เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 96 สายใยฉันท์พี่น้องร่วมสำนัก

บทที่ 96 สายใยฉันท์พี่น้องร่วมสำนัก

บทที่ 96 สายใยฉันท์พี่น้องร่วมสำนัก


ในเวลานั้นเอง แผ่นหลังอันคุ้นตาของคนที่ชอบเดินอู้เตะฝุ่นไปทั่วก็ปรากฏขึ้นในโรงฝึกยุทธ์

ถ้าไม่ใช่เจิ้งเหวินเจี๋ยแล้วจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?

“เจิ้งเหวินเจี๋ย ทำไมนายถึงกลับมาล่ะเนี่ย?”

ฉินหมิงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทักทายก่อนด้วยความยินดี แต่ในใจก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน

“นายไม่ต้องอยู่แข่งระดับโรงฝึกยุทธ์รอบต่อไปแล้วหรือไง?”

“นี่นายรู้ได้ยังไงว่าแมลงปอน้อยของฉันทะลวงระดับก่อนแข่งน่ะ?” เจิ้งเหวินเจี๋ยทำหน้าตาตื่นเต้นประหลาดใจแบบที่ดูจงใจสุดๆ

ฉินหมิงถึงกับไปไม่เป็น ไม่อยากจะเสวนาต่อเลยทีเดียว

“ก็นะ ช่วยไม่ได้นี่หว่า คนมันเก่งฟ้าก็เลยต้องอิจฉาเป็นธรรมดา! แน่นอนว่าเรื่องนี้มันก็ขาดการสั่งสอนอย่างเอาใจใส่ของฉันกับความพยายามสะสมพลังของมันไปไม่ได้หรอกนะ...”

ฟังจากน้ำเสียงตื่นเต้นเบอร์ใหญ่ของเจิ้งเหวินเจี๋ยแล้ว สัมผัสไม่ได้ถึงความเสียดายที่พลาดการแข่งเลยสักนิด เพราะไอ้ความจริงใจที่เปล่งออกมาน่ะมันมีแต่ความขี้อวดล้วนๆ

ฉินหมิงยังจำได้ดีว่าตอนที่แมลงปอนักถักทอวารีถูกฮั่วหลินพ่นไฟใส่จนดับอนาถในตอนนั้น มันคงจะได้รับแรงกระตุ้นอะไรบางอย่าง ถึงได้ทะลวงผ่านเลเวล 19 ไปได้คาเวทีแบบนั้น

แต่การที่มันสามารถพุ่งพรวดไปถึงเลเวล 20 ได้ภายในเวลาแค่สัปดาห์เดียวหลังจากนั้น อาการข้างเคียงจากแรงกระตุ้นที่ว่ามันคงจะรุนแรงกว่าที่ฉินหมิงคาดไว้เยอะเลยแฮะ

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อเทียบกับเข่อต๋าที่ไต่จากเลเวล 6 มาจนถึงเลเวล 17 ในปัจจุบันโดยใช้เวลาแค่สองสัปดาห์เต็มๆ

คนบ้ายอชอบโชว์พาวอย่างเจิ้งเหวินเจี๋ย เพิ่งจะมีโอกาสได้อวดพัฒนาการของลูกรักอย่างแมลงปอน้อยเป็นครั้งที่สองเองนะ

งานนี้ใครมันเจ๋งกว่ากัน คงไม่ต้องให้พูดซ้ำหรอกมั้ง

ช่วงนี้ฮั่วหลินมักจะออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่แล้วกลับมาตอนดึกดื่น ตอนนี้ก็เลยไม่ได้อยู่ข้างกายฉินหมิง น่าเสียดายนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

ฉินหมิงดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยปากท้าประลองออกไปตรงๆ

“พอดีเลย ในบรรดาคนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ก็มีแค่นายที่ว่าง เรามาดวลกันอีกสักตั้งเป็นไง?”

“อะไรที่เรียกว่ามีแค่ฉันที่ว่างฮะ? ฉันกำลังรวบรวมข้อมูลล่าสุดอยู่ต่างหากเว้ย! อย่าเอาฉันไปรวมกับพวกอู้งานจับกลุ่มนินทาชาวบ้านนะ นั่นมันใส่ร้ายกันชัดๆ!” เจิ้งเหวินเจี๋ยเถียงคอเป็นเอ็นทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมารองรับ

“แต่ว่า... จะให้แมลงปอน้อยดวลกับเข่อต๋าอีกรอบงั้นเหรอ? ก็น่าสนุกดีนี่ จัดมาดิรอไร!”

