- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 65 ผู้เฒ่าคง
บทที่ 65 ผู้เฒ่าคง
บทที่ 65 ผู้เฒ่าคง
เสี่ยวพั่ง อย่าไปฟังนะ นี่มันรีวิวเชิงลบชัดๆ!
อ้อ ลืมไป เสี่ยวพั่งฟังไม่รู้เรื่อง ตอนนี้เจ้าอ้วนยังคงส่องแสงวิบวับเป็นจังหวะอย่างมีความสุข...
ดังนั้น โลกใบนี้จึงมีเพียงฉินหมิงเท่านั้นที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้คนเดียว
ภายใต้สายตาของผู้เฒ่าคงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและต้องการคำตอบ ฉินหมิงเอ่ยปากอย่างยากลำบาก
“บางทีอาจเป็นเพราะ... ขาดสารอาหาร หรือร่างกายไม่สมบูรณ์แต่กำเนิดหรือเปล่าครับ?”
“แต่ถ้าพลังงานไม่เพียงพอ ตามหลักแล้วไม่น่าจะให้กำเนิดกายละเอียดแห่งมิติได้นี่นา แปลกจริงๆ พิกลนัก!”
ผู้เฒ่าคงพิจารณาไข่ที่ดูไร้พิษสงและน่ารักใบนั้นอยู่อีกครู่หนึ่ง ท่ามกลางสายตาของฉินหมิงที่สื่อความหมายว่า 'ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ' ซึ่งดูใสซื่อและน่าสงสาร จนกระทั่งน้ำเสียงของผู้เฒ่าเปลี่ยนไป
“ช่างเถอะ นี่เป็นเพียงความสงสัยเล็กๆ น้อยๆ ของคนแก่อย่างข้า ไม่ทำบากสหายตัวน้อยแล้ว”
“......”
“ขอข้าคิดดูก่อน ดวงตาแห่งความว่างเปล่าใช้ไม่ได้ หัวใจแดนลี้ลับนี่ก็ไม่เหมาะ... อ้อ ผลึกมิติว่างเปล่านี่น่าจะใช้ได้”
“ผลึกมิติว่างเปล่าไม่กี่ก้อนนี้ ข้ามอบให้เจ้า ในนี้อัดแน่นไปด้วยพลังงานมิติที่เสถียรและมหาศาล อาจช่วยเพิ่มศักยภาพหลังการฟักตัวได้บ้าง”
“แถมมันยังไม่ขัดแย้งกับพลังงานในสระมิติความว่างเปล่า สามารถใช้ร่วมกันได้เลย”
ผู้เฒ่าคงดูเหมือนจะยังคาใจเรื่องศักยภาพอันแสนจะธรรมดาของเสี่ยวพั่งอยู่ไม่น้อย พลางถอนหายใจยาวเหยียด แล้วก็เริ่มค้นหาสมบัติล้ำค่าที่น่าจะมีประโยชน์ออกมาให้
ฉินหมิงได้แต่มองตาปริบๆ ดูสมบัติสวรรค์ที่ในมหาพิภพวิญญาณยุทธ์มีอยู่แค่ในตำนานเล่าขาน ถูกหยิบจับขึ้นมาแล้วโยนทิ้งไปกองข้างๆ อย่างไม่ไยดี เพียงเพราะมัน 'ช่วยอะไรไม่ได้'...
วินาทีนั้น เขารู้สึกเหมือนค่านิยมและโลกทัศน์ของตัวเองกำลังพังทลายลงอย่างรุนแรง
หางตาของฉินหมิงกระตุกยิกๆ ลามมาถึงมุมปาก จนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่กล้าขัดจังหวะ
นี่สินะความรวยระดับผู้เฒ่าคง ผมรับไหวนะครับ จัดมาให้หมดเลย!
ในตอนนี้ ฉินหมิงรู้สึกว่าผู้เฒ่าคงมองเสี่ยวพั่งเป็นเหมือนลูกหลานในบ้านที่ไม่ได้ดั่งใจ ทั้งโกรธที่ไม่ได้เรื่อง แต่ก็รักและเอ็นดูสุดหัวใจประมาณนั้นเลย
สุดท้ายท่านยังพาฉินหมิงนำเสี่ยวพั่งไปวางไว้ที่ตาน้ำลึกสุดของสระมิติความว่างเปล่าด้วยตัวเอง
ท่าทีทุ่มเทสุดกำลังนั้น ทำให้ฉินหมิงแทบจะไม่มีช่องว่างให้สอดมือเข้าไปช่วยเลย
“ตอนฟักตัวก็ทำให้ข้าภูมิใจหน่อยนะ อย่าให้เสียชื่อเสียงของพวกเราชาวกายละเอียดแห่งมิติล่ะ!”
“ถ้าเจ้าไม่ได้เรื่อง สมบัติในคลังของข้า ต่อไปข้าจะไม่ให้เจ้าใช้แล้วนะ!”
ก่อนจากไป ผู้เฒ่าคงยังอุตส่าห์ทิ้งท้ายขู่ไว้สองประโยค
??
ฉินหมิง : )
มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ?
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้เฒ่าคงมีพลังระดับสูงส่งจนไม่กล้าคาดเดา ฉินหมิงคงกลัวว่าผู้เฒ่าคงจะโดนหลอกเอาได้ง่ายๆ...
เพราะดูท่าทางแล้วน่าจะหลอกง่ายชะมัด นี่คือความใสซื่อของสัตว์อสูรสินะ?
เฮ้อ~ ฉินหมิงถอนหายใจเงียบๆ
“ท่านผู้เฒ่าคง พิกัดมิติของมิติว่างเปล่า ผมขอรับไปได้ไหมครับ?”
เมื่อเห็นว่าธุระสำคัญเสร็จสิ้นแล้ว ฉินหมิงจึงตัดสินใจบอกความต้องการของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
“มนุษย์อย่างเจ้า จะเอาพิกัดมิติไปทำอะไร?”
“พรสวรรค์ของผมค่อนข้างพิเศษครับ พี่ฉีแนะนำให้ผมลองดูว่า จะสามารถข้ามไปมาระหว่างมหาพิภพวิญญาณยุทธ์กับมิติว่างเปล่าด้วยตัวเองได้ไหม”
ผู้เฒ่าคงฟังแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเรื่องแปลกประหลาดมีให้เห็นทุกปี แต่วันนี้ดูจะเยอะเป็นพิเศษ
เริ่มจากเจอกายละเอียดแห่งมิติที่ดูเหมือนจะพัฒนาการไม่สมบูรณ์ แล้วยังมาเจอผู้มีพรสวรรค์ระดับสุดยอดที่กำลังเติบโตอีก
ช่างเป็น... คู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ!
“ได้ ข้าให้เจ้า”
เพียงแค่ชั่วพริบตาที่พูดจบ ฉินหมิงก็รู้สึกว่าในสมองมีข้อมูลบางอย่างเพิ่มขึ้นมา ประตูบานใหม่ปรากฏขึ้นลางๆ ในพรสวรรค์การข้ามมิติของเขา...
พิกัดมิติ ได้มาง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
อาจเป็นเพราะสีหน้าของฉินหมิงดูออกง่ายเกินไป ผู้เฒ่าคงจึงอธิบายเพิ่มเติม
“โดยทั่วไปแล้ว จิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตจะติดพิกัดมิติของสถานที่ถือกำเนิดมาด้วย ส่วนที่เหลือจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากกายละเอียดแห่งมิตินั้นๆ เสียก่อน”
“เมื่อพิจารณาว่ามิติหลายแห่งยังไม่มีคุณสมบัติที่จะให้กำเนิดกายละเอียดแห่งมิติ หรือยังอยู่ในระหว่างการฟูมฟัก สหายตัวน้อย มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ!”
ผู้เฒ่าคงหัวเราะร่า พลางคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับพรสวรรค์ของฉินหมิงให้กระจ่างขึ้นเล็กน้อย
“งั้นผมจะลองใช้พรสวรรค์ของตัวเองกลับไป ท่านช่วยคุ้มกันให้หน่อยได้ไหมครับ?”
ข้อสงสัยของฉินหมิงถูกไขกระจ่างหมดแล้ว และเมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปพอสมควร เขาจึงรีบร้อนอยากกลับ
“ข้าจะไปส่งเจ้าเอง ท่านผู้เฒ่าคงไม่สะดวกนัก”
ฉีหลินปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง
“พี่ฉี!” ฉินหมิงร้องด้วยความดีใจ
ฉีหลินพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
“งั้น... ท่านผู้เฒ่าคง ไว้เจอกันใหม่นะครับ!”
แม้จะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่ฉินหมิงที่ได้อานิสงส์จากเสี่ยวพั่ง ก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้ปู่ใจดีเพิ่มมาอีกคน ความประทับใจพุ่งทะลุปรอทไปแล้ว
“ข้าจะดูแลไข่สัตว์อสูรของเจ้าเป็นอย่างดี ว่างๆ ก็แวะมาเยี่ยมบ้างล่ะ!”
เหมือนคนแก่ขี้เหงาจริงๆ ด้วยแฮะ...
ฉินหมิงไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก กระตุ้นพรสวรรค์การข้ามมิติ ลืมตาขึ้นมาอีกที ข้าวของเครื่องใช้ในโรงแรมที่คุ้นตาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
กลับมาแล้ว!
เร็วมาก เร็วกว่าช่องว่างมิติที่พี่ฉีพาไปเยอะเลย แม้ดูจะไม่ไฮโซเท่า แต่ฉินหมิงพอใจสุดๆ
“พี่ฉี ขอบคุณครับ! ผมรู้สึกได้เลยว่าผมสามารถข้ามไปมาระหว่างสองมิตินี้ได้อย่างอิสระแล้ว”
ฉีหลินพยักหน้า ภายใต้ท่าทีที่สงบนิ่งไร้อารมณ์นั้น คือความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน
เขาดูออกอยู่แล้ว และคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่งและระอาใจในเวลาเดียวกัน ช่างเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย...
มนุษย์ ช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่มหัศจรรย์จริงๆ ฉีหลินจากไปพร้อมกับความรู้สึกที่ซับซ้อน
“จะว่าไป ทำไมผมถึงรู้สึกตัวเบาหวิวขนาดนี้ล่ะเนี่ย?”
พูดจบ ฉินหมิงก็ลองขยับร่างกาย กระโดดเบาๆ ทีเดียว ภาพตรงหน้าพร่ามัว เจ็บแปลบที่กลางกระหม่อม หัวโขกคานบ้านเข้าเต็มเปา!
??
ฉินหมิงลูบหัวที่เริ่มปวดตุบๆ นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงพลางครุ่นคิด ทำไมตอนนี้ตัวเขาถึงเหมือนได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง ร่างกายเบาสบาย แถมสมรรถภาพทางกายยังพุ่งพรวดพราดขนาดนี้...
อืม ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในวันนี้คือ... ในพื้นที่ทางจิตวิญญาณขาดเสี่ยวพั่งไปหนึ่งตัว
ซู้ด~
เสี่ยวพั่งเท่ากับตัวถ่วงน้ำหนัก?
เสี่ยวพั่งอยู่ในพื้นที่ทางจิตวิญญาณ เท่ากับผู้อัญเชิญกำลังฝึกแบกน้ำหนัก?
ผู้อัญเชิญอสูรเขาอัปเกรดร่างกายกันแบบนี้เหรอ?
แต่ในหนังสือเหมือนไม่ได้เขียนไว้อย่างนี้นะ?
ฉินหมิงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับบทสรุปที่ตัวเองอนุมานได้ แต่เมื่อพิจารณาจากวีรกรรมการกินจุระดับล้างผลาญของเสี่ยวพั่ง บวกกับความเป็นหลุมดำไร้ก้นบึ้งของธาตุมิติหลังการวิวัฒนาการ ก็ตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้งไม่ได้จริงๆ
มิน่าล่ะ ช่วงก่อนหน้านี้ฉินหมิงถึงรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยง่าย ง่วงนอนบ่อย...
ที่แท้ไม่ใช่เพราะร่างกายอ่อนแอ แต่เป็นเพราะชีวิตที่ต้องแบกน้ำหนักเดินไปข้างหน้านี่เอง มันเหนื่อยสายตัวแทบขาด
ฉินหมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทั้งพอใจกับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด และรู้สึกเหนื่อยใจย้อนหลังอย่างบอกไม่ถูก
กินได้คือวาสนา! ฉินหมิงพยายามล้างสมองตัวเองอีกครั้ง ว่าแต่ ที่บ้านยังมีตัวกินจุอยู่อีกตัวไม่ใช่เหรอ?
“เจ้าตัวเล็ก อยู่ไหน ออกมาเร็ว พี่ชายแกไปแล้ว!”
ฉินหมิงผู้ปากไวใจเร็ว พูดโพล่งออกไปโดยไม่ทันคิด
วินาทีถัดมา ฉินหมิงก็สบตาเข้ากับเจ้าตัวเล็กที่ควรจะกระโดดออกมาอย่างร่าเริง ทั้งสองฝ่ายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ฉันขอถอนคำพูดเมื่อกี้ได้ไหม?”
“หรือว่า... แกจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรเลยได้ไหม?”
วินาทีนี้ ฉินหมิงเข้าสู่สภาวะกระอักกระอ่วนขั้นสุด
‘โฮก!!!’ (▼ヘ▼#)
เจ้าตัวเล็กปฏิเสธ และมันก็โกรธจัดซะด้วย!
“ฟังฉันอธิบายก่อน!”
“อย่ากัด! บอกว่าอย่ากัดไง!”
ฉินหมิงวิ่งหนีวนรอบเสา