- หน้าแรก
- เจ๋อเทียน การหวนคืนและสวนกลับ
- บทที่ 10: มาถึงหมู่บ้านมือใหม่
บทที่ 10: มาถึงหมู่บ้านมือใหม่
บทที่ 10: มาถึงหมู่บ้านมือใหม่
บทที่ 10: มาถึงหมู่บ้านมือใหม่
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวอวิ๋นจื้อ ทุกคนต่างรู้สึกยินดีปรีดา ฝีเท้าที่เคยก้าวเดินอย่างหนักอึ้งกลับเบาสบายขึ้น เร่งรีบมุ่งหน้าต่อไปอย่างมีความหวัง
หลังจากเดินทางต่อได้ไม่นาน กลุ่มคนก็มองเห็นกลุ่มพระราชวังเรียงรายสุดลูกหูลูกตาในระยะไกล ดูราวกับตำหนักเซียนที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกจางๆ
"นั่นมันอะไรกัน? ดูเหมือนดินแดนแห่งเซียนเลย" โจวอี้กล่าว ดวงตาของเขาเหม่อลอยคล้ายยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
หลิวอวิ๋นจื้อกล่าวเสริมว่า "ในเมื่อพวกเราถูกส่งตัวมาจากโลกมนุษย์ ย่อมต้องมีผู้ที่เคยลองทำเช่นนี้มาก่อน เขาไท่ซานคือสถานที่ที่สามราชาห้าจักรพรรดิในอดีตใช้ประกอบพิธีบวงสรวงฟ้าดิน (พิธีเฟิงซาน) บางทีพวกเขาอาจล่วงรู้ความลับของเขาไท่ซาน หรือกระทั่งเคยเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ นี่อาจเป็นดินแดนที่พวกเขาบรรลุความเป็นเซียนและมรรคาผลก็เป็นได้"
แม้หลิวอวิ๋นจื้อเองจะไม่เชื่อคำพูดของตัวเองเลยสักนิด แต่คนอื่นๆ ในที่นี้หารู้ไม่ หลังจากผ่านพ้นความยากลำบากมามากมาย ในที่สุดก็ได้เห็นแสงแห่งความหวัง พวกเขาย่อมตื่นเต้นดีใจและรีบเร่งฝีเท้าตรงไปยังตำหนักเซียนแห่งนั้น
ทว่าเดินไปได้ไม่นาน หลิวอวิ๋นจื้อก็รู้สึกว่าร่างกายร้อนผ่าว ราวกับเลือดเนื้อในกายกำลังจะระเหยกลายเป็นไอ
"โอ๊ย! เจ็บปวดเหลือเกิน! ทรมานชะมัด เหมือนตัวจะแห้งตายอยู่แล้ว!" ใครคนหนึ่งล้มฟุบลงไปทันที
ไม่ใช่เพียงคนเดียว คนอื่นๆ ต่างก็ล้มลงกับพื้นทีละคนสองคน
หลิวอวิ๋นจื้อเองก็นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แทรกซึมไปทุกอณูขุมขน สติสัมปชัญญะค่อยๆ พร่าเลือน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลิวอวิ๋นจื้อค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา เขาขยับมือขึ้นมาดูโดยสัญชาตญาณ และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือมือที่เหี่ยวย่นแห้งกร้าน ราวกับมือของคนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบปี
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ต่างกลายสภาพเป็นคุณปู่คุณย่ากันไปหมดแล้ว
ในเวลานี้ คนอื่นๆ เริ่มทยอยฟื้นคืนสติ เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงมไปทั่ว เพราะส่วนใหญ่ต่างพบว่าตนเองแก่ชราลงอย่างน่าใจหาย
ผลลัพธ์เช่นนี้ยากเกินกว่าที่ใครจะยอมรับได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่รูปลักษณ์ภายนอกมีความสำคัญดั่งชีวิต
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางคนที่ไม่แก่ลง เย่ฟ่านและผังปั๋วถึงขั้นย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี รูปลักษณ์ของหลิวอีอีไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนจางจื่อหลิงดูเหมือนจะแก่ขึ้นราวๆ ยี่สิบปี กลายเป็นคุณลุงวัยกลางคน
"ทำไมพวกนายถึงไม่เป็นอะไรเลย!" หลี่ฉางชิงตะโกนก้อง เขาไม่อาจยอมรับได้ที่ตัวเองแก่เฒ่าลงขนาดนี้ ในขณะที่ผังปั๋วคู่อริกลับหนุ่มแน่นขึ้น เขาแทบจะสติแตก
ผังปั๋วเบ้ปาก "ใครจะไปรู้เล่า!"
