจออาชญากรที่ไร้สมองอย่างหวังเปียวมาก่อนเลย เยี่ยเยี่ยที่ถูกมองทะลุปรุโปร่งได้แต่เกาหัวและส่งยิ้มแห้งๆ แก้เขิน
กว่าจะได้ออกจากตลาดมืดก็เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว พ่อแม่ของลู่เซียงหนานมารออยู่ก่อนแล้ว รวมถึงพ่อแม่ของเยี่ยเยี่ยที่กำลังยืนคุยกับพ่อแม่ของลู่เซียงหนานอย่างเป็นกันเอง เมื่อเห็นทั้งสองเดินออกมา แม่ของลู่เซียงหนานก็โผเข้ากอดลูกสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ลู่เซียงหนานกอดแม่ของเธอไว้พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลริน
เยี่ยมินมองดูลูกชายที่กำลังยืนยิ้มแป้นด้วยความฉุนเฉียว "กลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่ พ่อจะจัดการแกให้เข็ด!"
ส่วนหนิงเซียงถงกลับมองลูกชายด้วยสายตาชื่นชม ลูกชายของเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แถมยังรู้จักสวมบทวีรบุรุษช่วยสาวงามเสียด้วย
ในขณะนั้นเอง ลู่เฟิง พ่อของลู่เซียงหนาน ได้ก้มศีรษะขอบคุณเยี่ยเยี่ย เพราะจากที่ฟังจากหวังเล่อ พวกเขาได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมดแล้ว เมื่อเห็นลู่เฟิงก้มหัวให้ เยี่ยเยี่ยก็รีบเบี่ยงตัวหลบด้วยความตกใจ
"ขอบใจเธอมากนะ ถ้าไม่ได้เธอในวันนี้ พ่อก็ไม่รู้ว่า..."
"คุณอาเกรงใจไปแล้วครับ ในฐานะเพื่อนร่วมห้อง เมื่อหัวหน้าห้องมีอันตราย ผมจะนิ่งดูดายได้ยังไง อีกอย่างปกติหัวหน้าห้องก็ช่วยผมไว้ตั้งหลายเรื่อง" เยี่ยเยี่ยพูดออกมาจากใจจริง เพราะตอนที่เขาถูกหวังเซียงตงท้าทาย ลู่เซียงหนานเป็นคนแรกในห้องที่พูดปกป้องเขา
"ไม่ต้องกังวล เรื่องแบบนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก" ประกายเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของลู่เฟิง เขาไม่คิดเลยว่าคู่แข่งทางธุรกิจจะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้
หลังจากปฏิเสธคำชวนรับประทานอาหารค่ำของลู่เฟิง เยี่ยเยี่ยก็เดินตามพ่อแม่กลับบ้าน ก่อนจากกัน ลู่เฟิงแอบกระซิบกับเยี่ยเยี่ยว่า หากมีเรื่องอะไรให้ช่วยในภายภาคหน้า ให้ไปหาเขาได้ทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน เยี่ยมินทั้งรู้สึกตกใจและปลาบปลื้มใจไปพร้อมกัน ตกใจเพราะความกลัวและวิตกกังวล นั่นมันอาชญากรเชียวนะ! แถมยังเป็นผู้ใช้อสูรระดับเงินอีกด้วย! แต่ก็ปลาบปลื้มในความยุติธรรมและความรับผิดชอบของลูกชายที่ไม่หนีเอาตัวรอด ทั้งที่มีโอกาสหนีไปคนเดียวได้ทุกเมื่อ
หลังจากบ่นสั่งสอนเยี่ยเยี่ยไปไม่กี่ประโยค เยี่ยมินและหนิงเซียงถงก็หาวหวอดก่อนจะแยกย้ายกลับห้อง การที่ยังรู้สึกง่วงนอนได้หลังจากเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ คงต้องบอกว่านิสัยรักสบายและไม่คิดมากของเยี่ยเยี่ยนั้น ไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ...