- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าขอมีมิติและสามีเป็นทหาร
- บทที่ 10 หลินเนี่ยนถูกจับได้ที่คอกวัว
บทที่ 10 หลินเนี่ยนถูกจับได้ที่คอกวัว
บทที่ 10 หลินเนี่ยนถูกจับได้ที่คอกวัว
บทที่ 10 หลินเนี่ยนถูกจับได้ที่คอกวัว
ทั้งห้าคนต่างง่วนอยู่กับหน้าที่ของตน ความเงียบที่ปกคลุมไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด
เมื่อตะแกรงใส่สมุนไพรเต็ม ฉินซูเยว่ก็พาคุณลุงเกาไปที่ลำธารเพื่อล้างทำความสะอาด
"ลุงเกาคะ รากตรงนี้ห้ามให้ขาดเด็ดขาดนะคะ ล้างยากหน่อย แต่สรรพคุณทางยาอยู่ตรงนี้ ราคามันสูงค่ะ"
"ได้ ลุงเข้าใจแล้ว"
หลังจากสังเกตวิธีการจัดการของลุงเกาอยู่ครู่หนึ่ง ฉินซูเยว่ก็วางใจ เดิมทีคนเหล่านี้ล้วนเป็นปัญญาชน สิ่งที่พวกเขามีเหลือเฟือคือความอดทน ความกังวลของเธอจึงดูจะเป็นเรื่องเกินความจำเป็น
สมุนไพรที่ล้างสะอาดแล้วถูกนำมาผึ่งบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ก่อนจะย้ายไปตากแดดบนตะแกรงอีกใบ
แม้การพาชายชราทั้งสามขึ้นเขามาในวันนี้จะมีจุดประสงค์เพื่อขัดขวางแผนการของหลินเนี่ยน แต่ความคิดเรื่องเก็บสมุนไพรนี้เธอมีอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่ขยับเวลาให้เร็วขึ้นเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ณ คอกวัวตีนเขา... หัวใจของฉินต้าเจียงร้อนรุ่มดั่งถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ เขากลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับคนบนเขา และยิ่งกลัวว่าการหายตัวไปของคนในคอกวัวจะไปสะดุดตาใครเข้าจนเกิดความสงสัย
เพราะภูมิหลังของคนกลุ่มนี้ไม่สู้ดีนัก ความเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียวอาจพัวพันไปถึงปัญหาหลายระดับ
งานนี้มีแต่ต้องสำเร็จ ห้ามล้มเหลว... ด้วยความกังวล ฉินต้าเจียงจึงเดินไขว้หลังมุ่งหน้าไปทางคอกวัว
ยังไม่ทันเดินไปถึง เขาก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน ฝีเท้าจึงเร่งเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติจนรองเท้าผ้าใบแทบจะหลุดกระเด็น
"เหล่าเกา เหล่าอู๋ เหล่าหู อยู่กันไหมคะ? ฉันชื่อหลินเนี่ยน เป็นยุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่ ฉันมีเรื่องอยากจะถามหน่อยค่ะ พอจะเข้าไปได้ไหมคะ?"
ฉินต้าเจียงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ยุวปัญญาชนหลินมาจากทางใต้ไม่ใช่เหรอ? สหายเก่าแก่ทั้งสามคนนี้อยู่ที่นี่มาสิบปีแล้ว ดูจากอายุอานามไม่น่าจะรู้จักกันได้... เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉินต้าเจียงก็จัดให้หลินเนี่ยนอยู่ในรายชื่อบุคคลอันตรายทันที
"ยุวปัญญาชนหลิน ไม่รู้หรือไงว่าคอกวัวเป็นเขตหวงห้าม? ไม่ตั้งใจทำงานทำการ วิ่งมาทำอะไรแถวนี้?"
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันทำให้หลินเนี่ยนสะดุ้งโหยง รีบหันขวับไปมองหัวหน้ากองพลด้วยความตื่นตระหนก สายตาลอกแลกไปมา "ฉัน... ฉันแค่... เดินผ่านมาค่ะ..."
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณควรจะมา จำสถานะและจุดประสงค์ในการลงสู่ชนบทของคุณไว้ให้ดี ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่รอยด่างพร้อยในประวัติ เข้าใจไหม?"
"ค่ะๆ เข้าใจแล้วค่ะ"
หลินเนี่ยนรีบจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็ว
ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนรนและอับอาย เธอเสียโอกาสเริ่มก่อนกับหลิวจื้อเจ๋อไปแล้ว ถ้าไม่รีบคว้าตัวตาแก่สามคนนี้ไว้ จะได้กลับเข้าเมืองเมื่อไหร่กัน? ถ้าไม่ได้กลับเข้าเมือง แล้วจะไปเจอคนใหญ่คนโตคนอื่นๆ ได้ยังไง?
ไหนจะจี้หยกของนังตัวดีนั่นอีก
นังนั่นระแวดระวังตัวแจเชียว เป็นความผิดของเจ้าโง่ฉินหงซานแท้ๆ ทำเสียเรื่องไปหมด โอกาสดีๆ พังไม่เป็นท่า เธอต้องหาวิธีอื่นเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ได้
ตัดภาพกลับมาบนเขา... ทั้งห้าคนทำงานกันตลอดช่วงบ่าย สมุนไพรในบริเวณนี้ถูกเก็บไปเกือบหมด ฉินซูเยว่ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเยอะเกินไปในรอบแรก เธอต้องการลองหยั่งเชิงดูก่อน
"น้องเล็ก ดูสิพี่ได้อะไรมา?"
"พี่คะ? ไก่ป่าเหรอ?"
"ใช่แล้ว! ไก่ตัวนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์เชียว พี่กะดูคร่าวๆ น่าจะหนักสักสี่ชั่งได้"
ฉินซูเยว่มุมปากกระตุก มองไก่ตัวอ้วนที่ทำลายภาพจำความอดอยากในหัวของเธอไปสิ้นเชิง
สมกับที่เป็นภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ ขนาดไก่ยังกินดีอยู่ดีขนาดนี้
ชายชราทั้งสามนั่งมองตาละห้อย กลืนน้ำลายลงคอด้วยความหิวโหย
สิบปีแล้ว... สิบปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้ลิ้มรสชาติของเนื้อสัตว์... สหายรุ่นเยาว์สองคนนี้คงกินไม่จุเท่าไหร่กระมัง? บางทีอาจจะเหลือน้ำแกงให้พวกเขาซดบ้าง... ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็เห็นฉินซูเยว่กวักมือเรียกให้สหายอาวุโสทั้งสามมาช่วยกันก่อเตาหินง่ายๆ เธอหยิบมีดปังตอออกมา ให้ฉินเจิ้งเจี๋ยจัดการชำแหละไก่ ส่วนตัวเธอเองอาศัยความทรงจำเดินหาหัวมันป่า ต้นหอมป่า และขิงป่าบนเขา นำมาตุ๋นรวมกับไก่ จากนั้นหยิบแป้งสาลีและแป้งข้าวโพดออกมาผสมกัน เตรียมทำแป้งจี่นาบกระทะ
ไม่นานนัก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยฟุ้งออกมา ทำให้ชายชราทั้งสามได้สัมผัสกับคำว่า 'ใจจะขาด' เป็นครั้งแรก
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ลุงเกาขยับเข้าไปใกล้สหายฉินแล้วเอ่ยถาม "สหายฉิน พอจะให้คนแก่พวกนี้ขอดูตำราแพทย์ของคุณหน่อยได้ไหม?"
"ลุงเกาอยากอ่านหนังสือเหรอคะ?"
ลุงเกาอธิบายด้วยสีหน้าขัดเขินเล็กน้อย "คุณก็รู้ว่าพวกเราใช้ชีวิตอยู่ในคอกวัวแบบไหน ไม่ได้จับหนังสือหนังหามาสิบกว่าปีแล้ว วันนี้พอได้สัมผัสกระดาษ หัวใจมันก็คันยุบยิบเหมือนมีหญ้างอก อยากจะขอดูให้ชื่นใจสักหน่อย"
"ตำราแพทย์เล่มนั้นอาจจะไม่เหมาะกับพวกคุณเท่าไหร่ แต่ฉันเอาหนังสือเล่มอื่นติดมาด้วย ลองอ่านดูสิคะ"
ฉินซูเยว่หยิบหนังสือสามเล่มออกมาจากกระเป๋าเป้ เล่มหนึ่งคือ 'วิถีข้าราชการ' เล่มหนึ่งเป็นบทวิเคราะห์พันธุศาสตร์ และอีกเล่มคือรวมบทความเรียงความ
"นี่มัน... นี่มัน..."
ลุงเกามองหนังสือในมือด้วยความตกตะลึง สายตาที่มองไปยังฉินซูเยว่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
สหายตัวน้อยคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่? หาหนังสือพวกนี้มาได้ยังไง? แถมยังกล้าหยิบออกมาให้พวกเขาอ่าน ไม่กลัวจะโดนจับได้แล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือไง?
"นี่เป็นของสะสมส่วนตัวของฉันค่ะ อยู่ที่บ้านไม่กล้าหยิบมาอ่านแน่ แต่ที่นี่ไม่มีคนนอก อีกอย่าง คนรักหนังสืออย่างพวกคุณ คงไม่ยอมให้หนังสือพวกนี้เสียหายหรอกใช่ไหมคะ?"
ชายชราอีกสองคนเห็นลุงเกาตกใจจนเสียอาการก็นึกสงสัยจึงขยับเข้ามาดู พอเห็นชื่อหนังสือ คราวนี้ถึงตาพวกเขาต้องตกตะลึงบ้าง
หนังสือสามเล่มนี้ตรงกับสายงานเก่าของพวกเขาทั้งสามคนเป๊ะ ถ้าขนาดนี้แล้วยังดูไม่ออกว่าเด็กสาวคนนี้เตรียมการมาล่วงหน้า ก็เสียทีที่ใช้ชีวิตมาจนแก่ปูนนี้
"จุดประสงค์ของคุณคืออะไรกันแน่?" เหล่าหูผู้สุขุมเยือกเย็นที่สุดมองสหายฉินด้วยสายตาลึกล้ำ เอ่ยถามเสียงเคร่งขรึม
"ฉันรู้ว่าสิบปีมานี้พวกคุณต้องเจ็บปวดทรมาน เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจ แต่พอได้เรียนชั้นมัธยมปลายแล้วกลับไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย ฉันก็เฝ้าถามตัวเองว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ครูท่านหนึ่งเคยสอนฉันไว้ว่า 'เมื่อสวรรค์จะมอบภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ใด ย่อมต้องเคี่ยวกรำจิตใจของผู้นั้นให้เจ็บปวด และเคี่ยวเข็ญร่างกายให้เหนื่อยยากเสียก่อน...' ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าประโยคนี้ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่ตายแล้ว แต่มันมีชีวิต ฉันเชื่อมั่นว่าอนาคตของมาตุภูมิจะไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ มันจะต้องพบหนทางใหม่ และเมื่อถึงเวลานั้น ความรู้จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของทุกคน"
ถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยพลังนี้เปรียบดั่งฝนห่าใหญ่ที่รอคอยมานาน ชุบชูจิตใจที่แห้งเหี่ยวของชายชราทั้งสามให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
"ใช่แล้ว ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองเข้มแข็ง ขาดความรู้ไปไม่ได้เด็ดขาด"
"สภาพการณ์ก่อนหน้านี้มันเป็นแบบนั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดของผู้คน เส้นทางนี้จำเป็นต้องเดิน"
"ใช่ๆ พวกเราเคยบอบช้ำมามาก ต้องร่วมแรงร่วมใจสร้างชาติ มีแต่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเท่านั้นที่จะรวบรวมใจคนให้เป็นปึกแผ่น"
"ทั้งสามท่านคะ วันนั้นคงอีกไม่ไกล แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พวกคุณต้องรักษาสุขภาพให้ดีเสียก่อนนะคะ"
เมื่อมองดูชายชราทั้งสามที่ร่างกายผ่ายผอมจนเห็นกระดูก เดินเหินยังเซไปเซมา อย่าว่าแต่พูดถึงอนาคตเลย จะอยู่รอดถึงพรุ่งนี้หรือเปล่ายังน่าเป็นห่วง