เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 64 มิติความว่างเปล่า

บทที่ 64 มิติความว่างเปล่า

บทที่ 64 มิติความว่างเปล่า


“พี่ฉี มาแล้วเหรอครับ”

ในที่สุดฉีหลินก็มาถึง แม้ว่าเขาเพิ่งจะออกเดินทางไปเมื่อเช้ามืดและกลับมาตามนัดในบ่ายวันเดียวกัน แต่ฉินหมิงกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกิน

คงเป็นเพราะบาร์บีคิวอร่อยเหาะ ทำให้ชีวิตมีรสชาติเกินไปหน่อยล่ะมั้ง

อ้าว เจ้าตัวเล็กหายไปไหนแล้ว?

ฉินหมิงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวเล็กหายตัวไป สงสัยจะกลัวพี่ชายตัวเอง

พรืด~

แต่เขาก็อยากให้เจ้าตัวเล็กอยู่ข้างกายต่อไป ดังนั้นจึงเลือกที่จะเงียบไว้ ไม่พูดอะไรออกไป

“ข้าไปมิติว่างความเปล่ามาแล้ว ได้พูดคุยกับพวกผู้อาวุโสในนั้น พวกเขายินดีต้อนรับพวกเจ้ามาก ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้พวกเราก็ออกเดินทางกันเลยเถอะ”

พี่ฉี ยังคงพึ่งพาได้เสมอ

“พี่ฉี ผมตามไปมิติความว่างเปล่าได้ใช่ไหมครับ? แต่ผมคงอยู่ได้ไม่นานนะ”

พูดถึงตรงนี้ ฉินหมิงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย

แต่ความเป็นจริงคือ การที่สัญญาณขาดหายไปดื้อๆ เป็นเวลานาน มันอธิบายยากจริงๆ

“ข้ารู้ ครั้งนี้พาพวกเจ้าไปทั้งหมด เจ้าสามารถทิ้งไข่ไว้ที่นั่นให้ผู้อาวุโสดูแลได้ ภายในหนึ่งเดือนน่าจะฟักเป็นตัวแล้ว”

ฉีหลินคิดเผื่อไว้อย่างรอบคอบ อธิบายได้อย่างละเอียดและใจเย็น ทำให้ฉินหมิงหมดข้อสงสัยทันที

“งั้น... ออกเดินทางเลยไหมครับ?”

ในขณะที่ฉินหมิงกำลังคิดว่าจะถือโอกาสนี้แอบแต๊ะอั๋งพี่ฉีสักหน่อย ภาพตรงหน้าก็พลันพร่ามัว ลมหายใจสะดุดกึก...

เขาวาร์ปมาโผล่ที่อุโมงค์สีสันสดใสแปลกตา และลอยเคว้งคว้างอยู่ในนั้นราวกับไร้น้ำหนัก

แม้จะมองเห็นโลกภายนอกไม่ชัดเจน แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าตำแหน่งของตัวเองกำลังเคลื่อนย้ายไปอย่างรวดเร็ว

“นี่หรือว่าจะเป็นช่องว่างมิติ?” ฉินหมิงหลุดปากออกมา

“ใช่ แต่ช่องทางนี้ไม่เสถียรนัก ข้างในมีเศษซากมิติและกระแสลมปั่นป่วนอยู่ไม่น้อย ผู้ที่มีพลังไม่เพียงพอ อย่าได้ไปแตะต้องเชียว”

ฉินหมิงผู้ว่านอนสอนง่าย รีบถอยห่างจากเศษซากมิติที่แม้จะดูสวยงามหลากสีสันแต่ก็อันตราย รักษาระยะห่างไว้อย่างเคร่งครัด

ความรู้สึกแบบนี้... ทำไมถึงคุ้นๆ พิกล?

ฉินหมิงขบคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา มันเหมือนกับความรู้สึกตอนที่เขาใช้พรสวรรค์ข้ามมิติกลับไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงินทุกครั้งเลยนี่นา

“พี่ฉี พี่ว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่ผมจะใช้พรสวรรค์ของตัวเอง ข้ามไปมาระหว่างมหาพิภพวิญญาณยุทธ์กับมิติความว่างเปล่าได้?”

ฉินหมิงคิดว่าถ้าต้องมาคนเดียว ช่องทางตรงหน้านี้มันอันตรายเกินไปหน่อย เทียบกันแล้ว พรสวรรค์ของตัวเองดูปลอดภัยกว่าเยอะ

“......”

