- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 85 บัญชีดำ
บทที่ 85 บัญชีดำ
บทที่ 85 บัญชีดำ
“ที่เหลือฝากเจ้าจัดการด้วย ได้เวลากินข้าวแล้วค่อยเรียก”
ฮั่วหลินสั่งความเสร็จสรรพ ก็เกร็งขาหลังดีดตัวพุ่งเข้าหาฉินหมิง
ท่าทางของมันช่างดูเหมือน ‘ขาใหญ่’ ที่จัดการเรื่องสำคัญเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องขี้ปะติ๋วที่เหลือให้ลูกน้องจัดการต่อ อย่าได้มารบกวนอีก
มุมปากฉินหมิงกระตุกยิกๆ เขาถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วรับร่างของฮั่วหลินที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทุกวันได้อย่างแม่นยำ
เสียงโห่ร้องยินดีของเถี่ยหมั่งดังมาจากด้านหลัง “ลิงวิญญาณเพลิงกัลป์ นายทำได้เยี่ยมมาก!”
พอหันกลับไปมอง ลิงวิญญาณเพลิงกัลป์ที่เมื่อกี้ยังพ่นไฟแบบขอไปที จู่ๆ ก็กลับมาคึกคักเหมือนได้ยาดีซะงั้น?
ในใจฉินหมิงมีความสงสัยบางอย่างผุดขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรพูดออกไปดีไหม
แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบ กลบฝังความสงสัย คำบ่น และความระอาใจกองพะเนินเทินทึกไว้ในส่วนลึกของจิตใจ
จากนั้นก็เริ่มระดมสมองคิดแผนรับมือขั้นต่อไป พร้อมกับบิ๊วอารมณ์เตรียมเข้าสู่บทบาท
“ทางฉันเรียบร้อยแล้ว น้องชายฉินหมิง ทางนายเป็นยังไงบ้าง?”
ฉินหมิงไม่ได้รีบร้อนหลีกทางเพื่อเปิดเผยผลงานชิ้นเอกของฮั่วหลินที่สว่างไสวจนแสบตา
เขาทำหน้าซื่อตาใส เอ่ยปากชมด้วยน้ำเสียงที่จริงใจสุดชีวิต
“ลิงวิญญาณเพลิงกัลป์ของนายนี่สุดยอดจริงๆ จิตวิญญาณการต่อสู้ที่ไม่ยอมแพ้นั่น ทำเอาฉันซึ้งใจจนน้ำตาจะไหล!”
“นี่สินะ สายสัมพันธ์อันน่าประทับใจระหว่างสัตว์อสูรกับผู้ฝึกอสูร?”
พูดจบ ฉินหมิงก็ก้มหน้าทำท่าปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงตรงหางตา
“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า เจ้าลิงนี่มันแค่อยากเอาชนะเฉยๆ ถึงอย่างนั้นก็เกือบทำไม่สำเร็จเหมือนกัน”
“น้องชายฉินหมิงชมเกินไปแล้ว ฉันรับไว้ไม่ไหวหรอก!”
เถี่ยหมั่งเกาหัวแก้เขิน
ถึงปากจะพูดถ่อมตัว แต่รอยยิ้มบนหน้ากลับบานแฉ่งชนิดที่เก็บอาการไม่อยู่
อืม...
ป้อนความรู้สึกดีๆ ให้เต็มที่ หยอดคำหวานเคลือบยาพิษไว้พร้อมสรรพ พี่แกน่าจะรับมือกับความจริงอันโหดร้ายที่จะตามมาได้แล้วมั้ง?
ฉินหมิงประเมินขีดจำกัดทางจิตใจของเถี่ยหมั่ง คนนิสัยร่าเริงเปิดเผยแบบนี้ ต้องไม่เป็นไรแน่นอน ฉันเชื่อใจนายนะ!
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฉินหมิงก็ถอยหลังออกมาสองสามก้าว
เหมือนพิธีกรที่ส่งมอบเวทีให้กับซูเปอร์สตาร์ตัวจริงที่กำลังจะระเบิดฟอร์ม
ในจังหวะเดียวกัน เมฆที่บดบังดวงอาทิตย์ก็ลอยผ่านไปอย่างรู้คิว แสงแดดสาดส่องผ่านบานหน้าต่างลงมา ทอดเงาเป็นประกายสีทองระยับ
แสงสว่างส่องกระทบผลึกเพลิงที่ผ่านการหลอม พื้นผิวหยาบกร้านของก้อนหินมลายหายไปจนหมดสิ้น
เนื้อในดูเหมือนมีทรายแก้วไหลเวียนวิบวับ ทุกเหลี่ยมมุมบนพื้นผิวสะท้อนแสงเจิดจ้า
เถี่ยหมั่งโดนแสงออร่ากระแทกตาเข้าไป รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป...