หลิวอวิ๋นจื้อเฝ้ามองผู้คนร้องไห้และทะเลาะเบาะแว้ง ก่อนจะกล่าวแทรกขึ้นว่า "เอาล่ะ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว! คนที่ไม่แก่ลงล้วนเป็นคนที่กินผลไม้ที่เย่ฟ่านกับผังปั๋วเก็บมา ฉันไม่รู้ว่าเย่ฟ่านกับผังปั๋วกินไปเท่าไหร่ แต่หลิวอีอีกินไปสองผลเลยไม่แก่ ส่วนจางจื่อหลิงแก่ลงบ้างนิดหน่อย"
"เป็นอย่างนี้นี่เองหรือ?" โจวอี้ในร่างชายชรา ฟันฟางเริ่มโยกคลอน แต่สีหน้าของเขาสงบลงแล้ว เขามองไปยังตำหนักในระยะไกลและกล่าวว่า "รีบไปที่นั่นกันเถอะ บางทีเราอาจหาวิธีคืนความหนุ่มสาวได้จากที่นั่น"
หลิวอวิ๋นจื้อเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า "ใช่! ฉันก็คิดว่าเราควรไป ในเมื่อโลกนี้มีเทพเจ้า มีพุทธะ มีปีศาจและภูตผี การจะคืนความหนุ่มสาวคงไม่ใช่เรื่องยากเกินวิสัยหรอก"
"ฉันว่าทัศนคติของนายดีมากเลยนะ เข้มแข็งกว่าตอนเรียนเยอะเลย" หวังจื่อเหวินเดินเข้ามาทัก
หลิวอวิ๋นจื้อยักไหล่ "ไม่กี่ปีมานี้ฉันผ่านอะไรมาเยอะ คนเราย่อมต้องเติบโต! ฉันไม่รู้ว่าพวกนายคิดยังไง แต่ในเมื่อมีวาสนาได้เห็นปาฏิหาริย์มากมายขนาดนี้ ฉันก็นับว่าโชคดีกว่าคนธรรมดานับไม่ถ้วนแล้ว จะให้มายอมแพ้แค่นี้ได้ยังไง!"
โจวอี้กล่าว "ไปกันเถอะ ฉันอยากเห็นตำหนักสวรรค์นั่นแล้ว"
คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาต้องการหาวิธีรักษาตัวเองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
เหล่าคนชราในการกลุ่มเริ่มเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เย่ฟ่านจึงช่วยประคองหลี่เสี่ยว ม่านอดีตแฟนสาว ส่วนผังปั๋ว หลิวอีอี และจางจื่อหลิง ต่างก็ช่วยพยุงเพื่อนคนละคน แล้วค่อยๆ เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
หลิวอวิ๋นจื้อรู้สึกว่าร่างกายของเขายังแข็งแรงดี ไม่ต่างจากก่อนที่ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงมากนัก เขาเดินปะปนไปกับฝูงชนมุ่งหน้าสู่ตำหนักสวรรค์
ทว่า ไม่ว่าจะเดินไปไกลแค่ไหน พวกเขากลับดูเหมือนไม่เข้าใกล้ตำหนักสวรรค์นั้นเลยสักนิด
"อย่าบอกนะว่าเป็นภาพลวงตา?"
"ขอร้องล่ะ อย่าเป็นแบบนั้น! ที่นี่ไม่ใช่ทะเลทรายนะ!"
"แต่ดูยังไงก็ไม่ชอบมาพากล!"
