- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 39 ไข่สวยจัง
บทที่ 39 ไข่สวยจัง
บทที่ 39 ไข่สวยจัง
จู่ๆ ความคิดที่ไม่ค่อยเข้าท่าก็ผุดขึ้นมาในหัว ฉินหมิงนึกถึงตอนให้อาหารเมื่อก่อน เสี่ยวพั่งมักจะมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยถูกสุขอนามัยเท่าไหร่เพื่อให้กินได้เยอะขึ้น
นั่นคือการกินไปถ่ายไปเพื่อเคลียร์พื้นที่ในท้อง ซึ่งดันคล้ายคลึงกับสถานการณ์ตอนนี้อย่างน่าประหลาด!
แล้วนี่ฉันกลายเป็นอะไรไปล่ะ จากทาสเก็บอึ วิวัฒนาการเป็น...
ฉินหมิงรู้สึกรังเกียจขึ้นมานิดๆ
แต่ไม่นาน ฉินหมิงก็ไม่มีเวลามานั่งรังเกียจแล้ว เพราะสิ่งที่ส่งผ่านมาตามสายใยสัญญามันคืออะไรกันเนี่ย?
เชี่ยเอ๊ย พลาดแล้ว!
พลังงานที่ส่งผ่านมา ไม่ใช่พลังวิญญาณที่ฉินหมิงคุ้นเคยเลย จะพูดให้ถูกคือมันเป็นพลังงานปริศนาที่ปนเปื้อนพลังวิญญาณมาแค่นิดเดียว
ก่อนหน้านี้เพราะความรู้และพลังยังน้อย ฉินหมิงเลยรู้จักพลังงานแค่อย่างเดียว เลยทึกทักเอาเองว่ามีแต่พลังวิญญาณ : )
พลังงานปริศนานั้นซับซ้อนยุ่งเหยิงสุดขีด แต่กลับมีระเบียบในตัวของมันเอง แม้ฉินหมิงจะไม่รู้จัก แต่สัญชาตญาณบอกว่านี่มันของดีเกรดพรีเมียม!
พอลองใช้พลังจิตตรวจสอบดู ก็พบความลึกล้ำพิสดารเกินหยั่งถึง
เดี๋ยวก็บริสุทธิ์ไร้มลทิน เดี๋ยวก็บ้าคลั่งรุนแรง เดี๋ยวก็เต็มไปด้วยพลังชีวิต เดี๋ยวก็หนาวเหน็บราวกับความตาย
ชั่วพริบตาเดียว ฉินหมิงเหมือนได้สัมผัสการผันเปลี่ยนของฤดูกาลและการเวียนว่ายของชีวิต จนสติแทบจะหลุดลอยเพราะรับไม่ไหว
ฉันเป็นใคร ฉันอยู่ที่ไหน?
สติสัมปชัญญะเหมือนถูกเหวี่ยงเข้าไปในพายุพลังงาน เคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว...
“ฮูว~” (เจ้านายงี่เง่า!)
ใครเรียกฉัน?
แค่แวบเดียวที่สติกลับมา ฉินหมิงก็ทะลวงระดับพลังจิตสำเร็จ
พลังจิตที่เพิ่งทะลวงผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน ดันทะลวงผ่านอีกรอบซะงั้น!
ฉินหมิงหลุดออกจากสภาวะการรับรู้พลังจิตที่แสนวิเศษแต่ก็อันตรายนั้นโดยอัตโนมัติแบบงงๆ
ทั้งที่หลุดออกมาแล้ว แต่ฉินหมิงยังรู้สึกเหมือนคนเมาค้าง ตามัวเห็นภาพซ้อนไปหมด
ลางๆ เหมือนจะเห็นว่าสถานการณ์ของเสี่ยวพั่งพลิกผันไปในทางที่ดี จิตใจเลยผ่อนคลายลง
วินาทีต่อมา เขาก็ล้มตึงหลับเป็นตายคาที่
“ฮูว~” (เจ้านายกินได้น้อยจัง! อ่อนหัดชะมัด!)
ต่างจากฉินหมิงที่หลับไม่ตื่น แววตาของเจ้าเต่าดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก พอสัมผัสได้ถึงสภาพของฉินหมิง มันก็เป็นฝ่ายตัดการส่งถ่ายพลังงานระหว่างทั้งคู่ทิ้งทันที
“ฮูว~” (ดีนะที่พี่เต่ากินเก่ง รอเดี๋ยวพี่จะปกป้องนายเอง!)
เจ้าเต่ามองฉินหมิงอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะหลับตารวบรวมสมาธิ กลุ่มก้อนพลังงานรอบตัวเหมือนได้รับคำสั่งให้ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างที่จับต้องได้
ครู่ต่อมา ร่างของเจ้าเต่าก็หายวับไป เหลือทิ้งไว้เพียงไข่ใบหนึ่งที่มีลวดลายสีเงินบนพื้นสีดำแวววาว ตกอยู่ที่เดิม
……
เช้าวันต่อมา
“ทำไมฉันมานอนอยู่บนพื้นได้เนี่ย?”
ฉินหมิงตื่นมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งทื่อปวดเมื่อย แต่สมองกลับปลอดโปร่งแจ่มใส เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันชอบกล
“เสี่ยวพั่งล่ะ?”
จำได้แม่นว่าเมื่อวานทำสำเร็จแล้วนี่นา แต่มองไปรอบๆ กลับไม่เห็นเงาของเสี่ยวพั่ง ฉินหมิงเริ่มร้อนใจ
ทันใดนั้น ไข่ใบสวยสีเงินก็กลิ้งออกมาจากผ้าห่ม แถมยังส่ายดุ๊กดิ๊กทักทายฉินหมิงเบาๆ สองที
ไข่ขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล ไม่ว่าจะสวยหรือไม่สวย มันก็สะดุดตาอยู่ดีนั่นแหละ
ฉินหมิง: ?
ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ฉินหมิงหลับตาลงสัมผัสถึงความเชื่อมโยงผ่านสัญญาจิต สุดท้ายก็ต้องยอมรับตัวตนที่แท้จริงของไข่ใบสวยตรงหน้า
นี่มันวิวัฒนาการ หรือถอยหลังลงคลองกันแน่เนี่ย?
ยังดีที่เดิมทีเจ้าเต่าอ้วนก็เกิดจากไข่อยู่แล้ว ฉินหมิงเลยพอจะกล่อมใจให้ยอมรับได้
เพ่งจิตตรวจสอบ
[ระดับเผ่าพันธุ์: จารชนขั้นสูง ~ ยอดขุนพลขั้นสูง (กำลังผันผวน) ]
[ประเมินค่า: ?]
ฉินหมิง: ?
ฉินหมิงรู้สึกว่าเครื่องหมายคำถามในหัวตัวเองมีเยอะกว่าบนหน้าต่างสถานะซะอีก อย่างเช่น ชื่อเผ่าพันธุ์เสี่ยวพั่งของฉันหายไปไหน?
แล้วระดับเผ่าพันธุ์นี่มันผันผวนกันได้ด้วยเหรอ? ช่วงความผันผวนมันจะกว้างเกินไปหน่อยไหม
ต้องรู้นะว่า มูลค่าของสัตว์อสูรที่มีศักยภาพเริ่มต้นระดับจารชนขั้นสูง กับระดับยอดขุนพลขั้นสูงนี่ต่างกันเป็นร้อยเท่านะ
วินาทีนี้ค่าตัวเท่าคฤหาสน์ วินาทีต่อมาค่าตัวเท่าห้องส้วมงั้นเหรอ?
ล้อกันเล่นหรือเปล่า?
แต่พอมองไข่ใบสวยที่ดูไฮโซและเปล่งประกายวิบวับยามต้องแสงแดด ฉินหมิงก็ด่าไม่ลง
ยังไงก็ต้องมีการพัฒนาขึ้นแน่ๆ เสี่ยวพั่งคงต้องใช้เวลาฟักตัวในไข่อีกสักพัก แค่ไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อไหร่ก็เท่านั้น
เฮ้อ พอนึกว่าจะไม่ได้เจอเจ้าเต่าอ้วนจอมตะกละไปอีกพักใหญ่ ฉินหมิงก็รู้สึกใจหายเหมือนขาดอะไรไป
หันไปมองแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนน จิตใจก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
แต่เดี๋ยวนะ ทำไมพระอาทิตย์มันอยู่สูงจัง?
ฉิบหายแล้ว กี่โมงแล้วเนี่ย?
เพิ่งจะผ่อนคลายได้ไม่ถึงสองวินาที ฉินหมิงก็รีบควานหาโทรศัพท์มือถือ พอเปิดเครื่อง
“เชี่ย! ทำไมเที่ยงอีกแล้วเนี่ย?”
นัดว่าจะไปฝึกที่โรงฝึกทุกวัน แต่ดันไปทันแค่ยวันแรก นอกนั้นสายบ้างกลับก่อนบ้าง นี่มันใช่สิ่งที่คนปกติเขาทำกันเหรอ?
เพิ่งจะด่าผู้ช่วยเจิ้งไปหยกๆ ว่าทำตัวเหลวไหล แต่ดูเหมือนตัวเองจะทำตัวเหลวเป๋วยิ่งกว่าซะอีก นี่มันตกปลาหนึ่งวัน ตากแหอีกสองวันชัดๆ?
ถึงจะมีเหตุผลจำเป็น แต่ฉินหมิงก็อธิบายยาก ใครจะไปคิดล่ะว่าพรสวรรค์ตัวเองจะดีจัดจนทะลวงระดับรัวๆ แบบนี้?
ลองนับเวลาดู หลังปลุกพลังแล้วทำสัญญาได้แค่สองสัปดาห์ พลังจิตทะลวงระดับต่อเนื่อง
เรื่องนี้ถ้าไปเล่าให้คนอื่นฟัง เขาคงไม่เชื่อ หรือไม่ก็คงอยากจับฉินหมิงไปผ่าพิสูจน์แน่ๆ
เพื่อความปลอดภัย ปิดเงียบไว้ดีกว่า
เรื่องบางเรื่องทำครั้งแรกอาจจะเกร็ง ครั้งที่สองก็เริ่มชิน ฉินหมิงคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยแต่มือไม้ก็ขยับไม่หยุด ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็มายืนอยู่หน้าประตูโรงฝึก
“สวัสดีครับอาจารย์เจิ้ง!”
ฉินหมิงพยายามจะแอบย่องเข้าไปแต่สกิลไม่ถึงขั้น เลยล้มเหลว จึงเปลี่ยนเป็นโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“ขอโทษครับ วันนี้ผมมาสายอีกแล้ว! เมื่อคืนตื่นเต้นฝึกวิชาดึกไปหน่อย เลยตื่นสาย วันหลังผมจะระวังครับ!”
พอเห็นท่าทีสำนึกผิดอันดีงามของฉินหมิง คำตักเตือนอ้อมๆ ที่เจ้าสำนักเจิ้งเตรียมไว้ก็ถูกกลืนกลับลงคอไป
“ไม่เป็นไร แต่การรักษาเวลาชีวิตให้เป็นปกติก็สำคัญนะ!” ด่านเจ้าสำนักเจิ้งถือว่าผ่าน
ฉินหมิงดีใจที่เจ้าสำนักเจิ้งเข้าใจหัวอก แต่หารู้ไม่ว่าเป็นเพราะพรสวรรค์ที่โดดเด่นและความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลรวมวิญญาณของเขาต่างหาก ที่ทำให้เขาได้รับอภิสิทธิ์พิเศษแบบนี้ในโรงฝึก
“ลองดูสัตว์อสูรและการต่อสู้ของพวกรุ่นพี่ให้เยอะๆ ความรู้เรื่องการต่อสู้ ฟังเขาเล่าร้อยครั้งก็ไม่สู้ดูด้วยตาและสัมผัสด้วยตัวเอง”
“ความชำนาญทักษะของเข่อต๋าถือว่าดีมาก ฝึกตามวิธีเดิมของเธอไปก่อน ติดขัดตรงไหนค่อยปรับ ทักษะอื่นยังไม่ต้องรีบ รอให้ผ่านเลเวล 10 ไปก่อน”
“ราคาซื้อขายผลึกควบแน่นค่ายกลน่าจะขยับขึ้นได้นะ ดูจากฟีดแบ็กสองวันนี้ ผลลัพธ์มันไม่ธรรมดาเลย”
พอนึกถึงความวุ่นวายปนโอเวอร์ที่เกิดขึ้นในโรงฝึกหลังจากฉินหมิงกลับไปเมื่อวาน สีหน้าของเจ้าสำนักเจิ้งก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ถ้าเธอมีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ การศึกษาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็เป็นเรื่องดี เดี๋ยวฉันจะให้เจิ้งเหวินเจี๋ยส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปให้”
เจ้าสำนักเจิ้งไม่ได้ใช้อำนาจหรือความเก่งกาจของตัวเองมาก้าวก่ายหรือบงการเส้นทางของฉินหมิงจนเกินงาม
กลับกัน คำแนะนำหลายอย่างยังตรงใจฉินหมิงเป๊ะๆ
สิ่งที่ให้มาส่วนใหญ่คือการยอมรับและการช่วยเหลือด้านข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง ฉินหมิงขอบคุณอย่างจริงใจ
เข่อต๋าแยกตัวไปดูการต่อสู้ ส่วนฉินหมิงก็เดินดูว่าวันนี้สัตว์อสูรตัวไหนจะเข้าตา
ตัวแรกที่เข้ามาทักทายคือคู่หูที่เพิ่งเจอกันเมื่อวานแล้วรู้สึกถูกชะตาสุดๆ อย่างต้าเสอมันเลื้อยร่างกายมหึมาเข้ามาอย่างเชื่องช้า แต่นำหน้าตัวอื่นที่ยังลังเลอยู่ไปไกลโข
[ประเมินค่า: กำลังสะสมพลังงานเตรียมลอกคราบ (0.2% จักรพรรดิระดับต่ำ, 11% ราชันระดับสูง, 78.8% ราชันระดับกลาง)]
ดูจากเปอร์เซ็นต์การวิวัฒนาการในหน้าต่างสถานะ การสะสมพลังงานของงูหลามพานภูเขามีความคืบหน้าบ้าง แต่ฉินหมิงไม่แน่ใจว่ามีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวด้วยไหม
เช่น การสะสมพลังของตัวมันเอง หรือการเลี้ยงดูของศิษย์พี่ใหญ่ ดังนั้นทางที่ดีควรหาตัวเปรียบเทียบมาทดลอง
อีกอย่าง เพื่อมิตรภาพอันดีระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้อง ควรจะเวียนเทียนให้ครบทุกคนก่อน
เพราะงั้น เจิ้งเหวินเจี๋ย ช่วยหลีกทางหน่อย วันนี้ยังไม่ถึงคิวนายหรอก!
หลังจากสรุปที่มาของแรงบันดาลใจเมื่อวาน ฉินหมิงก็มีสเปกสัตว์อสูรในใจชัดเจนขึ้น
เช่น พวกขาเยอะไม่เอา ขนเยอะก็ไม่เอา เกล็ด... ก็พอถูไถ
ฉินหมิงเดินตรวจแถวเหล่าสนมในฮาเร็มราวกับจักรพรรดิเลือกนางสนม
จนกระทั่งสัตว์อสูรตัวหนึ่งทำให้ฉินหมิงตาวาว!