เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 97 ยืนงงในดงความเก่ง

บทที่ 97 ยืนงงในดงความเก่ง

บทที่ 97 ยืนงงในดงความเก่ง


เจิ้งเหวินเจี๋ยถึงกับยืนใบ้รับประทานไปเลย เขาเอาแต่จ้องมองเข่อต๋าที่ไร้รอยขีดข่วนใดๆ กลางกลุ่มควันจางๆ บนสนามประลองด้วยสายตาเลื่อนลอย แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!

ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเนี่ย?

เรื่องบ้าบอนี่มันเกิดขึ้นได้ยังไง?

นี่มีใครจงใจปั่นหัวฉันเล่นอยู่หรือเปล่าวะ?

เจิ้งเหวินเจี๋ยที่คิดยังไงก็คิดไม่ตก รู้สึกอึดอัดจนแทบกระอักเลือด และในวินาทีถัดมาก็พลันรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาดื้อๆ ให้ตายเถอะ!

ไอ้ตอนดวลกันรอบที่แล้ว นายไม่ยอมให้ฉันเล่นไฟ!

พอมาดวลกันรอบนี้ นายดันมาเล่นไฟซะเองงั้นเหรอ?

สายตาที่เจิ้งเหวินเจี๋ยใช้มองฉินหมิงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาเริ่มตระหนักได้ว่าการประลองกับหมอนี่ทั้งสองครั้ง

พอเอากลับมาคิดทบทวนดูแล้ว ทำไมแต่ละครั้งมันถึงได้ดูผิดผีผิดสางหนักขึ้นเรื่อยๆ วะ?

แน่นอนว่าเขาดูออก ว่าเข่อต๋าไม่ได้จู่ๆ ก็เกิดตรัสรู้เรื่องทักษะการใช้ธาตุไฟขึ้นมาหรอก แต่มันสามารถบรรลุความเข้าใจในวิชาพลังคลื่นซ้อนได้ต่างหาก

แล้วแบบนั้นมันดีกว่าตรงไหนกันวะ?

ไม่ว่าจะทางไหนมันก็เกินเบอร์ไปมาก มันทำร้ายจิตใจกันสุดๆ การต้องมาเจอกับความแตกต่างระดับฟ้ากับเหวแบบนี้ มันทำให้เขาแทบไม่มีที่ยืนเลยนะเว้ย!

มาดศิษย์พี่ผู้เก่งกาจป่นปี้ไม่มีชิ้นดี หมดกันความเท่ที่สะสมมา!

เจิ้งเหวินเจี๋ยรับความจริงอันโหดร้ายตรงหน้าไม่ได้ เขารู้สึกปวดหนึบๆ ที่หน้าอก อาการแบบนี้น่าจะป่วยแน่ๆ

แล้วถ้าป่วยขึ้นมาจริงๆ แบบนี้ถือว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงานหรือเปล่า? ฉินหมิงควรจะต้องรับผิดชอบสักหน่อย แล้วก็จ่ายค่าทำขวัญมาบ้างไหม?

อย่างเช่น... ช่วยแชร์เคล็ดลับที่ทำให้ฝึกวิชาได้ไวปานจรวดแบบนั้นหน่อยสิ?

พอคิดได้แบบนั้น สายตาของเจิ้งเหวินเจี๋ยที่เหมือนคนตายซากไปแล้วครึ่งซีกก็ตวัดไปมองฉินหมิงทันที เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองปนความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด...

ส่วนบรรดาลูกศิษย์ที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ต่างก็ตกตะลึงกับผลการประลองที่เหนือความคาดหมายไปตามๆ กัน

แต่ละคนอ้าปากค้างทำหน้าตาพิลึกพิลั่น พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแสดงให้เห็นถึงความช็อกระดับสิบรีคเตอร์ในใจ

ถ้าตัดเรื่องพรสวรรค์ที่น่ากังขาของเข่อต๋าออกไป และมองข้ามเรื่องอายุกับส่วนสูงที่อาจจะถูกเมคขึ้นมาก็เถอะ

ต่อให้เจ้าสำนักเจิ้งจะเกิดสมองกลับ ลำเอียงขั้นสุดยอด แล้วแอบถ่ายทอดคัมภีร์ลับของโรงฝึกยุทธ์ให้ฉินหมิงตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเลยก็เอ้า

ลองนับนิ้วดูสิ นี่มันผ่านมานานแค่ไหนกันเชียว?