เพื่อนร่วมชั้นรอบกายที่แก่ตัวลงเริ่มเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว และความอดทนเริ่มต่ำลงเรื่อยๆ
"ต่อให้เป็นภาพลวงตา เราก็ต้องเดินหน้าต่อ อย่างน้อยต้องหาที่มีคนอยู่ให้เจอ!" หลิวอวิ๋นจื้อคอยให้กำลังใจทุกคน
และในขณะนั้นเอง แสงรุ้งสายหนึ่งก็พาดผ่านท้องฟ้ามาจากระยะไกล เผยให้เห็นร่างร่างหนึ่ง
นั่นคือแม่นางน้อยผู้เลอโฉม ราวกับเทพธิดาหรือภูตพราย อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี กลิ่นอายบริสุทธิ์เหนือโลกีย์ สะกดทุกสายตาให้จับจ้อง
"แม่นางเซียน พวกเราหลงทางเข้ามาที่นี่ ท่านช่วยพาพวกเราออกไปได้หรือไม่? พวกเราแก่เฒ่ากันหมดแล้ว!" หลิวอวิ๋นจื้อมองอีกฝ่ายเพียงแวบเดียวก็ตั้งสติได้และเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
เทพธิดาผู้นั้นเอ่ยถาม "พวกเจ้ามาจากข้างในนั้นหรือ?"
หลิวอวิ๋นจื้อพยักหน้า "ใช่!"
"เดิมทีพวกเจ้าอายุเท่านี้หรือ?" เทพธิดาหันไปถามเย่ฟ่านและผังปั๋ว
หลิวอวิ๋นจื้อเข้าใจในทันที เมื่อเทียบกับเขาและคนอื่นๆ ที่แก่ชรา เย่ฟ่านและผังปั๋วที่กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มหลังจากกินผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ย่อมดึงดูดความสนใจมากกว่า เขาจึงเงียบเสียงลงทันที
เมื่อมาถึงดาวเป่ยโต่วและรอดพ้นจากอันตรายแล้ว เขาก็หมดหน้าที่ในการนำกลุ่ม จากนี้ไปทุกคนต้องพึ่งวาสนาของตนเอง
หลังจากซักถามจนได้ความกระจ่าง เทพธิดาผู้นั้นก็พากลุ่มคนทั้งหมดขึ้นสู่สะพานสายรุ้งและเหาะเหินออกจาก 'แดนต้องห้ามโบราณกาล'
ในเวลานี้ หลิวอวิ๋นจื้อสงบปากสงบคำ คอยฟังบทสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมชั้นกับเทพธิดา และจดจำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้อย่างแม่นยำ
ตำหนักเซียนที่พวกเขาเห็นนั้น มีเพียงผู้ที่เดินออกมาจากแดนต้องห้ามโบราณกาลเท่านั้นที่จะมองเห็น แต่ยากนักที่จะไปถึง และแดนต้องห้ามนั้นอันตรายยิ่งชีพ ผู้ที่เข้าไปส่วนใหญ่มักเอาชีวิตไปทิ้ง
ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว...