ชั่วพริบตา บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกแช่แข็ง สถานการณ์เริ่มจะกระอักกระอ่วนขึ้นมาหน่อยๆ
พอเถี่ยหมั่งเลิกยิ้ม ฉินหมิงจะยิ้มแห้งๆ คนเดียวต่อไปก็คงไม่เหมาะ เพราะมันจะทำให้เขาดูโง่บรม
ทั่วทั้งพื้นที่เงียบกริบ เงียบจนฉินหมิงแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
เขาเริ่มทำสมาธิจิตใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออก พอเขานับลมหายใจได้ครั้งที่ 66 ในที่สุดเถี่ยหมั่งก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
ดูเหมือนเขาจะยอมรับความจริงอันโหดร้ายและแฟนตาซีนี้ได้แล้ว เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แผ่วเบาราวกับคนใกล้หมดลมหายใจ
“นาย... ทำได้ยังไง?”
“...”
ฉินหมิงมองสภาพเถี่ยหมั่งที่เหมือนจิตใจกำลังจะแตกสลายแล้วไม่กล้าตอบ
“ช่างเถอะ ถ้ามันเป็นเคล็ดลับเฉพาะตัว ก็ไม่ต้องบอกหรอก”
“มีชีวิตอยู่มาตั้งหลายปี สุดท้ายก็ยังประเมินยอดฝีมือในใต้หล้าต่ำไป เสียแรงที่ฉัน... เฮ้อ~”
เถี่ยหมั่งพร่ำเพ้อด้วยน้ำเสียงเหมือนยอดนักรบวัยเกษียณ รำพึงรำพันถึงความหลังและความทะเยอทะยานที่สูญเปล่า
ฉินหมิงมองเถี่ยหมั่งที่ยังหนุ่มยังแน่น ผมเผ้าดกดำ แล้วไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด
ให้เวลาและพื้นที่คนอกหักหน่อยเถอะ แต่พอคิดว่าตรงนี้คือสถานที่แห่งความทรงจำอันเจ็บปวด การเยียวยาคงไม่ได้ผลเท่าไหร่ เปลี่ยนที่น่าจะดีกว่า
ฉินหมิงเสนอทางออกอย่างเข้าอกเข้าใจ “เราไปหาอะไรกินกันไหม?”
“หิวจริงๆ นะ” น้ำเสียงยังคงจริงใจเหมือนเดิม
“...”
เถี่ยหมั่งมองฉินหมิงหน้านิ่งไปหลายอึดใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกัดฟันกรอด
“แพ้แล้วก็ต้องยอมรับ นายนำทางไปสิ!”
น้ำเสียงฟังดูมีพลังขึ้นเยอะ ไม่สั่นเครือเหมือนเมื่อกี้จนน่าเป็นห่วงแล้ว
นี่สิถึงจะเป็นความฮึกเหิมที่วัยรุ่นควรจะมี!
ติดอยู่อย่างเดียวคือช่วยยิ้มให้มากกว่านี้หน่อยได้ไหม ทำหน้าเหมือนคนโดนทวงหนี้แบบนั้นทำไม?
ฉินหมิงเดินนำทางไปยังร้านบุฟเฟต์ระดับกลาง โดยมีเถี่ยหมั่งที่ทำหน้าเหมือนอยากจะกินหัวคนเดินตามหลังมาติดๆ
พอเห็นร้านนี้ เถี่ยหมั่งที่เตรียมใจจะกระเป๋าฉีกก็โล่งอกขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
“นายเข้าไปจองชุดสำหรับผู้ฝึกอสูรพร้อมสัตว์อสูร 2 ที่ก่อนนะ หาที่นั่งมุมอับๆ หน่อย แล้วเดี๋ยวฉันจะตามเข้าไป”
ฉินหมิงส่งสัญญาณให้เถี่ยหมั่งเข้าไปก่อน อีกฝ่ายทำหน้างงๆ แต่ก็ยอมทำตาม เพราะยังไงถ้าจองแล้วไม่กินก็ขอเงินคืนได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว
คำแนะนำของเจ้าถิ่น บางทีก็ควรฟังไว้บ้าง เผื่อจะมีทริคอะไรเด็ดๆ
เถี่ยหมั่งคิดอย่างรอบคอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก็เดินเข้าร้านไป
ฉินหมิงรออยู่ข้างนอกอย่างใจเย็น จนกระทั่งได้รับข้อความทางมือถือว่าทุกอย่างเรียบร้อย เขาถึงได้เดินก้มหน้าก้มตาปะปนไปกับฝูงชน แอบย่องเข้าไปในร้าน
ท่ามกลางเสียงเพลงและอาหารรสเลิศ อารมณ์ของเถี่ยหมั่งก็ดีขึ้นมามาก เขาอดสงสัยไม่ได้เลยถามขึ้น
“ที่นายให้ฉันเข้ามาก่อนนี่มีนัยอะไรหรือเปล่า? ฉันเห็นขั้นตอนร้านนี้ก็ดูปกติดีนี่นา”
“นายเป็นหน้าใหม่ เถ้าแก่ไม่เคยเห็นหน้า การต้อนรับย่อมดีกว่าอยู่แล้ว”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
เถี่ยหมั่งฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็ขี้เกียจซักไซ้ อาหารนี่แหละคือยารักษาใจชั้นดี เขาจ้องมองจานอาหารที่เริ่มวางเต็มโต๊ะ
“เถ้าแก่ มาเก็บโต๊ะหน่อย”
ม่ายยย!
