- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าขอมีมิติและสามีเป็นทหาร
- บทที่ 25: มาดูกันว่าใครจะมีฝีมือเหนือกว่า
บทที่ 25: มาดูกันว่าใครจะมีฝีมือเหนือกว่า
บทที่ 25: มาดูกันว่าใครจะมีฝีมือเหนือกว่า
บทที่ 25: มาดูกันว่าใครจะมีฝีมือเหนือกว่า
เธอลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู เห็นครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกของฉินกั๋วจู้ยืนอยู่ด้านนอก ฉินซูเยว่รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเบี่ยงตัวเชิญพวกเขาเข้ามา
เธอปิดประตู จัดที่นอนให้เรียบร้อย ก่อนจะบอกให้ฉินกั๋วจู้วางลูกชายลง จากนั้นเธอก็ยื่นมือไปจับชีพจรเด็กน้อย และตรวจดูตามร่างกายเผื่อว่าจะมีบาดแผลภายนอกอื่นๆ
เมื่อตรวจเสร็จ เธอจึงหันไปถามว่า "หมอที่อนามัยว่ายังไงบ้างคะ?"
"กระดูกไม่ได้หัก มีแค่แผลถลอกนิดหน่อย เขาให้ยามาทาแผล แต่ฟู่เกินซึมไปเลยตั้งแต่วันนั้น กินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด ผมกับแม่เด็กปรึกษากันว่าถ้ายังไม่ดีขึ้น... คงต้องพาไปโรงพยาบาล"
"อวัยวะภายในบอบช้ำค่ะ โชคดีที่ไม่ฉีกขาด ไม่งั้นคงอันตรายถึงชีวิต"
"หา? นี่... แค่ล้มกระแทก อวัยวะภายในช้ำเลยเหรอ?"
"ร่างกายเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่หรอกค่ะ อีกอย่างตอนกลิ้งไปกลิ้งมา เราก็ไม่รู้ว่าไปกระแทกโดนอะไรตรงไหนบ้าง"
"แล้ว... จะรักษายังไง?"
"หนูจะฝังเข็มปรับสมดุลให้ก่อน อีกวันสองวันหนูจะเข้าเมืองไปจัดยาจีนมาให้ต้มกิน แต่ลุงต้องออกค่ายาเองนะคะ"
ไม่ใช่ว่าฉินซูเยว่ใจดีอะไรนักหนา แต่ร้านยาแห่งนั้นตั้งอยู่ในจุดที่หายาก ถ้าไม่ใช่คนในพื้นที่จริงๆ ก็คงหาไม่เจอ
"ลุงจ่ายเอง ลุงจ่ายเอง จะเท่าไหร่ลุงก็ยอม"
"ตกลงค่ะ งั้นหนูจะเริ่มรักษาเลยนะ คืนนี้แกอาจจะเจ็บหน่อยตอนนอน แต่นั่นคือสัญญาณว่าอวัยวะภายในกำลังฟื้นตัว ไม่ต้องกังวลนะคะ แกอาจจะงอแงบ้าง"
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร งอแงก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้หายดีก็พอ"
"ใช่จ้ะ ใช่ แม่ก็ว่าอย่างนั้น"
ฉินซูเยว่ไม่รอช้า หยิบเข็มเงินออกมาแล้วฝังลงไปตามจุดชีพจรต่างๆ ยี่สิบนาทีผ่านไป เด็กน้อยก็ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งเข้ามา
"พากลับไปพักผ่อนให้เยอะๆ อีกสองวันค่อยมารับยา"
"ขอบใจมากนะซูเยว่" คำขอบคุณของฉินกั๋วจู้เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
"ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ จ่ายเงินมาก็พอ อย่าเอาความรู้สึกมาปนเลย เดี๋ยวหนูจะจนกรอบเอา"
"..."
ฉินกั๋วจู้ส่งสัญญาณให้ติงเหมิ่งจ่ายค่ารักษา แล้วรีบอุ้มลูกชายเดินจ้ำอ้าวจากไป
เมื่อปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย ฉินซูเยว่เหลือบมองนาฬิกา เห็นว่าดึกมากแล้วจึงดับเทียนและเข้านอนทันที
เจ็ดโมงเช้า
หลังจากฝึกฝนร่างกายมาสักระยะ ตอนนี้ฉินซูเยว่สามารถแบกน้ำหนักวิ่งได้ถึงยี่สิบกิโลกรัมแล้ว เธอตั้งใจว่าอีกไม่กี่วันถ้ามีเวลาจะลองฝึกวิชา "จิตวิญญาณจันทรา" ดูสักหน่อย ถือเป็นการทดสอบผลของการฝึกฝนที่ผ่านมาด้วย
ขณะกำลังวิ่งกลับ เสียงซ่าๆ ดังมาจากลำโพงกระจายเสียงของกองผลิต ตามมาด้วยเสียงทุ้มลึกกังวานของหัวหน้ากองผลิตดังกระหึ่มไปทั่วหมู่บ้านเฉาหยาง
"ประกาศ! พี่น้องชาวกองผลิตเฉาหยางทุกท่าน ผมฉินต้าเจียง หัวหน้ากองผลิต ขอให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานตากข้าวเวลาแปดโมงตรง เราจะมีการประชุมสำคัญ ย้ำอีกครั้ง พี่น้องชาวกองผลิตเฉาหยาง..."