ฉีหลินตกอยู่ในห้วงความคิด เพราะเขาก็ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน อีกอย่างคำถามนี้มันก็ข้ามสายพันธุ์ไปหน่อย

ฉีหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าก็พูดลำบาก แต่พรสวรรค์ของเจ้านั้นมหัศจรรย์จริงๆ ทั้งที่ไม่มีพลังอำนาจสะเทือนเลื่อนลั่นอะไร แต่กลับทำเรื่องที่เหลือเชื่อได้”

“แต่หากต้องการข้ามไปยังมิติต่างๆ ก่อนอื่นต้องได้รับพิกัดมิติของทั้งสองที่ก่อน เมื่อถึงมิติความว่างเปล่าแล้ว เจ้าลองทดสอบดูได้”

แม้จะไม่เข้าใจว่าพิกัดมิติต้องหามายังไง แต่ฉินหมิงรู้สึกว่าสิ่งที่พี่ฉีพูดต้องถูกต้องแน่ๆ!

“ถึงแล้ว”

ฉินหมิงเพิ่งสังเกตเห็นทิวทัศน์เลือนรางที่เริ่มปรากฏขึ้นตรงหน้า และค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี่คงเป็นมิติความว่างเปล่าที่ว่าสินะ

เบื้องหน้าคือสัตว์อสูรประหลาดที่มีรูปร่างเหมือนกระจกโบราณ บนหน้ากระจกมีเครื่องหน้าทั้งห้าที่ดูมีชีวิตชีวา

อีกฝ่ายก้มหัวทำความเคารพฉีหลินก่อน แล้วจึงหันมามองฉินหมิง

“สหายตัวน้อยฉินหมิง ข้าคือจิ้งอู๋ ท่านผู้เฒ่าคงส่งข้ามาต้อนรับพวกท่านทั้งสอง”

“ไม่ทราบว่า สัตว์อสูรที่รอการฟักตัวตามที่ท่านฉีหลินกล่าวถึง อยู่ที่ไหนหรือ?”

“อยู่นี่ครับ” พูดจบ ฉินหมิงก็เรียกไข่ใบสวยออกมาไว้ในมือ

ทันใดนั้น เขาก็พบว่าลวดลายดวงดาวบนเปลือกไข่เริ่มส่องแสงวิบวับ เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด ราวกับกำลังหายใจ

<ประเมินค่า: ภายในร่างกายมีมิติที่ก่อตัวขึ้นเอง ในอนาคตอาจมีความสามารถในการกลืนกินและให้กำเนิด (หนึ่งเดียว)>

เต่านิลมิติจักรวาล?

นี่คือชื่อเผ่าพันธุ์ของเสี่ยวพั่งงั้นเหรอ?

ศักยภาพเผ่าพันธุ์กำลังผันผวน คาดว่าเป็นเพราะความไม่สมบูรณ์แต่กำเนิด กำลังอยู่ในช่วงย่อยสลายและเติมเต็มส่วนที่ขาดสินะ

กลืนกินและให้กำเนิด แถมยังเป็นหนึ่งเดียวอีก?

ฟังดูเทพชะมัด เผ่าพันธุ์ใหม่แกะกล่อง ไม่รู้ว่าในอนาคตเสี่ยวพั่งจะหาเมียได้ไหมเนี่ย...

พอมาถึงมิติว่างเปล่า ข้อมูลบนหน้าจอของเสี่ยวพั่งก็เปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เห็นได้ชัดว่ามาถูกที่แล้วจริงๆ

ฉินหมิงดีใจจนเนื้อเต้น แต่ต่อหน้าคนนอกยังต้องเก๊กขรึมเก็บอาการไว้

“พี่จิ้งอู๋ พวกเรากำลังจะไปไหนกันครับ?”

ฉีหลินหายตัวไปหลังจากพาฉินหมิงมาส่ง ฉินหมิงเดาว่าเขาคงไปไหนไม่ไกล แต่ชัดเจนว่าต้องการให้ฉินหมิงจัดการเรื่องการสื่อสารหลังจากนี้ด้วยตัวเอง

“ท่านผู้เฒ่าคงเรียกพบ ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านผู้เฒ่าก่อน แล้วค่อยไปที่สระมิติความว่างเปล่า”

ฉินหมิงพยักหน้ารับ เดินตามจิ้งอู๋ไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ครู่ต่อมา ฉินหมิงก็ได้พบกับผู้เฒ่าคง สัตว์อสูรที่มีลักษณะพิเศษดูเลือนรางราวกับภาพฝัน มองเห็นว่ามีตัวตนอยู่จริง แต่สัมผัสกลับว่างเปล่าจับต้องไม่ได้

ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่งรอบข้าง ดูธรรมดาสามัญ แต่กลับลึกล้ำสุดหยั่งคาด

“จิ้งอู๋ เจ้าถอยไปก่อน”

“ครับ ท่านผู้เฒ่าคง”

“สหายตัวน้อยฉินหมิง สัตว์อสูรของเจ้าตัวนี้ เกรงว่าจะไม่ได้ถือกำเนิดในมหาพิภพวิญญาณยุทธ์กระมัง?” ผู้เฒ่าคงเปิดประเด็นตรงๆ พูดแทงใจดำทันที

หมายความว่ายังไง ฉินหมิงถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในใจตื่นตัวระวังภัยขึ้นมาทันที

“ไม่ต้องตื่นตระหนก มีคำกำชับจากท่านฉีหลิน สหายตัวน้อยคือแขกคนสำคัญของมิติความว่างเปล่า”

“เพียงแต่ผู้เฒ่าอย่างข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมิติที่แปลกปลอม จึงได้เอ่ยถามเช่นนี้”

“สหายตัวน้อยรู้หรือไม่ ว่าสัตว์อสูรธาตุมิติกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร?”