ทุกคนก็รู้กันอยู่เต็มอกว่าฉินหมิงเพิ่งจะเข้ามาที่นี่ได้ไม่นาน มันนานแค่ไหนกันวะ?

แต่ดันฝึกพลังคลื่นซ้อนทะลุไปถึงขั้นที่สองหน้าตาเฉยแบบนี้ มันไม่ข้ามหน้าข้ามตาไปหน่อยเหรอ?

เล่นก้าวหน้าเอาๆ แบบนี้ แล้วจะให้พวกเราที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เอาหน้าไปไว้ไหนวะ?

ยิ่งพอนึกขึ้นได้ว่าระหว่างนี้ฉินหมิงกับเข่อต๋าชอบแอบโดดเรียนอยู่บ่อยๆ แล้วหลังจากนี้อาจารย์จะมองพวกเราด้วยสายตาแบบไหนกันล่ะ?

พวกเราไม่ได้แอบอู้จริงๆ นะเว้ย โว๊ะ! แล้วฉันจะไปร้องเรียนกับใครได้บ้างวะเนี่ย?

สิ่งที่เจิ้งเหวินเจี๋ยไม่รู้ก็คือ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็อารมณ์บูดไม่แพ้กัน บาดแผลทางใจที่ได้รับจากการโดนลูกหลงแบบงงๆ ก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเขาเลยสักนิด

กลายเป็นว่า ยิ่งฉินหมิงเป็นฝ่ายชนะมากเท่าไหร่ บรรยากาศรอบๆ ตัวกลับยิ่งดูมาคุหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่างบอกไม่ถูก

เขารู้สึกเหมือนสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจางๆ ลอยปะปนอยู่ในอากาศ หรือว่าเขาจะคิดไปเองหว่า?

ฉินหมิงเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ จึงรีบคว้าตัวเสี่ยวพั่งมากอดไว้แน่น สัมผัสนุ่มนิ่มหนุบหนับของมันช่วยฮีลใจเขาได้มากเลยทีเดียว ความรู้สึกปลอดภัยกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง~

“มายืนมุงอะไรกันตรงนี้เนี่ย ทำอะไรกันอยู่?”

เจ้าสำนักเจิ้งเดินผ่านมาพอดี เห็นภาพที่ดูผิดปกติแบบนี้เข้าก็เลยอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้

“อาจารย์ครับ ฉินหมิงเขา... เข่อต๋าของเขา... บรรลุพลังคลื่นซ้อนขั้นที่สองแล้วครับ!”

ใครบางคนกลั้นใจพูดประเด็นสำคัญออกมาทั้งที่ปวดใจเจียนตาย และนั่นก็เรียกสายตาตำหนิจากคนรอบข้างไปได้อีกหลายคู่

แต่สิ่งที่ผิดคาดไปจากที่ทุกคนคิดก็คือ ปฏิกิริยาแรกของเจ้าสำนักเจิ้งไม่ใช่ความประหลาดใจกับความก้าวหน้าของฉินหมิง และไม่ได้เสียดายกับพรสวรรค์อันน้อยนิดของลูกศิษย์คนอื่นๆ แต่เขากลับรู้สึกโล่งอก!

เขาโล่งใจที่ตัวเองตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะรื้อแผนการสอนวิชาพลังคลื่นซ้อนใหม่...

เขาปกป้องเส้นผมบนหัวที่เกือบจะต้องสังเวยไปอย่างสูญเปล่าเอาไว้ได้ แค่คิดก็คุ้มค่าสุดๆ แล้วไม่ใช่เหรอ?

“อะแฮ่ม” เจ้าสำนักเจิ้งที่อารมณ์ดีขึ้นมากระแอมไอเบาๆ เขาเข้าใจความรู้สึกของลูกศิษย์ทุกคนดี จึงเอ่ยปากปลอบใจ

“เหนือฟ้ายังมีฟ้า ยอดคนย่อมมีคนที่ยอดกว่า วันนี้ได้เห็นแล้วใช่ไหมล่ะว่าพรสวรรค์ของจริงมันเป็นยังไง?”