คำประกาศของหัวหน้ากองผลิตสร้างความแตกตื่นไปทั่วหมู่บ้าน ปกติลำโพงนี้แทบไม่เคยเปิดใช้งาน ถ้าเปิดทีไรก็มีแค่สองอย่าง ไม่ข่าวดีสุดๆ ก็ข่าวร้ายสุดๆ
ฉินซูเยว่รู้ดีว่าการประชุมครั้งนี้คือเรื่องอะไร เธอรีบวิ่งกลับบ้าน กินอาหารเช้า แล้วลากฉินเจิ้งเจี๋ยไปที่ลานตากข้าว หวังจะจับจองที่นั่งดีๆ เพื่อรอดูสภาพอันน่าสมเพชของหลินเนี่ยน
พอไปถึงก็พบว่าเธอไม่ได้คิดแบบนี้คนเดียว เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ จนเจอคนคุ้นหน้า จึงรีบพาพี่ชายเบียดฝูงชนเข้าไปหาป้าเกาทันที
"ป้าคะ มาเช้าเชียว"
"อ้าว ซูเยว่ เจิ้งเจี๋ย พวกเธอก็มาไม่สายเหมือนกันนี่"
ฉินเจิ้งเจี๋ยทักทายป้าเกา แล้วปลีกตัวไปคุยกับลูกชายสองคนของแก
"ป้าคะ หนูว่าจะไปหาป้าหลังเลิกประชุมพอดีเลย"
"ป้าก็ว่าจะไปหาหนูเหมือนกัน ได้ข่าวว่าแยกบ้านกับบ้านฉินแล้วเหรอ? แยกกันแล้วก็อย่าไปอยู่รวมกันอีกเลย ย้ายมาอยู่กับป้าดีกว่า"
"หนูก็ตั้งใจแบบนั้นค่ะ แต่คงรบกวนป้าไม่นาน หนูกับพี่ชายกะว่าจะไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กข้างๆ บ้านตระกูลฉินน่ะค่ะ"
"เรือนคนใช้เก่าของเศรษฐีเฉินน่ะเหรอ? มันไม่เล็กไปหน่อยหรือ?"
"ไม่เล็กหรอกค่ะ พี่ชายหนูไม่ได้กลับมาบ่อยๆ ครั้งนี้ที่อยู่นานเพราะลาราชการมาบอกว่าจะสร้างบ้าน เลยได้ลาเพิ่มอีกครึ่งเดือน"
"แล้วทำไมไม่ล้มเลิกความคิดนั้นซะล่ะ? อยู่บ้านป้าก็ดีอยู่แล้วนี่นา?"
"ป้าคะ รังทองรังเงินก็ไม่สู้รังหมาของเราเองหรอก จริงไหมคะ? ป้าอย่าห้ามหนูเลยนะ"
"ปากคอเรานี่นะ เอาเถอะ แต่ก่อนจะซ่อมบ้านเสร็จ หนูต้องมาอยู่บ้านป้า ห้ามไปที่อื่นเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
"หนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวคงต้องรบกวนป้าช่วยขนของหน่อยนะคะ"
"ได้เลย ไม่มีปัญหา"
ทั้งสองจับมือกันคุยอย่างออกรส
แปดโมงตรง ฉินต้าเจียง หัวหน้ากองผลิต พร้อมด้วยคณะกรรมการกองผลิตหลายคน เดินขึ้นไปบนเวทีชั่วคราวกลางลานตากข้าว เขากวาดสายตามองฝูงชนเบื้องล่าง แล้วยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้เงียบ
"เงียบหน่อย เงียบหน่อย วันนี้ที่รบกวนเวลาทำมาหากินของทุกคน เพราะเรามีเรื่องสำคัญต้องแจ้ง นั่นคือการประณามพฤติกรรมปฏิกิริยาและแนวคิดนายทุนของสหายหลินเนี่ยน! ในฐานะปัญญาชนจากในเมือง สหายหลินเนี่ยนไม่เพียงแต่ไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างในการตอบสนองนโยบายสร้างชาติ แต่ยังสร้างความเดือดร้อนทั้งกายและใจให้กับสมาชิกในกองผลิตของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ผมจะตักเตือนสั่งสอนแล้ว เธอก็ยังไม่สำนึกผิด ซ้ำร้ายเมื่อวานยังบังอาจพาพวกเรดการ์ดเข้ามาก่อความวุ่นวายในกองผลิตเฉาหยางของเราอีก..."