“ไม่ทราบจริงๆ ครับ” ฉินหมิงส่ายหน้า พร้อมกับความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา

“สัตว์อสูรธาตุมิติไม่มีวิธีการขยายพันธุ์ตามปกติ เริ่มแรกพวกมันคือจิตวิญญาณแห่งมิติที่ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนที่มีพลังงานมิติควบแน่น”

“และสัตว์อสูรประเภทนี้ ถ้าไม่ปรากฏตัวก็แล้วไป แต่ถ้าปรากฏตัวขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีศักยภาพระดับจักรพรรดิ เพราะแท้จริงแล้วพวกมันเป็นตัวแทนของมิติหนึ่ง เป็นศูนย์รวมพลังงานของมิติทั้งมิติ”

“ซู้ด~ ถ้าอย่างนั้นสัตว์อสูรธาตุมิติ ก็หายากสุดๆ เลยสิครับ?”

ฉินหมิงคิดว่าตัวเองมีความรู้และวาสนาในด้านนี้พอตัวแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องมิติอะไรพวกนี้มากนัก

“ถูกต้อง ดังนั้นกายละเอียดแห่งมิติที่ทรงพลังเหล่านี้ จึงแบ่งแยกพลังต้นกำเนิดของตัวเองออกมาส่วนหนึ่ง พลังงานส่วนนี้เมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลงของกาลอวกาศ ก็ค่อยๆ ก่อเกิดสติปัญญา กลายเป็นสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าสัตว์อสูรธาตุมิติ”

“แต่สัตว์อสูรประเภทนี้ ไม่มีมิติที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง แม้จะมีชื่อว่ามิติ แต่ไร้ซึ่งแก่นแท้ของมิติ ศักยภาพจึงลดทอนลงไปมาก ศักยภาพเริ่มต้นจึงจัดอยู่ในพวกยอดขุนพล หรือเจ้าถิ่นเท่านั้น”

ผู้เฒ่าคงถอนหายใจ ความรู้สึกเสียดายฉายชัดออกมาอย่างปิดไม่มิด

ฉินหมิง: ?

ฉินหมิงไปต่อไม่ถูก เขาเข้าถึงอารมณ์ของผู้เฒ่าคงได้ยากจริงๆ แม้ในแง่เหตุผลจะเข้าใจได้ แต่ในแง่ความรู้สึกมันรับไม่ค่อยไหว

เพราะสัตว์อสูรที่เริ่มต้นมาก็มีศักยภาพระดับยอดขุนพลหรือเจ้าถิ่น เขาจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเห็นสักตัว...

ช่องว่างมันห่างชั้นขนาดนี้เชียวเหรอ เสี่ยวพั่งของบ้านเราปีนเกลียวไปหรือเปล่าเนี่ย?

ฉินหมิงที่เมื่อกี้ยังดีใจกับการทะลวงศักยภาพของเสี่ยวพั่ง ตอนนี้ขำไม่ออกซะแล้ว

“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าคง เรื่องพวกนี้ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ขอถามหน่อยเถอะครับ ทำไมถึงต้องเล่าเรื่องพวกนี้ให้ผมฟังเยอะแยะขนาดนี้?”

ผู้เฒ่าคงที่ดูไม่ออกว่าเก่งแค่ไหน ไม่น่าจะเป็นพวกชอบคุยเจาะลึกกับคนแปลกหน้า หรือจะเป็นคนแก่ขี้เหงาที่ไม่มีลูกหลานดูแล? ดูทรงแล้วไม่น่าใช่นะ...

“นั่นต้องย้อนกลับไปที่คำถามแรกของข้า”

“ข้าสัมผัสได้ว่าไข่ใบนี้ มีกลิ่นอายของมิติที่แท้จริงอยู่ แต่หากเป็นกายละเอียดแห่งมิติหนึ่ง เหตุใดศักยภาพถึงได้... ถึงได้... ไร้พิษสงเช่นนี้?”

ผู้เฒ่าคงชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามสรรหาคำมาอธิบายอย่างยากลำบาก

ฉินหมิง: ......

จบบทที่ บทที่ 64 มิติความว่างเปล่า

คัดลอกลิงก์แล้ว