ทิวทัศน์เบื้องล่างหมุนวนอย่างรวดเร็ว แสงรุ้งเหาะเหินดุจสายฟ้าฟาด เพียงไม่นานก็มาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว
"เว่ยเว่ยกลับมาแล้ว!" ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นเดินเข้ามา ทั้งหมดล้วนเป็นชายชรา
จากนั้น หลิวอวิ๋นจื้อก็มองดูเทพธิดาที่ชื่อ 'เว่ยเว่ย' อธิบายสถานการณ์ของพวกหลิวอวิ๋นจื้อให้ฟัง
"เยี่ยมมาก ล้วนเป็นต้นกล้าชั้นดีที่ได้กระตุ้น 'ทะเลทุกข์' ในกายแล้วทั้งสิ้น" เหล่าชายชราต่างดีใจยกใหญ่ จากนั้นก็ตามมาด้วยการซักถามอีกยกหนึ่ง
หลิวอวิ๋นจื้อเฝ้ามองทุกคนช่วยกันแต่งเรื่องหลอกเหล่าชายชรา โดยที่ตนเองยังคงนิ่งเงียบ
ในขณะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรอีกกว่าสิบคนก็เดินทางมาถึง
เมื่อเห็นต้นกล้าชั้นดีอย่างกลุ่มของหลิวอวิ๋นจื้อ พวกเขาก็กรูกันเข้ามาแย่งชิงตัว
จากการฟังมาสักพัก หลิวอวิ๋นจื้อก็รู้แล้วว่าคนเหล่านี้คือผู้บำเพ็ญเพียรจาก 'หกถ้ำสวรรค์ใหญ่' แห่งแคว้นเยี่ยน
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร กำปั้นคือสัจธรรม ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มประลองฝีมือกัน
เมื่อได้เห็นยอดฝีมือเหาะเหินเดินอากาศและเสกสมบัติวิเศษออกมาต่อสู้กันกลางเวหา เพื่อนร่วมชั้นหลายคนต่างตกตะลึงจนตาค้าง
หลังการประลองสิ้นสุดลง 'ถ้ำสวรรค์หลิงซวี' เป็นฝ่ายชนะ และเว่ยเว่ยซึ่งอายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็แสดงความแข็งแกร่งออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการจัดสรรคน ในบรรดาสิบหกคน ยกเว้นเย่ฟ่านที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น 'กายาสักดิ์สิทธิ์บรรพกาล' ซึ่งไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ แต่ละถ้ำสวรรค์จากทั้งหกแห่งได้เลือกคนไปแห่งละสองถึงสามคน
หลิวอวิ๋นจื้อถูกเลือกโดย 'ถ้ำสวรรค์จินเสีย' และโจวอี้ก็ถูกเลือกไปด้วยกัน
หลิวอวิ๋นจื้อและโจวอี้สบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะนิ่งเงียบต่อไป สำหรับพวกเขาแล้ว จะไปถ้ำสวรรค์ไหนในหกแห่งนี้ก็มีค่าเท่ากัน
"ถ้าเย่ฟ่านไม่ไป ข้าก็จะไม่เข้าถ้ำสวรรค์หลิงซวี" ผังปั๋วประกาศก้องด้วยความรักเพื่อนเมื่อเห็นว่าเย่ฟ่านไม่ถูกเลือก
ผังปั๋วยืนกรานเสียงแข็ง และคนของถ้ำสวรรค์หลิงซวีก็ยินดีที่จะรับข้อเสนอ ผังปั๋วได้กินผลไม้ศักดิ์สิทธิ์และย้อนวัยกลับเป็นเด็ก อนาคตย่อมไกลไร้ขีดจำกัด เป็นที่หมายปองอย่างยิ่ง ดังนั้นการรับคนเพิ่มอีกสักคนย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่
ทว่า เย่ฟ่านกลับปฏิเสธ เขาไม่ต้องการเข้าร่วมเป็นศิษย์ของหกถ้ำสวรรค์ใหญ่ แต่ขอเลือกเป็นเพียงแขกอาศัยพักพิงเท่านั้น
ผังปั๋วจำใจยอมรับแผนนี้ และทุกคนก็เริ่มร่ำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์
หลิวอวิ๋นจื้อเองก็กล่าวลาทุกคน การจากลาครั้งนี้ สำหรับบางคนอาจเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ แม้เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรจะเป็นหนทางสู่สวรรค์ แต่มันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
สองวันต่อมา ก็เดินทางมาถึงถ้ำสวรรค์จินเสีย
ที่นี่คือขุนเขาเซียนอันเงียบสงบ ปกคลุมด้วยเมฆหมอก มีศาลาเก๋งจีนและสายน้ำไหลริน เป็นแดนสมบัติสำหรับการบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
หลิวอวิ๋นจื้อถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในที่สุดเขาก็มาถึง 'หมู่บ้านมือใหม่' ได้อย่างปลอดภัยเสียที ไม่ง่ายเลยจริงๆ!