ทันทีที่หัวหน้ากองผลิตเอ่ยชื่อ "เรดการ์ด" ความรู้สึกของชาวบ้านก็ติดลบทันที ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไม่เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์ แต่ยังเคยเห็นพฤติกรรมของพวกเรดการ์ดกับตาตัวเอง ดังนั้นใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพวกนี้ ย่อมถูกมองด้วยสายตาเป็นศัตรู
"หัวหน้า พูดถูกแล้ว! สหายที่มีความคิดแบบนี้ต้องถูกดัดสันดานให้เข็ดหลาบ!"
"ใช่! เป็นปัญญาชนมาอยู่ที่นี่ แต่กลับชักศึกเข้าบ้าน พาพวกเรดการ์ดมาป่วน ความคิดความอ่านมันใช้ไม่ได้จริงๆ!"
บรรยากาศระหว่างกลุ่มปัญญาชนกับชาวบ้านที่เคยดีต่อกันพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที ทำเอาปัญญาชนทั้งเก่าและใหม่ในบ้านพักปัญญาชนหน้าเขียวหน้าเหลืองด้วยความโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเถียงไม่ออก
พวกเลือดร้อนบางคนที่เตรียมผักเน่าและไข่เน่ามาล่วงหน้าเริ่มขยับไม้ขยับมือ หัวหน้ากองผลิตไม่ทำให้ผิดหวัง เขาโบกมือเรียกหน่วยรักษาความปลอดภัยให้นำตัวหลินเนี่ยนที่ถูกมัดมือมัดเท้าออกมา
หลินเนี่ยนยืนอยู่บนเวที เอามือปิดหน้าพยายามจะถอยหนีไปด้านหลัง แต่สู้แรงเจ้าหน้าที่ไม่ไหว จึงถูกกดตัวไว้แน่น
"พวกคุณ... พวกคุณทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ ทำไม่ได้นะ!"
"ทำไมจะไม่ได้? เธอวิเศษวิโสมาจากไหน? พี่น้องครับ นังปัญญาชนหลินคนนี้ยังไม่ทิ้งนิสัยนายทุน! ปาเลย! ปามันเข้าไป!"
สิ้นเสียงคำสั่ง เศษผักเน่าและไข่เน่าก็ปลิวว่อนเข้าใส่หลินเนี่ยนราวกับห่าฝน หลินเนี่ยนได้แต่ยกมือปิดหน้า ขดตัวงอ ร้องโวยวายซ้ำๆ ว่า 'ทำแบบนี้ไม่ได้นะ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ'
ฉินซูเยว่ยืนกอดอกดูฉากนี้อยู่ด้านล่างพร้อมแค่นเสียงหัวเราะ
คิดว่าตัวเองยังเป็นหลินเนี่ยนผู้เจิดจรัสและทรงอิทธิพลเหมือนในชาติที่แล้วอยู่หรือไง?
ในชาตินี้... การเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้... เธอจะทำให้หลินเนี่ยนได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างสาสม
ฉินซูเยว่หันไปมอง "ไล่จื่อหวาง" ในฝูงชน
เขาขบกรามแน่น แววตาเย็นยะเยือก จ้องมองหลินเนี่ยนที่ตัวสั่นงันงกอยู่บนเวที
เธอหวังว่าไล่จื่อหวางจะทำงานได้เรื่องหน่อยนะ ไม่งั้นเธอคงต้องลงมือเอง ซึ่งมันคงจะสกปรกมือน่าดู
การประชุมประณามจบลง สภาพของหลินเนี่ยนดูไม่ได้เลยสักนิด ผมเผ้ายุ่งเหยิง ท่าทางเหมือนคนสติแตก ก่อนจะถูกพาลงจากเวที สายตาของหลินเนี่ยนก็พุ่งตรงมาที่ฉินซูเยว่พอดี
เธอมองฉินซูเยว่ด้วยความเคียดแค้น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับอยากจะฉีกเนื้อเธอกิน
ฉินซูเยว่เลิกคิ้วขึ้น ส่งยิ้มที่มีความนัยกลับไปให้
แค้นแล้วเหรอ? ดูเหมือนว่าหลินเนี่ยนผู้ยังอ่อนหัดจะยังเก็บอาการไม่เก่งพอนะ ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องวัดกันหน่อยแล้วว่า... ใครจะมีฝีมือเหนือกว่ากัน