แต่เถ้าแก่อยู่แถวนั้นพอดี ฉินหมิงห้ามไม่ทันแล้ว
ทันทีที่เห็นฉินหมิง สีหน้าของเถ้าแก่ก็ดูสับสนปนปวดร้าว เพราะความทรงจำเกี่ยวกับสัตว์อสูรในอ้อมแขนของฉินหมิงมันฝังใจเกินไป
นั่นคือตัวกินล้างผลาญที่เขมือบเสบียงจนเกลี้ยงโกดังมาแล้ว
ไอ้ยมทูตนี่มาอีกแล้วเรอะ...
“คราวที่แล้วฉันแนะนำร้านข้างๆ ให้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ร้านนั้นทำไม่อร่อยเท่าร้านเถ้าแก่...”
นี่คือคำพูดจากปากฮั่วหลิน ที่ฉินหมิงทำหน้าที่เป็นล่ามแปลให้ฟัง
“...”
สีหน้าเถ้าแก่ดูทั้งเจ็บปวดทั้งขำไม่ออก
“คราวนี้พวกเราจะไม่กินล้างกินผลาญเหมือนคราวที่แล้วหรอกครับ เอาแค่อิ่มสักสามส่วนก็ไปแล้ว”
ฉินหมิงเข้าใจหัวอกเจ้าของร้านดี แต่เขาก็รับมือกับกระเพาะหลุมดำของฮั่วหลินไม่ไหวจริงๆ จำเป็นต้องมีคนมาช่วยหารค่าเสียหาย
“เออๆ ก็ได้ แต่ช่วงนี้อย่าโผล่หัวมาอีกนะ ขอร้องล่ะ!”
หลังจากได้รับคำมั่นสัญญาจากฉินหมิง เถ้าแก่ก็เดินจากไปพร้อมความหวังอันริบหรี่ในอนาคต
แต่เถี่ยหมั่งที่นั่งฟังบทสนทนาระหว่างฉินหมิงกับเถ้าแก่จนจบ กลับรู้สึกว่าอนาคตมืดมน ข้าวปลาในปากจืดชืดไปถนัดตา...
เขาสังเกตความเร็วในการกินของฮั่วหลินที่ไม่แผ่วลงเลยตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็นึกเสียใจภายหลังสุดขีด
ทำไมปากพาซวยไปเปลี่ยนเดิมพันจากข้าวหนึ่งมื้อ เป็นเหมาจ่ายค่าอาหารทั้งอาทิตย์ฟะ?
กินจนติดแบล็กลิสต์ร้านบุฟเฟต์ได้นี่ มันต้องมีความสามารถขนาดไหนกันเชียว?
หรือว่าชีวิตในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อจากนี้ เขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้งั้นเหรอ?
ในที่สุดเถี่ยหมั่งก็เข้าใจคำใบ้ของฉินหมิงก่อนเข้าร้าน ถึงจะรู้ตัวช้าไปหน่อยก็เถอะ
“จริงๆ คราวหน้านายบอกฉันตรงๆ ก็ได้นะ! จริงๆ!”
“ไม่มีปัญหา” ฉินหมิงน้อมรับคำแนะนำอย่างกระตือรือร้น แถมยังอธิบายเสริมอีกประโยค
“หลักๆ คือเห็นเมื่อกี้นายอารมณ์บ่จอย ฉันเลยกลัวว่าถ้าพูดตรงเกินไป นายจะรับไม่ได้น่ะ”
สรุปคือพอฉันอารมณ์ดีขึ้น นายก็เลยใส่ยับไม่ยั้งเลยใช่ไหม?
อ๊ากกก!!