- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 47 อ่านไม่รู้เรื่อง
บทที่ 47 อ่านไม่รู้เรื่อง
บทที่ 47 อ่านไม่รู้เรื่อง
ในเมื่อสมบัติวิเศษที่มีประโยชน์ต่อพื้นที่มิติวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นไหนตนเองก็สามารถนำมาใช้ได้ทั้งนั้น ฉินหมิงจึงไม่รู้สึกร้อนใจอีกต่อไป
ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ ต่อให้ปล่อยให้ระดับพลังเพิ่มขึ้นไปเองตามธรรมชาติ ก็คงจะเร็วกว่าคนอื่นเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
ฉินหมิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ล็อกอินเข้าสู่เว็บบอร์ดของเหล่าผู้อัญเชิญอสูร แล้วเริ่มค้นหาว่าพอจะมีสมบัติวิเศษที่มีธาตุแปลกๆ หรือพวกของหลุดจำนำราคาถูกขายบ้างไหม...
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลังจากพลิกดูประกาศรับซื้อและกระทู้แลกเปลี่ยนสมบัติประเภทเดียวกันนับไม่ถ้วน ฉินหมิงก็เริ่มตระหนักถึงความจริง และตัดสินใจลดมาตรฐานความต้องการลงมาหน่อย...
ขอแค่ความคุ้มค่าสูงกว่าปกติสักนิด ฉินหมิงก็พอจะรับได้แล้ว
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ฉินหมิงก็เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย แล้วกดออกจากหน้าแอปพลิเคชันไปอย่างห่อเหี่ยว
ซื้อไม่ได้!
การจะใช้เงินสดไปกดซื้อของพวกนี้ในอินเทอร์เน็ต มันหาซื้อไม่ได้เลย! เป็นประเภทที่โพสต์ไปก็ไม่มีใครสนใจจะตอบด้วยซ้ำ
นั่นสินะ ขึ้นชื่อว่าเป็นสมบัติวิเศษ มันจะได้มาครอบครองง่ายๆ ได้ยังไง!
เมื่อเทียบกับจำนวนสมบัติที่หาได้จากเขตป่าเขา ความต้องการของเหล่าผู้อัญเชิญอสูรที่มีจำนวนมหาศาลนั้นมีมากกว่าเยอะ จนของขาดตลาด ผลิตไม่ทันความต้องการ
ดังนั้น กว่าจะหาของมาปรนเปรอสัตว์อสูรของตัวเองได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น แล้วไหงหันกลับมาดูอีกที ตัวเขาเองก็กลายเป็นจอมตะกละที่ต้องใช้ทรัพยากรพวกนี้ด้วยเหมือนกันล่ะเนี่ย?
ฉินหมิงอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา
“อะแฮ่ม”
บางทีสีหน้าอันเจ็บปวดของฉินหมิงอาจจะดูออกง่ายเกินไป ศิษย์พี่ใหญ่จึงเอ่ยปากชี้แนะ
“ของประเภทนี้ ไม่ค่อยมีใครเอามาปล่อยขายในเน็ตหรอกนะ ช่องทางที่นายจะหาได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือการเข้าร่วมการแข่งขันหรืองานแลกเปลี่ยนต่างๆ”
“อย่างเช่น การประลองแลกเปลี่ยนระหว่างโรงฝึกที่นายจะตามไปดูในวันพรุ่งนี้ รางวัลของผู้ชนะก็คือสมบัติวิเศษพวกนี้นั่นแหละ”
“น่าเสียดายที่ระดับพลังของเข่อต๋าต่ำไปหน่อย ถึงจะผ่านเกณฑ์เข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่ก็คงเป็นเรื่องยากอยู่ดี”
“ศิษย์พี่ใหญ่ครับ เกณฑ์การเข้าร่วมที่ว่านี่คืออะไรเหรอครับ?”
ฉินหมิงเคยได้ยินแค่ว่าต้องรอให้เข่อต๋าถึงเลเวล 10 ก่อน แต่ยังไม่เคยรู้รายละเอียดจริงๆ จังๆ ของการแข่งเลย
“ตามความคืบหน้าของนาย การรู้ข้อมูลไว้ล่วงหน้าหน่อยก็ถือเป็นเรื่องดี”
เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่ใหญ่ยอมรับในตัวฉินหมิงและเจ้าเข่อต๋ามากทีเดียว
“การประลองระหว่างโรงฝึก จะแบ่งกลุ่มการแข่งขันตามระดับขั้นใหญ่ของสัตว์อสูร แล้วใช้วิธีจับฉลากวนกันสู้ ผู้ชนะจะได้เป็นราชา”
“ก็คือแบ่งเป็นกลุ่มเลเวล 10~19, 20~29, 30~39, และ 40~49 สัตว์อสูรที่อยู่ในช่วงระดับเหล่านี้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน”
ศิษย์พี่ใหญ่กลัวฉินหมิงจะไม่เข้าใจ จึงอธิบายขยายความให้ฟังอย่างละเอียด
“ถึงแม้ระดับเลเวลของสัตว์อสูรจะไม่ได้เป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะในการต่อสู้จริงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงได้ในระดับหนึ่ง”
“เพราะยิ่งเลเวลสูง พลังงานภายในร่างกายของสัตว์อสูรก็จะยิ่งมีมาก และทักษะที่ใช้ก็จะยิ่งรุนแรงตามไปด้วย ผู้ชนะในแต่ละกลุ่มของปีก่อนๆ มักจะเป็นพวกที่มีเลเวลค่อนข้างสูงในรุ่นเดียวกันทั้งนั้น”
เพราะกลัวฉินหมิงจะรับความจริงไม่ได้ ศิษย์พี่ใหญ่จึงอธิบายอย่างระมัดระวัง
ฉินหมิงฟังแล้วเข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ก็ยังมีข้อสงสัย “แล้วศักยภาพระดับเผ่าพันธุ์มีผลต่อการต่อสู้ไหมครับ?”
“แน่นอนสิ แต่โดยทั่วไปสัตว์อสูรในกลุ่มการแข่งขันเดียวกัน มักจะอยู่ในช่วงวิวัฒนาการขั้นเดียวกัน ความแตกต่างด้านศักยภาพจึงมักจะไม่ห่างชั้นกันถึงขนาดข้ามขั้นรุนแรงนัก”
งั้นก็หมายความว่า ถ้าเป็นสัตว์อสูรเลเวลสิบกว่าๆ เหมือนกัน หากอีกฝ่ายเป็นระดับจารชน แต่เข่อต๋าสามารถทะลวงไปถึงระดับยอดขุนพลได้ ต่อให้เลเวลจะเป็นรองหน่อย ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะไม่ใช่เหรอ?
ฉินหมิงมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปจากการวิเคราะห์ของศิษย์พี่ใหญ่
เพราะข้อมูลล่าสุดของเข่อต๋าคือ คำนวณจากระยะเวลาแล้ว เลเวลของเข่อต๋าก็ใกล้จะทะลุระดับเต็มที
ฉินหมิงมั่นใจมากว่า ทันทีที่เข่อต๋าเลเวลแตะ 10 เขาจะสามารถอัปเกรดศักยภาพเผ่าพันธุ์ให้กลายเป็นระดับยอดขุนพลได้ทันที
สัตว์อสูรที่เพิ่งเลเวล 10 แต่มีศักยภาพระดับยอดขุนพล แค่คิดก็น่าสนุกแล้วไม่ใช่เหรอ!
ผลึกควบแน่นค่ายกลฉบับปรับปรุงใหม่ของฉินหมิงได้รับคำชมอย่างล้นหลาม แถมยังมีทรัพยากรระดับสูงที่ได้มาจากทั้งการแลกเปลี่ยนและการสนับสนุนฉันมิตรจากศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่หญิงใหญ่อีก
พรสวรรค์ของเข่อต๋าก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว พอมาลองคำนวณดูดีๆ เส้นทางการฟูมฟักเลี้ยงดูตลอดมานี้ ก็ถือว่าทุ่มเทไปไม่น้อยเลยนะเนี่ย!
ตัดสินใจแล้ว ฉินหมิงจะเริ่มตั้งใจเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป! เพื่อทำความเข้าใจเคล็ดวิชา ‘พลังคลื่นซ้อน’ ให้ได้โดยเร็วที่สุด
ส่วนเข่อต๋า ก็ต้องพยายามทะลวงระดับให้ได้ภายในคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็ลงแข่งไปเลย!
เพอร์เฟกต์!
ฉินหมิงรีบวิ่งแจ้นไปแจ้งข่าวดีกับเข่อต๋าอย่างตื่นเต้น ศิษย์พี่ใหญ่มองตามแผ่นหลังที่ดูคึกคักของฉินหมิงด้วยความงุนงง สงสัยว่าเมื่อกี้ตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
ก็ตั้งใจจะพูดปลอบใจแท้ๆ แต่ไหงปลอบไปปลอบมา อีกฝ่ายดันคึกหนักกว่าเดิมซะงั้น?
ตกลงว่าเป็นตัวเขาเองที่มีปัญหา หรือว่าเป็นทางนั้นกันแน่ที่มีปัญหา?
ศิษย์พี่ใหญ่คิดยังไงก็ไม่เข้าใจ
.........
“เข่อต๋า ขอแค่นายทะลุเลเวล 10 ได้ พรุ่งนี้ก็นายลงแข่งได้แล้วนะ!”
“ก้าบ?”
“เป็นการดวลกับยอดฝีมือตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่พวกไก่อ่อนในโถงประลองนะเว้ย!”
“ก้าบ!”
พอฉินหมิงพูดแบบนี้ เข่อต๋าก็เครื่องร้อนขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ของเข่อต๋า ฉินหมิงก็รู้ว่าเป้าหมายของเขาสำเร็จแล้ว
ทีนี้ก็เหลือแค่ส่วนของตัวฉินหมิงเอง เขาเปิดคัมภีร์หน้าปกเรียบๆ ที่ไม่มีลวดลายอะไรเลยขึ้นมาอ่าน
เคล็ดวิชาพลังคลื่นซ้อน มีใจความว่า “พลังดั่งระลอกคลื่น ถาโถมไม่อาจต้านทาน” อาศัยความเข้าใจในการซ้อนทับของคลื่นทะเล ทีละชั้นๆ คลื่นลูกหลังหนุนส่งคลื่นลูกแรกให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ความหมายคืออะไรฟะ? แยกอ่านทีละตัวอักษรฉินหมิงก็อ่านออกหมดนะ แต่พอเอามารวมกันแล้ว ทำไมมันถึงเข้าใจยากขนาดนี้
งงตึ้บ แต่ก็ฝืนอ่านต่อไป
ต้องรีดเค้นพลังจากทั่วร่าง ยืมแรงฟาดแรง...
ยืมแรงฟาดแรง ฟังดูเท่ดี แต่จะยืมยังไงล่ะเฮ้ย?
หลังจากอ่านจนจบเล่ม ฉินหมิงก็เริ่มง่วงตาจะปิด
หนังสือเล่มนี้ วาดรูปประกอบสวยดี สัดส่วนระหว่างภาพกับเนื้อหาก็เหมาะสม การบรรยายก็น่าจะดีแหละมั้ง...
แต่ประเด็นคือเขาอ่านไม่รู้เรื่องไง แล้วทำไมต้องให้เขามาอ่านก่อนด้วยเนี่ย?
ขนาดของที่ตัวเองยังฝึกไม่ได้ จะเอาไปถ่ายทอดให้เข่อต๋าเข้าใจได้ยังไง?
ถ้าแค่ไปยืนอ่านตามตำราให้ฟัง ผู้อัญเชิญอสูรก็ดูจะกลายเป็นแค่เครื่องมือไร้ค่าเกินไปหน่อยมั้ง
ฉินหมิงผู้ไม่อยากเป็นแค่เครื่องมือ พยายามตั้งใจอ่านและวิเคราะห์ แต่ก็ไร้ผล ลองเปลี่ยนท่านั่งอ่านและวิเคราะห์ใหม่ ก็ยังไร้ผลอยู่ดี
ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ เห็นทีเรื่องการสอนหนังสือให้เข่อต๋าอ่านออกเขียนได้ คงต้องรีบเอามาใส่ในตารางงานโดยด่วนแล้ว!
วินาทีนี้ ฉินหมิงรู้สึกเหมือนตัวเองบรรลุธรรม
ตาสว่างโร่!
“เข่อต๋า วันนี้นายรีบเร่งพลังทะลวงระดับเข้า ฉันเจอเคล็ดลับที่จะทำให้นายเก่งขึ้นได้แล้ว!”
“ก้าบ!?”
เข่อต๋าพยักหน้าหงึกๆ ตามสัญชาตญาณ ถึงจะรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล แต่ก็เลือกที่จะเชื่อใจผู้อัญเชิญของตัวเอง
เพื่อเป็นการประหยัดเวลา คืนนั้นฉินหมิงจึงพาเข่อต๋ากลับไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงิน และติวเข้มเรื่องการอ่านหนังสือโต้รุ่ง
ในที่สุด เข่อต๋าที่ต้องสะกดคำทีละตัว ก็อ่านคัมภีร์พลังคลื่นซ้อนจนจบอย่างทุลักทุเล
ผลปรากฏว่า มีเป็ดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัวที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก เพราะอ่านไม่เข้าใจ
ฉินหมิงกลัวว่าเข่อต๋าที่อุตส่าห์ขยันหมั่นเพียรตั้งใจเรียนมาทั้งวัน จะหมดกำลังใจเพราะไม่เห็นผลลัพธ์ จึงรีบเอ่ยปากปลอบใจ
“ไม่เป็นไรนะเข่อต๋า”
“ก้าบ!” เข่อต๋าร้องตอบเสียงอ่อย รู้สึกผิดที่ทำให้ความคาดหวังของลูกพี่ต้องสูญเปล่า
“อืม เพราะฉันเองก็อ่านไม่รู้เรื่องเหมือนกัน” ฉินหมิงเสริมประโยคต่อท้าย เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ
“ก้าบ? ก้าบ ก้าบ!”
ดวงตาของเข่อต๋าเบิกกว้างทันที ขนพองปุกปุยด้วยความโมโห ดูเหมือนจะไม่พอใจเอามากๆ...
“อย่าเพิ่งโมโหสิ เดี๋ยวพอนายเลเวลอัปแล้ว ก็น่าจะอ่านรู้เรื่องเองแหละ เจ้าสำนักเจิ้งเขาบอกมาแบบนี้น่ะ”
ฉินหมิงโยนขี้ให้คนอื่นอย่างรวดเร็ว
“ก้าบ!” เข่อต๋าฟังแล้วก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ยังอารมณ์บูดอยู่ดี