“มาทำหน้ามุ่ยแบบนี้แล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้หรือไง?”

“ถ้าเลือกที่จะถอดใจยอมแพ้ ก็ไม่ต้องไปแข่งกับใครเขาหรอก ชีวิตคนเรามันก็มีแค่นี้แหละ ใช้ชีวิตให้มีความสุขเข้าไว้ยังไงก็ดีกว่า”

“แต่ถ้าอยากจะสู้ต่อ ก็ตั้งสติให้ดี ยอมรับความจริงแล้วไปฝึกซ้อมเพิ่มซะสิ! มัวมายืนบื้ออะไรกันอยู่ตรงนี้? ไอ้พวกทึ่มเอ๊ย!”

ถึงใบหน้าของเจ้าสำนักเจิ้งจะยังดูยิ้มแย้ม แต่คำพูดกลับเชือดเฉือนบาดลึกถึงทรวง ทำเอาหลายคนถึงกับตาสว่าง

แม้แต่ฉินหมิงที่ปกติหัวไวก็ยังยืนเอ๋อไปชั่วขณะ เกือบจะก้าวเท้าตามขบวนลูกศิษย์ที่แห่กันไปซ้อมพิเศษอยู่แล้ว

“อ้าว ไม่ได้หมายถึงเธอนะ เธอทำตามแผนการฝึกของตัวเองต่อไปเถอะ” เจ้าสำนักเจิ้งรั้งตัวฉินหมิงเอาไว้ด้วยท่าทีเป็นกันเองสุดๆ

คำพูดนั้นทำเอาหลายคนที่กำลังเดินหน้าตั้งไปซ้อมพิเศษถึงกับก้าวเท้าสะดุด

ฉินหมิงรู้สึกเหมือนโดนหนามทิ่มหลังอีกรอบ การกระตุ้นให้ทุกคนฮึกเหิมอยากฝึกซ้อมมันก็ดีอยู่หรอก แต่ไอ้ผลพลอยได้ที่ตามมานี่มันไม่หนักไปหน่อยเหรอ

ไอ้หมอกสีดำมืดที่แทบจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างลอยอยู่เหนือหัวทุกคนนั่น มันคือแรงอาฆาตใช่ไหมเนี่ย?

อย่ามาลงที่ฉันนะโว้ย!!

“ฉินหมิง เรื่องทักษะใหม่สายสัมผัสและตรวจสอบของเข่อต๋าน่ะ ฉันมีไอเดียอะไรนิดหน่อย พอดีเลย มาคุยกันหน่อยสิ”

น้ำเสียงที่ดูเป็นมิตรสุดๆ ของเจ้าสำนักเจิ้ง ทำเอาฉินหมิงที่กำลังมัวแต่นับจำนวนรังสีอำมหิตอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง

“ครับผม!” ฉินหมิงยืนตัวตรงแหน่ว ท่าทางขึงขังจริงจัง

“สำหรับเป็ดวารีลี้ลับ ทักษะสายสัมผัสและตรวจสอบจะแบ่งออกเป็นสองทิศทางหลักๆ คือ สายรับรู้คลื่นน้ำ กับ สายรับรู้คลื่นเสียง”

“ดูจากพรสวรรค์ด้านธาตุน้ำที่เข่อต๋าแสดงให้เห็นในตอนนี้ ทักษะสายรับรู้คลื่นน้ำน่าจะเหมาะสมกว่า”

“วิชาสายน้ำคืนทวน คือทักษะที่ใช้ในการสัมผัสและตรวจสอบสภาพแวดล้อมผ่านกระแสน้ำและระลอกคลื่น ในระดับพื้นฐาน จะสามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของผืนน้ำในรัศมีพันลี้ได้ พอถึงระดับชำนาญ ก็จะรู้แจ้งทุกสรรพสิ่งในผืนน้ำรัศมีพันลี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และถ้าถึงระดับสมบูรณ์แบบ ก็จะสามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของละอองน้ำบนบกในรัศมีหลายร้อยเมตรได้ ส่วนระดับสูงสุด ว่ากันว่าสามารถใช้ธาตุน้ำเพื่อมองย้อนกลับไปในอดีตได้เลยล่ะ”

“เป็นทักษะที่ฝึกยากเอาเรื่อง แต่ก็มีเพดานการพัฒนาที่สูงลิบลิ่วเหมือนกัน” เจ้าสำนักเจิ้งสรุปให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา

ฉินหมิงถูกคำอธิบายของเจ้าสำนักเจิ้งดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น โคตรเจ๋งเลยวิชานี้ อยากเรียนโว้ย!