“คราวที่แล้วถือว่านายโชคดีไปนะที่แมลงปอน้อยของฉันยังใช้กระบวนท่าไม่ค่อยคล่อง แต่คราวนี้นายเตรียมตัว...”

เจิ้งเหวินเจี๋ยติดนิสัยชอบพ่นคำขู่ก่อนแข่งเป็นประจำ ทว่าพอสายตาเหลือบไปเห็นท่าทีของเข่อต๋าที่ยืนอยู่ด้านหลังฉินหมิง ซึ่งแผ่รังสีอำมหิตแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง...

เขาก็ลืมบทพูดไปเสียสนิท คำขู่ที่กำลังจะพ่นออกมาถูกกลืนหายไปในลำคอ ซ้ำยังฟังดูขาดความมั่นใจ กลายเป็นว่าเปิดตัวซะอลังการแต่ตอนจบดันหงอยแดกซะงั้น

แม้ว่าเจิ้งเหวินเจี๋ยจะไม่ได้มีสายตาเฉียบแหลมเหมือนเจ้าสำนักเจิ้ง แต่ในฐานะทายาทสายตรงที่เติบโตมาในตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ แถมยังเป็นถึงหัวกะทิของคนรุ่นใหม่ สายตาของเขาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกนะ

“ซู้ด~” ถึงกับเผลอกัดลิ้นตัวเองด้วยความตกใจ

“พูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ คราวนี้เรามาเล่นอะไรที่มันแตกต่างออกไปดีกว่า สัตว์อสูรวิญญาณของนายก็น่าจะใช้พลังคลื่นซ้อนเป็นใช่ไหมล่ะ? ผลัดกันโจมตีคนละเทิร์น มาดูกันว่าใครจะร่วงก่อนกัน”

ฉินหมิงไม่สนหรอกว่าเจิ้งเหวินเจี๋ยกำลังทำหน้าพิลึกพิลั่นอะไรอยู่ เขาแค่จดจ่ออยู่กับการทดสอบระดับความสามารถที่แท้จริงของเข่อต๋า ขนาดตอนตั้งกฎกติกาก็ยังแอบแฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้ด้วยซ้ำ

“ฉันก็ว่าอยู่ว่าทำไมวันนี้นายถึงดูลับลมคมนัยแปลกๆ ที่แท้ก็มีแผนนี้นี่เอง”

“ฉันรับคำท้า!”

ถ้าต้องมาวัดกันที่ความแข็งแกร่งแบบเพียวๆ พอเห็นเข่อต๋าที่ดูผิดหูผิดตาและประเมินพลังที่แท้จริงไม่ออกแบบนี้ เจิ้งเหวินเจี๋ยก็อาจจะรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง

เพราะเอาเข้าจริง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจเลยว่ารอบที่แล้วตัวเองแพ้ได้ยังไง

แต่วิชาพลังคลื่นซ้อนที่เป็นวิชาสืบทอดของตระกูลน่ะ เขาคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก จะไม่รู้ได้ยังไงว่าสัตว์อสูรวิญญาณทั่วไปต้องเลเวล 20 ถึงจะเริ่มฝึกได้?

ต่อให้เข่อต๋าจะมีพรสวรรค์ล้นฟ้าขนาดไหน แล้วมันจะทำไมล่ะ?

แค่ระดับพื้นฐานนี่ก็ถือว่าทะลุขีดจำกัดไปไกลแล้วมั้ง

การประลองรอบนี้ ชนะใสๆ! สบายหมูเลยล่ะ!

จู่ๆ เจิ้งเหวินเจี๋ยก็รู้สึกว่าการประลองที่มองเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่เริ่ม แถมยังไม่มีอะไรให้ลุ้นแบบนี้ มันชักจะกร่อยๆ ไปหน่อยแฮะ

เฮ้อ ความเก่งกาจไร้เทียมทานนี่มันช่างโดดเดี่ยวเสียจริง~

ว่าแต่เมื่อกี้พวกนั้นเม้าท์มอยกันถึงไหนแล้วนะ?

‘แมลงปอน้อย ลงมือเบาๆ หน่อยนะเว้ย อย่าให้ถึงขั้นตัดพี่ตัดน้องร่วมสำนักกันเลย!’

