- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 38 ทำสัญญากับเจ้าอ้วน
บทที่ 38 ทำสัญญากับเจ้าอ้วน
บทที่ 38 ทำสัญญากับเจ้าอ้วน
ทันทีที่ฉินหมิงทะลวงระดับพลังจิตได้สำเร็จ สิ่งแรกที่เขาคิดจะทำก็คือวาร์ปกลับไป
“ก้าบ~” เข่อต๋าเองก็คิดถึงเพื่อนซี้ที่ไม่ได้เจอกันนานเหมือนกัน
ณ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
“เสี่ยวพั่ง ฉันกลับมาแล้ว! คิดถึงฉันไหม?”
ดวงตาสีดำทมิฬที่หยิ่งยโสของเจ้าเต่าไม่มีระลอกอารมณ์ใดๆ ปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย แต่กลับสะท้อนภาพใบหน้าที่ดูประจบประแจงเกินเบอร์ของฉินหมิงออกมา
น่าสะอิดสะเอียนชะมัด
ต้องเป็นเพราะหลักการของกระจกเว้ากระจกนูนแน่ๆ ที่บีบอัดความหล่อของฉันจนเพี้ยนไปหมด
ฉินหมิงเลยหุบยิ้ม แล้วทุ่มทุนสร้างป้อนผลึกควบแน่นค่ายกลระดับกลางที่สร้างในดาวเคราะห์สีน้ำเงินให้เสี่ยวพั่งไปหนึ่งเม็ด
จากนั้นก็จ้องมองด้วยความคาดหวัง ข้อมูลหน้าต่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้น...
[ประเมินค่า: เต่าพันธุ์หายาก ความตะกละทำให้มันพัฒนาพื้นที่ในกระเพาะอาหารขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่ตอนนี้พื้นที่ใหม่นั้นเต็มเอี๊ยด มันเลยจุกไปหน่อย ช่างเป็นความทุกข์ที่แสนสุขจริงๆ... ปล: เจ้านายงี่เง่า ไม่รู้จักกะปริมาณให้พอดีเลย ดีนะที่พี่เต่ากินเก่ง]
ฉินหมิง: ?
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉินหมิงได้รู้ว่า ที่แท้เสี่ยวพั่งก็รู้จักอิ่มจนจุกเป็นเหมือนกัน
ในสมองเท่าเม็ดถั่วลิสงนั่น ยังอุตส่าห์มีพื้นที่ให้เก็บความทุกข์ได้อีกเหรอ?
อีกอย่าง ในเมื่อกินไม่ไหวแล้ว ทำไมยังจะฝืนยัดเข้าไปอีก?
ฉินหมิงพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ถ้าไม่ใช่เพราะเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของตัวเอง เขาคงไม่รู้เลยว่าเจ้าเสี่ยวพั่งของเขาจะมีซีนดราม่าในใจเยอะขนาดนี้
ตอนนี้ฉินหมิงรู้สึกสับสนปนเป หลักๆ คือเข้าไม่ถึงระบบความคิดของเสี่ยวพั่ง
ทำสัญญาให้จบๆ ไปเถอะ อย่ามาปั่นประสาทกันอีกเลย!
ถึงพรสวรรค์เผ่าพันธุ์ของเสี่ยวพั่งตอนนี้จะอยู่แค่ระดับเหนือสามัญ แต่ด้วยธาตุมิติที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร มูลค่าของมันก็วางกองอยู่ตรงหน้าเห็นๆ
ยิ่งมีโบนัสลับที่ยังไม่รู้ผลจากพรสวรรค์ของเขาเองรออยู่อีก ฉินหมิงเลยค่อนข้างมั่นใจในอนาคตของเสี่ยวพั่งมาก
“เรามาร่วมปฏิญาณกันเถอะ ว่าในอนาคตไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือร้าย...”
พอมองแววตาตายด้านไร้อารมณ์ของเสี่ยวพั่ง ฉินหมิงก็เริ่มร่ายคำปฏิญาณต่อไม่ไหว
เจ้าเต่าอ้วนแห่งดาวเคราะห์สีน้ำเงินตัวนี้ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือเทียบกับเข่อต๋าแล้วห่างชั้นกันลิบลับ ไม่มีอารมณ์ร่วมกับชีวิตเอาซะเลย
ฉินหมิงกับเสี่ยวพั่งทำพิธีทำสัญญากันแบบลวกๆ จนเสร็จสิ้น โชคดีที่ฟังก์ชันของสัญญานั้นไม่ได้ลวกตามไปด้วย เสี่ยวพั่งถูกเก็บเข้าสู่มิติผู้อัญเชิญได้ตามปกติ
กลับเลยไหม?
เฮ้อ… กลับไม่ได้ ต้องรอคูลดาวน์หนึ่งวัน
ฉินหมิงไม่ได้วาร์ปมานาน จนลืมไปเลยว่าพรสวรรค์ของตัวเองมีระยะเวลาฟื้นตัวด้วย
ท่ามกลางการรอคอยอันแสนกระวนกระวาย ฉินหมิงได้ซาบซึ้งถึงคำว่าหนึ่งวันนานดั่งหนึ่งปีอย่างถ่องแท้
สุดท้าย อาศัยความเร็วสมองที่อัปเกรดหลังปลุกพลังมาแล้ว เขาคำนวณเวลาเป๊ะๆ ทันทีที่พรสวรรค์ฟื้นตัวในวินาทีแรก ก็กดปุ่มวาร์ปกลับทันที
…
มหาพิภพวิญญาณยุทธ์ในยามค่ำคืนเงียบสงัด
เมื่อสัมผัสได้ว่าภายนอกไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ฉินหมิงก็มั่นใจแล้วว่ามิติผู้อัญเชิญสามารถตัดขาดและชะลอการไหลเข้าออกของพลังวิญญาณได้จริง
พอใจชื้นขึ้นมาหน่อย เขาก็ย้ำเตือนเสี่ยวพั่งผ่านพันธสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เจ้าเต่าจะดูมึนๆ งงๆ (หรือจริงๆ คือโง่) ก็ตาม
“ตั้งสติให้ดี ใจเย็นๆ ถ้ารู้สึกไม่ดีให้รีบบอกฉันผ่านสัญญาจิตทันที!”
“ถ้ากินไม่ไหวอย่าฝืนกินนะ!”
“ต้องรอดถึงจะได้กินของอร่อยอีกเยอะๆ นะเสี่ยวพั่ง!”
จริงๆ ก่อนจะวาร์ปกลับมหาพิภพวิญญาณยุทธ์ ฉินหมิงเช็กสถานะเสี่ยวพั่งมาหลายรอบแล้ว
ระหว่างรอคูลดาวน์ เขาก็เคี่ยวเข็ญให้เสี่ยวพั่งออกกำลังกายควบคู่กับนอนอาบแดด
ถึงระดับศักยภาพในหน้าต่างสถานะจะไม่ขยับ แต่สภาพร่างกายยืนยันได้ว่าเสี่ยวพั่งย่อยอาหารหมดแล้ว หายจุกแล้วแน่นอน
ถึงจะย้ำเตือนข้อควรระวังทุกอย่างที่คิดออกไปหมดแล้ว แต่พอถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มจริงๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
เลี้ยงเสี่ยวพั่งมาตั้งหลายปี ทาสเต่าอย่างฉินหมิงไม่เคยบ่นสักคำ
ถึงจะอยากพาเขาไปเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้างแค่ไหน แต่การมีชีวิตรอดสำคัญที่สุด!
ถ้ามีอะไรผิดปกติแค่นิดเดียว ฉินหมิงเตรียมแผนสำรองไว้แล้วว่าจะรีบเก็บเสี่ยวพั่งเข้ามิติผู้อัญเชิญ แล้วส่งกลับดาวเคราะห์สีน้ำเงินทันทีเพื่อตัดจบทุกอย่าง
เอาล่ะ ถึงเวลาเป็นพยานแห่งโชคชะตาแล้ว!
สูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ที่ยังหลงเหลืออยู่ช่วยปลอบประโลมจิตใจ ฉินหมิงตั้งสติให้มั่น แล้วเรียกเสี่ยวพั่งออกมา
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ทันทีที่เสี่ยวพั่งปรากฏตัว เหมือนห้วงมิติจะชะงักไปวูบหนึ่ง หัวใจของฉินหมิงก็กระตุกวูบตามไปด้วย
วินาทีต่อมา บริเวณที่เจ้าเต่าอยู่ก็กลายเป็นเหมือนตาพายุขนาดย่อม พลังวิญญาณรอบด้านเริ่มบ้าคลั่ง หมุนวน ไหลทะลักเข้ามารวมกัน ขอบเขตความเสียหายขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะความแตกต่างของความเข้มข้นพลังวิญญาณในตัวเสี่ยวพั่งกับโลกใบนี้มันมหาศาลเกินไป พลังวิญญาณภายนอกเลยไหลบ่าเข้ามาเองตามธรรมชาติ พยายามจะถมช่องว่างที่ไม่สมดุลนี้ให้เต็มโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ถ้าไม่ใช่เพราะการรวมตัวของพลังวิญญาณมักจะเงียบเชียบ และเป็นเรื่องปกติเวลาสร้างค่ายกล บวกกับเป็นเวลากลางคืนที่เงียบสงัดแถมปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ฉินหมิงคงกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันแน่
แต่ถึงอย่างนั้น ฉินหมิงที่สังเกตการณ์อยู่ในระยะเผาขนก็ยังตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นการไหลเวียนของพลังวิญญาณที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ขนาดนี้มาก่อน
ถึงจะภูมิใจว่าคลุกคลีกับพลังวิญญาณมาเกือบสามปีเพราะค่ายกลรวมวิญญาณ แต่ฉินหมิงไม่เคยเจออานุภาพระดับนี้มาก่อนเลย!
แม้แต่ในงานบรรยายของสมาคมเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่ท่านปรมาจารย์สาธิตค่ายกลรวมวิญญาณระดับสูง ก็ยังไม่มีแรงกดดันขนาดนี้!
การทดลองวาร์ปกลับไปกลับมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ เทียบกับตอนนี้แล้วกลายเป็นเด็กเล่นขายของไปเลย
สงสัยตอนทดลองครั้งก่อนๆ แม้แต่ท่อนอินโทรของจริงยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ...
ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ฉินหมิงทำได้แค่สวดภาวนาเงียบๆ ขอให้ทุกอย่างราบรื่น
มิติรอบข้างเหมือนจะสั่นสะเทือนไปพร้อมกัน ฉินหมิงที่อยู่ใกล้ที่สุด เดี๋ยวก็รู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออก เดี๋ยวก็รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยืนประจันหน้ากับอำนาจธรรมชาติที่น่าเกรงขามจนพูดไม่ออก
ท่ามกลางการหมุนวนด้วยความเร็วสูง พลังวิญญาณถูกกลั่นกรองให้บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเปล่งแสงระยิบระยับ
ยิ่งเวลาผ่านไป กลุ่มก้อนพลังวิญญาณก็ยิ่งขยายใหญ่โตโอฬาร แสงสว่างตรงจุดศูนย์กลางเจิดจ้าบาดตาจนฉินหมิงมองตรงๆ ไม่ได้!
เวลาไหลผ่านไปทีละวินาที ทั้งที่เสี่ยวพั่งตัวกะเปี๊ยกเดียว แต่กลับเหมือนหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง เขมือบพลังวิญญาณเข้าไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
ฉินหมิงดูแล้วยังใจหาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสี่ยวพั่งตะกละเกินพิกัด หรือพลังวิญญาณมันดุร้ายเกินไป กำลังบีบให้เสี่ยวพั่งต้องวิวัฒนาการข้ามขั้นระดับชีวิตรวดเดียวจบ
สัญญาณการรับรู้ผ่านสัญญาจิตเริ่มขาดๆ หายๆ แต่ฉินหมิงยังพอยืนยันได้ว่าตอนนี้ชีวิตเจ้าเต่ายังปลอดภัยดี
ผ่านช่วงเวลาที่แสนทรมานไปอีกพักใหญ่ ดูเหมือนจะเกิดสมดุลอันน่าพิศวงขึ้น การไหลเข้าของพลังวิญญาณกับความเร็วในการเขมือบของเจ้าเต่าเริ่มเข้าขากันอย่างลงตัว
แต่นี่ยังไม่พอ ฉินหมิงรู้ดีว่าต่อให้เจ้าเต่าจะกินเก่งแค่ไหน ก็ย่อมมีขีดจำกัด มันจำเป็นต้องก้าวหน้าไปอีกขั้นให้เร็วที่สุด
อาจเป็นเพราะผลของสัญญา ฉินหมิงสังหรณ์ใจลึกๆ ว่า ก่อนที่ร่างกายของเจ้าเต่าจะถึงขีดจำกัด มันต้องวิวัฒนาการให้สำเร็จและได้รับการยอมรับจากโลกใบนี้อย่างแท้จริง
ไม่อย่างนั้น... ก็คือล้มเหลว และราคาที่ต้องจ่ายสำหรับความล้มเหลวอาจจะหนักหนาสาหัส
ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวดล้อมพิเศษ สัญญาจิตที่ตามทฤษฎีแล้วไม่มีทางหลุด ก็เริ่มส่งสัญญาณติดๆ ดับๆ ฉินหมิงชักไม่มั่นใจซะแล้ว
เว้นเสียแต่ว่าเสี่ยวพั่งจะหาทางระบายออกท่ามกลางพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งนี้ได้ เหมือนลูกโป่งที่แอบปล่อยลมออกนิดหน่อยก่อนจะระเบิด อาจจะช่วยยืดเวลาหายใจหายคอได้บ้าง
พอคิดได้แบบนี้ สัญญาจิตก็เหมือนสัญญาณเน็ตกลับมาแรงปรู๊ดปร๊าด
ทันใดนั้น พลังงานมหาศาลก็ไหลทะลักผ่านสัญญาจิตเข้ามาอย่างป่าเถื่อน
ฉินหมิง: ?