“ก้าบ!”

สายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอยากเรียนรู้ของเข่อต๋ากับฉินหมิง ทำเอาเจ้าสำนักเจิ้งรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

ปล่อยอดีตที่เจ็บปวดให้มันปลิวไปกับลมเถอะ วันนี้คือการเริ่มต้นใหม่

เจ้าสำนักเจิ้งที่เริ่มจับจังหวะการสอนฉินหมิงได้แล้ว ก็จัดการส่งไฟล์บีบอัดที่รวบรวมทั้งคลิปวิดีโอและเอกสารอ้างอิงไปให้ทันที แถมยังสั่งให้เป็ดวิญญาณห้วงลึกมาสาธิตแบบสโลว์โมชั่นให้ดูสดๆ อีกหลายรอบ

“มีตรงไหนสงสัยอีกไหม?” เจ้าสำนักเจิ้งถามด้วยความอดทน

“เอ่อคือ...” ฉินหมิงอึกอักเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาให้กำลังใจของเจ้าสำนักเจิ้ง เขาก็ตัดสินใจพูดออกไป

“เจ้าสำนักครับ ที่ท่านอธิบายมาผมเข้าใจแจ่มแจ้งเลยครับ ไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย แต่ว่าผม... แอบอยากเรียนวิชาแยกร่างวารีด้วยน่ะครับ เมื่อกี้ตอนที่แมลงปอนักถักทอวารีใช้มันดูเจ๋งสุดๆ ไปเลย!”

ตอนแรกเจ้าสำนักเจิ้งกะจะเตือนว่าอย่าจับปลาสองมือ แต่พอคิดได้ว่าเป็นฉินหมิง เขาก็กลืนคำพูดนั้นลงคอไป

“เอาไว้ให้เธอฝึกวิชาสายน้ำคืนทวนให้ถึงระดับพื้นฐานก่อน แล้วฉันจะสอนวิชาแยกร่างวารีให้ การฝึกสองทักษะพร้อมกันมันจะทำให้ความก้าวหน้าช้าลง”

เมื่อเห็นว่าฉินหมิงไม่มีคำถามอะไรแล้ว เจ้าสำนักเจิ้งก็ขอตัวเดินจากไปอย่างรีบร้อน

และหลังจากที่เจ้าสำนักเจิ้งเดินจากไป เวลาที่ฉินหมิงต้องไปฝึกซ้อมร่วมกับคนอื่นๆ ไม่ว่าเขาจะขยับตัวไปทางไหน หรือทำอะไร ก็มักจะตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอยู่เสมอ

ขนาดช่วงเวลาที่เขามักจะเอ็นจอยไปกับการวาดผลึกควบแน่นค่ายกลที่สุด ก็ยังไม่รู้สึกสบายใจหรือลื่นไหลเหมือนอย่างเคย

พอฝึกซ้อมตามตารางเสร็จปุ๊บ เขาก็ชิ่งหนีทันที

ไม่ใช่ว่าเขาอยากอู้งานหรือเอาแต่ใจหรอกนะ แต่เขารู้สึกว่าทักษะวิชาสายน้ำคืนทวนเนี่ย แค่ฟังจากชื่อ มันก็เหมาะที่จะกลับไปแช่น้ำทะเลที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินเพื่อทำความเข้าใจแล้วไม่ใช่หรือไง

สายน้ำนับร้อยรวมลงสู่ทะเล กระแสน้ำนับพันไหลย้อนกลับ นี่มันหมายถึงปากแม่น้ำชัดๆ

ลุยเลย!

จบบทที่ บทที่ 97 ยืนงงในดงความเก่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว