- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 46 ขิงแบบเนียนๆ
บทที่ 46 ขิงแบบเนียนๆ
บทที่ 46 ขิงแบบเนียนๆ
เจ้าสำนักเจิ้งปล่อยให้ฉินหมิงร่ายยาว ซึ่งพอได้รับอนุญาต ฉินหมิงก็บ่นกระปอดกระแปดระบายความอัดอั้นตันใจออกมาชุดใหญ่
จากนั้นเจ้าสำนักเจิ้งที่เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าไอ้หมอนี่มันกำลังทุกข์ใจจริงๆ หรือกำลัง ‘ขิงแบบเนียนๆ’ ใส่หน้ากันแน่ ก็เริ่มปรับอารมณ์ตัวเองเป็นการด่วน
หมายความว่าไงที่บอกว่าสัตว์อสูรสู้เองได้ ฝึกเองเป็น แถมยังบรรลุและสรุปผลการต่อสู้ ปรับแผนการรบได้ด้วยตัวเอง?
“แล้วตอนสู้ จะต้องมีแกที่เป็นผู้อัญเชิญอสูรไว้ทำซากอะไร!?”
อาจจะเป็นเพราะอารมณ์พุ่งพล่านเกินไป เจ้าสำนักเจิ้งเลยเผลอหลุดปากระบายความในใจออกมา
ฉินหมิงที่ไม่อยากเป็นแค่เชียร์ลีดเดอร์หรือตัวประกอบฉากเวลารบ รีบพยักหน้าสนับสนุนทันที
“ใช่ครับ! ผมก็หมายความว่าอย่างนั้นแหละ!”
พอเห็นท่าทางดีใจประหนึ่งว่า ‘ท่านเข้าใจผมจริงๆ’ ของฉินหมิงเข้าไป เจ้าสำนักเจิ้งก็แทบจะลมจับ เลือดลมเดินไม่สะดวกขึ้นมาทันที
“เอาล่ะ มาเรียบเรียงความคิดกันก่อน ตอนนี้เจ้าเป็ดเข่อต๋าของเธอเมื่อเทียบกับสัตว์อสูรในระดับเดียวกัน ถือว่ามีพลังงานสะสมเหลือเฟือ ความชำนาญทักษะก็นำโด่ง”
“แต่ความได้เปรียบพวกนี้ยากจะรักษาไว้ได้ในระยะยาว... อ้อ ไม่สิ ภายใต้การสนับสนุนของผลึกควบแน่นค่ายกลที่คุณภาพเกินมาตรฐาน กับพวกสมบัติวิเศษที่แลกมาได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
“งั้นภายใต้ค่าพลังที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้านได้แบบเบ็ดเสร็จ แถมเจ้าเข่อต๋าก็ไม่มีข้อบกพร่องทางนิสัยการต่อสู้ที่ชัดเจน”
“การต่อสู้ที่ผ่านมาเลยราบรื่นไปซะทุกทาง แทบไม่มีจังหวะให้วางแทกติกอะไรเลยสินะ?”
ฟู่~
ยิ่งพูดยิ่งหนักใจ เจ้าสำนักเจิ้งถอนหายใจยาวเหยียด
“ที่สำคัญกว่านั้นคือ ชัยชนะที่ได้มาติดต่อกันทำให้เข่อต๋าคึกจัด จนมันไปนั่งดูการต่อสู้ทุกวันไม่มีเว้นวรรค เพื่อซึมซับประสบการณ์?”
ยิ่งพูดเจ้าสำนักเจิ้งก็ยิ่งสงสัย ตกลงไอ้ที่ได้ยินมาเมื่อกี้มันเรื่องบ้าบออะไรกัน
“สรุปก็คือ ด้วยความได้เปรียบทางร่างกายของสัตว์อสูร ตอนนี้ความรู้ความเข้าใจด้านยุทธวิธีของเข่อต๋า เลยสูงล้ำกว่าเจ้าเด็กอย่างเธอไปแล้ว?”
สมกับเป็นเจ้าสำนักเจิ้ง สรุปได้ตรงประเด็นเป๊ะ ฉินหมิงผงกศีรษะรัวๆ เห็นด้วยสุดใจ แล้วไงต่อครับ?
เจ้าสำนักเจิ้งมองฉินหมิงที่กำลังคาดหวังคำแนะนำต่อจากนี้ตาแป๋ว จนเริ่มระแวงว่าไอ้เด็กนี่มันตั้งใจมาปั่นประสาทกันหรือเปล่า
สัตว์อสูรที่มีวินัยและพรสวรรค์แบบที่ผู้อัญเชิญอสูรทั้งโลกฝันหามาแทบตาย ดันมาประเคนใส่มือแกแล้ว แกยังจะกลุ้มใจอะไรอีก?
จะกลุ้มหาพระแสงอะไรฮะ! กากก็ไปฝึกเพิ่มสิโว้ย!
“สัตว์อสูรที่มีวินัยอย่างเข่อต๋านั้น เป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากยิ่งและไม่อาจแสวงหาได้ง่ายๆ
ช่วงนี้เธอก็ทุ่มเทพัฒนาตัวเองให้เต็มที่เถอะ ทั้งการสรุปแนวคิดการต่อสู้ การพัฒนาพื้นที่มิติวิญญาณ การทำความเข้าใจค่ายกลรวมวิญญาณ และการยกระดับพลังจิต อย่าให้ขาดตกบกพร่อง!”
เจ้าสำนักเจิ้งชี้แนะพลางสรุปความ เปลี่ยนคำด่าว่า ‘กากก็ไปฝึก’ ให้กลายเป็นคำพูดที่ดูดีมีหลักการ
“ส่วนเข่อต๋า ระยะนี้ก็ปล่อยให้มันแสดงฝีมือไปตามอิสระเถอะ! ความสัมพันธ์ในการประสานงานระหว่างผู้อัญเชิญอสูรกับสัตว์อสูร ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตำราเดิมๆ”
ฉินหมิงงุนงงเล็กน้อย เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าตอนแรกเจ้าสำนักเจิ้งไม่ได้จะสื่อแบบนี้นี่นา
เมื่อเจอกับท่าทีที่เริ่มหมดความอดทนของเจ้าสำนักเจิ้ง ฉินหมิงที่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ จึงถูกไล่ออกมาจากห้อง
“พรุ่งนี้เริ่มการแข่งขันแลกเปลี่ยนระหว่างโรงฝึกที่ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนนำทีม เธอก็ตามไปดูด้วยแล้วกัน”
“รับทราบครับ!”
ฉินหมิงที่กำลังจะจากไป ได้ยินคำสั่งของเจ้าสำนักเจิ้งก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันตา
“นี่เป็นเคล็ดวิชาการออกแรงรูปแบบพิเศษที่เรียกว่า ‘พลังคลื่นซ้อน’ เธอเอาไปศึกษาหลักการดูก่อน รอเข่อต๋าทะลุระดับ 10 แล้วค่อยสอนมัน”
พูดจบ เจ้าสำนักเจิ้งก็โยนสมุดเย็บเล่มแบบโบราณที่ดูเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งมาให้ พร้อมกับคืนรายงานความเข้าใจอันสุดแสนจะนอกคอกของฉินหมิงกลับมาด้วย
“ขอบคุณครับเจ้าสำนัก!”
ฉินหมิงดีใจจนเนื้อเต้น หรือนี่จะเป็นรางวัลสำหรับคนทำการบ้านดีเด่น? ช่างอู้ฟู่เหลือเกิน!
เข้าใจล่ะ งั้นเดี๋ยวจะเอาความรู้ที่ได้ไปรวมไว้ในรายงานสรุปการบ้านรุ่นต่อๆ ไป เพื่อชี้ทางสว่างให้คนรุ่นหลังซะเลย!
นาทีนี้ฉินหมิงอารมณ์ดีสุดๆ
พอได้ยินเสียงฉินหมิงเดินไกลออกไป เจ้าสำนักเจิ้งก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด เริ่มสบถด่ากราดแบบไม่ห่วงภาพลักษณ์
ปล่อยให้ไอ้เด็กเปรตนี่ออกไปสร้างความหายนะให้โรงฝึกอื่นบ้างเถอะ!
โรคจิตชัดๆ!
ถือไพ่ดีอยู่ในมือแท้ๆ แต่ดันไม่รู้กติกา ถามอยู่นั่นแหละว่าได้ไพ่ตองมาจะทำยังไงดี
ทำไงน่ะเหรอ? ก็ช่างหัวมันสิ!
ยังดีที่เป็นแค่ศิษย์ในนาม หากเป็นศิษย์สายตรงล่ะก็ เจ้าสำนักเจิ้งไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า การต้องเผชิญหน้ากับคำถามพิลึกกึกกือของฉินหมิงทุกวันโดยที่ตัวเองก็ตอบไม่ได้ จะเป็นความทุกข์ทรมานสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน
หมอนี่มันไม่เล่นตามกติกาเลยสักนิด!
มันอาศัยพรสวรรค์ของตัวเองกับสัตว์อสูร เดินไปบนเส้นทางที่ไม่เคยมีใครบุกเบิกมาก่อน
ทำเอาคนเป็นอาจารย์รู้สึกไร้ความสำเร็จสิ้นดี แถมยังรู้สึกเหมือนแก่กะโหลกกะลาอยู่ไปวันๆ อีกต่างหาก
แน่นอนว่า ถ้าพาเรดาห์ค้นหาพรสวรรค์แบบนี้ออกไป เจ้าสำนักเจิ้งก็ไม่อยากจะคิดภาพเลยว่าจะทำให้ผู้คน ‘เบิกบานใจ’ กันขนาดไหน...
แต่ช่างเถอะ ราคาค่าความเบิกบานที่ว่านี้มันแพงหูฉี่เกินไป
เจ้าสำนักเจิ้งถือคติว่าตัวเองบารมีไม่ถึง ไฟหนุ่มก็มอดหมดแล้ว มีวาสนาเป็นแค่ศิษย์อาจารย์ในนามกับฉินหมิงแค่นี้ก็ดีถมถึ
ถ้ามากไปกว่านี้ เกรงว่าคนธรรมดาคงรับไม่ไหว! เจ้าสำนักเจิ้งคิดปลงตกได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ดูจากทรงที่พุ่งแรงของฉินหมิงแล้ว หมอนี่ไม่ใช่ปลาในบ่อเล็กแน่ๆ!
พอบ่นจบ เจ้าสำนักเจิ้งก็รู้สึกว่าความประสาทแดกในวันนี้จำเป็นต้องมีตัวหาร
ว่าแล้วก็หยิบมือถือเปิดหารายชื่อผู้ติดต่อ จนเจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่อยู่ไกลถึงต่างถิ่น ‘เฉียนจื้อหย่วน’ เจ้าสำนักโรงฝึกแห่งหนึ่งในนครอสูร
“ฮัลโหล ตาแก่เฉียน เจ้าหนูฉินหมิงที่แกเล็งไว้ ช่วงนี้เจอโจทย์หินระดับโลกเข้าให้น่ะสิ! มาๆ เดี๋ยวฉันจะเหลาให้ฟัง...”
ยังไม่ทันไร พลังกายพลังใจที่เสียไปก่อนหน้านี้ของเจ้าสำนักเจิ้ง ก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สัญญาณโทรศัพท์ของเหล่าเฉียนจะขาดหายไปอย่างลึกลับ
.........
“ศิษย์พี่ใหญ่ อาจารย์บอกให้ผมติดตามทีมไปดูการประลองพรุ่งนี้ด้วยครับ”
ทันทีที่กลับมาถึงลานฝึกยุทธ์ ฉินหมิงก็พุ่งตรงเข้าไปหาศิษย์พี่ใหญ่
ศิษย์พี่ใหญ่พยักหน้าเบาๆ สีหน้าไม่ได้ดูแปลกใจ เห็นได้ชัดว่ารู้อยู่ก่อนแล้ว
“พรุ่งนี้จำไว้ว่าต้องมาให้เช้าหน่อย อย่าได้มาสายล่ะ!”
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ศิษย์พี่ใหญ่ก็กำชับเพิ่ม
“ทราบแล้วครับ จะไม่สายแน่นอน!” ฉินหมิงลูบจมูกแก้เก้อ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“มีเรื่องอะไรอีกไหม?” ศิษย์พี่ใหญ่เห็นฉินหมิงยังดูอึกๆ อักๆ จึงเอ่ยปากถามก่อน
“ศิษย์พี่ใหญ่ครับ ขอบคุณสำหรับคำเตือนเมื่อวานนะครับ อีกเรื่องคือ... เรื่องการพัฒนาพื้นที่มิติวิญญาณ ถ้าศิษย์พี่พอมีเวลา ช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ?”
ฉินหมิงเองก็ไม่อยากจะรบกวนศิษย์พี่ใหญ่บ่อยนัก แต่ทำไงได้ ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ คนที่พึ่งพาได้ มีฝีมือ แถมยังคุยถูกคอ ก็เหลือตัวเลือกไม่มากแล้ว
“ได้สิ” ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ผู้ทรงคุณวุฒิ ประสบการณ์ในการชี้แนะรุ่นน้องนั้นมีเหลือเฟือ
“พื้นที่มิติวิญญาณจะได้รับผลสะท้อนกลับจากการเติบโตของสัตว์อสูรและผู้อัญเชิญอสูร ทำให้เกิดการเสริมสร้างและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งขึ้นและมีธาตุแตกต่างกันไป”
“ซึ่งยิ่งพื้นที่มิติวิญญาณมีขนาดใหญ่และสภาพแวดล้อมดีมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการเติบโตของสัตว์อสูรด้วย”
“ดังนั้นเหล่าผู้อัญเชิญอสูรจึงมักจะขวนขวายหาสมบัติวิเศษต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและยกระดับพื้นที่มิติวิญญาณของตนเอง”
เข้าใจล่ะ ขึ้นรถก่อนค่อยจ่ายตั๋วทีหลังสินะ ฉินหมิงคิดในใจอย่างครุ่นคิด
“การปรับแต่งพื้นที่มิติวิญญาณ โดยทั่วไปจะทำให้สอดคล้องกับพรสวรรค์และธาตุของสัตว์อสูรและตัวผู้อัญเชิญเอง”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ก็ดูซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย
“แต่ด้วยพรสวรรค์ของนาย น่าจะรองรับพลังงานได้ทุกรูปแบบ หมายความว่า ตราบใดที่เป็นสมบัติวิเศษที่มีประโยชน์ต่อพื้นที่มิติวิญญาณ นายก็สามารถจับยัดเข้าไปได้หมดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องธาตุตีกัน”
ฟังดูแจ่มแมวไปเลยแฮะ ฉินหมิงยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม เพราะการไม่เลือกกิน เจริญอาหารได้ดี ถึงจะโตไว...
ในฐานะคนเก็บอึ (ทาส) ประจำตัวจอมตะกละอย่างเจ้าเสี่ยวพั่ง เรื่องนี้ฉินหมิงมีประสบการณ์โชกโชนสุดๆ