เจิ้งเหวินเจี๋ยที่คิดว่าตัวเองชนะแน่ๆ รู้สึกว่าต้องทำตัวให้สมกับเป็นศิษย์พี่ผู้กว้างขวางเสียหน่อย จึงแอบสื่อสารกับแมลงปอนักถักทอวารีผ่านพันธสัญญาอย่างลับๆ

ทว่าแมลงปอนักถักทอวารีกลับนึกถึงความอัปยศอดสูที่ต้องแบกรับจากการประลองครั้งก่อน นัยน์ตาประกอบของมันฉายแววซับซ้อนและไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

ฉินหมิงที่รู้ไส้รู้พุงเจิ้งเหวินเจี๋ยเป็นอย่างดี ย่อมสัมผัสได้ถึงความดูถูกดูแคลนจากอีกฝ่ายอยู่แล้ว สายตาแบบนี้ สีหน้าแบบนี้ ทำเอาฉินหมิงกำหมัดแน่น

ในใจแอบลั่นวาจาเอาไว้เลยว่า จะใช้ฝีมือตบหน้าหมอนี่ให้หงายหลังไปเลย!

“เข่อต๋า จัดหนักจัดเต็มไปเลยลูกพี่! เอาให้มันร่วงในดาบเดียว! ส่วนเรื่องความเข้าใจพลังคลื่นซ้อนขั้นที่สองน่ะ ค่อยๆ ศึกษาก็ได้ ไม่ต้องรีบ!”

วินาทีนี้ ลำดับความสำคัญของเรื่องราวได้เปลี่ยนไปแล้ว การตบหน้าหมอนี่ต่างหากคือวาระเร่งด่วน!

“ก้าบ~” เข่อต๋ากระพือปีกที่เริ่มดูหนาและมีพลังมากขึ้น เพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าพร้อมลุยเต็มที่

“เริ่มได้!”

“สะสมพลัง แล้วตามด้วยซูเปอร์คาวิเตชัน!”

ที่นี่คือโรงฝึกยุทธ์ธาตุน้ำ ย่อมต้องมีสนามประลองที่เอื้อต่อการดึงพลังของธาตุน้ำออกมาใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดอยู่แล้ว

เมื่อได้ยินฉินหมิงเปิดเกมด้วยท่าไม้ตายตั้งแต่เริ่ม สีหน้าสบายๆ ของเจิ้งเหวินเจี๋ยก็มลายหายไปในพริบตา เขารีบเปลี่ยนแผนการต่อสู้ทันที

“แยกร่างวารี แล้วตามด้วยระเบิดไอน้ำ!”

แมลงปอนักถักทอวารีเหลือบมองผู้อัญเชิญอสูรตัวดีของมันด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนจะทำตามคำสั่งแต่โดยดี

การประลองรอบนี้ไม่มีเรื่องบาดหมางส่วนตัว ไม่มีการออมมือ มีแต่ความห้าวหาญล้วนๆ ใครไม่แน่จริงก็ถอยไป

ความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันเกินไปมันก็มีข้อเสียเหมือนกัน พอรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ก็เลยไม่มีการหยั่งเชิงหรือปรานีกันอีกต่อไป เปิดฉากมาก็ซัดท่าไม้ตายใส่กันเลย

ความดุเดือดของการต่อสู้ดึงดูดความสนใจของทุกคนในบริเวณนั้น หลายคนที่กำลังฝึกซ้อมหรือพักเหนื่อยอยู่ต่างก็วางมือจากสิ่งที่ทำ แล้วพากันมายืนมุงดู

“สองคนนั้นกะจะซัดกันให้หมอบในตาเดียวเลยหรือไง? ก่อนแข่งเห็นยังบอกว่าเป็นแมตช์กระชับมิตรอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ~” หลายคนยืนงงเป็นไก่ตาแตก ความสงสัยของทุกคนไปในทิศทางเดียวกันหมด

“แถมได้ยินมาว่าจะมาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพลังคลื่นซ้อนกันไม่ใช่เหรอวะ แต่ดูจากทรงแล้วไม่น่าจะใช่เลยนะ?”

“สงสัยอยากจะบรรลุวิชาตอนอยู่เฉียดเป็นเฉียดตายมั้ง!” ใครบางคนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ร้องอ๋อพร้อมกับตบเข่าฉาดใหญ่

“ก็มีเหตุผลอยู่นะ!”

“โคตรเจ๋ง!”

พวกไทยมุงต่างก็หาเหตุผลมาสนับสนุนการต่อสู้ที่ดูเอาเป็นเอาตายระหว่างฉินหมิงกับเจิ้งเหวินเจี๋ยกันไปต่างๆ นานา

แต่บนสนามประลองกลับเงียบกริบ ทั้งคู่ต่างมีสมาธิจดจ่อ ไม่กล้าวอกแวกแม้แต่น้อย ย่อมไม่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนดูด้านล่างอยู่แล้ว

ในช่วงจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสะสมพลัง ฉินหมิงก็สังเกตเห็นว่าวิชาแยกร่างวารีของแมลงปอนักถักทอวารีไม่ได้มีดีแค่ใช้หลบหลีกการโจมตีเท่านั้น แต่ในขณะที่ร่างแยกยังคงอยู่ มันยังช่วยเร่งการรวบรวมพลังงานสำหรับสกิลถัดไปได้อีกด้วย

นี่มันทักษะที่โคตรจะมีประโยชน์เลยแฮะ ฉินหมิงแอบกลืนน้ำลายด้วยความอยากได้ ไม่รู้ว่าเข่อต๋าหรือเสี่ยวพั่งจะพอเรียนรู้วิชานี้ได้บ้างหรือเปล่า

แต่ความคิดนั้นก็แวบเข้ามาแค่ชั่วครู่ เพราะท่าไม้ตายของทั้งสองฝ่ายได้ชาร์จพลังเสร็จสมบูรณ์แล้ว

“ตูมมมม!!!”

เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณใจกลางสนามประลอง คลื่นกระแทกจากการปะทะกันรุนแรงถึงขั้นฉีกร่างแยกของแมลงปอนักถักทอวารีจนสลายหายไปหมดสิ้น

คลื่นความร้อนระอุพุ่งเข้าใส่เข่อต๋าอย่างจัง จนอากาศรอบๆ บิดเบี้ยวไปหมด

“เข่อต๋า ใช้กระแสน้ำสร้างเกราะป้องกันตัวเองเอาไว้ แล้วเตรียมใช้น้ำทิพย์ชโลมวิญญาณเลย”

ถึงฉินหมิงจะเลือดขึ้นหน้าไปบ้าง แต่ในความเลือดขึ้นหน้านั้น เขาก็ยังมีสติสัมปชัญญะรับรู้ได้ว่า การที่เข่อต๋ามีสกิลฟื้นฟูพลัง ย่อมไม่มีทางกลัวการแลกหมัดด้วยท่าไม้ตายอยู่แล้ว

“ถ้าตั้งหลักได้แล้ว ลองดูสิว่าจะดึงพลังจากคลื่นกระแทกมาใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า!” ฉินหมิงตะโกนเตือนสติในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน

แม้ว่าทั่วทั้งสนามจะถูกปกคลุมไปด้วยควันโขมง แต่แมลงปอนักถักทอวารีที่บินอยู่บนที่สูง แถมยังมีภูมิต้านทานความร้อนอยู่บ้าง ต่อให้จะเหนื่อยล้าแทบขาดใจ แต่ก็ยังไม่ถึงกับร่วงลงมา

ส่วนฝั่งของเข่อต๋านั้น มีแต่กลุ่มหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่ว มองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่น้อย

“ฉินหมิง แมตช์นี้ให้เสมอละกัน สภาพก็ร่อแร่กันทั้งคู่แล้ว นายอย่าปล่อยให้เข่อต๋าโดนลวกจนสุกเลย” เจิ้งเหวินเจี๋ยร้องเตือนด้วยความหวังดี

แต่ฉินหมิงที่รับรู้ได้ผ่านพันธสัญญาว่าเข่อต๋าได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเข้าแล้ว กลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่กล้าเอ่ยปากตอบรับเลยด้วยซ้ำ

เพราะวินาทีถัดมา ลำน้ำขนาดมหึมาที่แฝงไปด้วยความร้อนระอุก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งตรงเข้าใส่แมลงปอนักถักทอวารีอย่างจัง

อานุภาพของมันรุนแรงยิ่งกว่าปืนฉีดน้ำที่ผ่านการสะสมพลังมาอย่างเต็มเปี่ยมในช่วงต้นเกมเสียอีก

เจิ้งเหวินเจี๋ย : ……

จบบทที่ บทที่ 96 สายใยฉันท์พี่น้องร่วมสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว