- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 27 เจ๋งล่ะสิ แลกมาด้วยเบ้าหน้าล้วนๆ
บทที่ 27 เจ๋งล่ะสิ แลกมาด้วยเบ้าหน้าล้วนๆ
บทที่ 27 เจ๋งล่ะสิ แลกมาด้วยเบ้าหน้าล้วนๆ
ฉินหมิงไม่อาจเข้าถึงรสนิยมส่วนตัวของเจิ้งเหวินเจี๋ยได้ แต่เขาก็เลือกที่จะเคารพมัน
แค่ธาตุของนายกับฉันเนี่ย... เราสองคนก็ไม่น่าจะเข้ากันได้แล้วนะ น้ำกับไฟมันไม่ถูกกันไม่ใช่เหรอ...
ไอ้ผลึกอาคมก้อนนี้ นายแน่ใจนะว่าจะเอาไปใช้ได้?
พอเห็นความสงสัยที่ฉายชัดบนใบหน้าแต่ไม่ได้เอ่ยปากถามของฉินหมิง เจิ้งเหวินเจี๋ยก็รีบอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความอิจฉานิดๆ
“ก็นายมันอัจฉริยะผู้ครอบครองธาตุในตำนานนี่หว่า! ผลึกอาคมที่นายสร้างขึ้นน่ะ สามารถปรับเข้าได้กับสัตว์อสูรธาตุรองได้ทุกชนิดอยู่แล้ว”
อ๋อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง งั้นก็ไม่มีปัญหา...
ฉินหมิงที่รู้สึกว่าช่องทางทำมาหากินเปิดกว้างขึ้นมาทันตาก็ยิ้มปริ่มอย่างพึงพอใจ
ดังนั้นเขาจึงเริ่มลงมือวาดค่ายกลประจำวันนี้ทันที หาเงินด้วยผลึกอาคมไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน มีคนตั้งเยอะแยะที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
ส่วนเจ้าเป็ดเข่อต๋า ป่านนี้คงไปเกาะขอบสนามดูพวกรุ่นพี่เขาซ้อมกันแล้วมั้ง
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉินหมิงฝึกวาดค่ายกลรวมวิญญาณระดับกลางวันละครั้ง จนพูดได้เต็มปากว่าชำนาญชนิดที่หลับตาวาดก็ยังสำเร็จ
แต่กับค่ายกลรวมวิญญาณระดับสูง ความยากมันคนละเรื่องกันเลย จนถึงตอนนี้ฉินหมิงยังคลำทางไม่เจอด้วยซ้ำ
แถมพลังจิตของเขาในตอนนี้ก็ยังรับภาระไม่ไหว ฉินหมิงลองฝืนทำดูสักครั้งสองครั้ง พอไม่เห็นแววสำเร็จก็เลยถอดใจไปก่อน
เขาจึงทุ่มเทเวลาและสมาธิส่วนใหญ่ไปกับการเพิ่มพูนพลังจิตและการฝึกฝนเจ้าเป็ดมากกว่า
เพราะยังไงซะ การตอบสนองจากการอัปเลเวลหรือการวิวัฒนาการของสัตว์อสูร ก็คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ความแข็งแกร่งของผู้อัญเชิญอสูรสายแท้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น
ในระหว่างที่ฉินหมิงกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น ค่ายกลรวมวิญญาณระดับกลางก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เห็นได้ชัดว่าการฝึกวาดค่ายกลทุกวันในช่วงที่ผ่านมาส่งผลดีไม่น้อย พัฒนาการของเขาก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด
แต่ทว่า... จังหวะที่กำลังจะตวัดพู่กันจิตวิญญาณลงเส้นสุดท้าย ฉินหมิงกลับสัมผัสได้ถึงความไม่สมบูรณ์บางอย่าง ราวกับว่าถ้าจรดลงไปตอนนี้ เขาจะพลาดโอกาสสำคัญอะไรสักอย่างไป
แน่นอนว่าคนอย่างฉินหมิงเลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง เขาหยุดพู่กันที่ควบแน่นจากพลังจิตค้างไว้กลางอากาศ
สรุปแล้วมันขาดอะไรไปกันแน่?
ทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่งมาปิ๊งไอเดียเอาวันนี้?
ฉินหมิงขบคิดอย่างหนัก จนกระทั่งหางตาเหลือบไปเห็นไก่เพลิงกัลป์ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ แสงสว่างทางปัญญาก็วูบวาบขึ้นมาในหัว
ค่ายกลรวมวิญญาณมีวิธีวาดแค่แบบเดียวจริงๆ เหรอ?
หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ พลังวิญญาณเองก็มีธาตุที่แตกต่างกัน สัตว์อสูรก็มีตั้งร้อยพ่อพันแม่ ค่ายกลรวมวิญญาณมันจะไม่มีการแบ่งประเภทเพื่อให้สอดคล้องกันหน่อยเหรอ?
ผลึกอาคมที่เหมาะกับเจ้าเป็ด จะเหมาะกับเจ้าไก่เพลิงกัลป์จริงๆ งั้นเหรอ?
จะเป็นไปได้ไหมถ้าจะมีผลึกอาคมที่เหมาะกับสัตว์อสูรธาตุไฟมากกว่า หรือถึงขั้นสร้างขึ้นมาเพื่อเจ้าไก่เพลิงกัลป์ตัวนี้โดยเฉพาะ?
รูปแบบลายเส้นค่ายกลที่ฉินหมิงรู้อยู่ตอนนี้ อาจจะเป็นสูตรสำเร็จแบบครอบจักรวาล แต่มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดก็ได้
ชั่วพริบตานั้น ฉินหมิงจับจุดสำคัญได้แล้ว เพียงแต่เขามีแค่คอนเซปต์ แต่ยังไม่รู้วิธีลงมือปฏิบัติจริง
ทว่าค่ายกลที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศเริ่มจะไม่รอแล้ว เขาเริ่มรู้สึกได้ลางๆ ว่าลายเส้นพลังจิตที่วาดไว้ก่อนหน้านี้กำลังส่งสัญญาณว่าจะสลายตัว
เอาวะ ตายเป็นตาย! ฉินหมิงไม่อยากปล่อยให้แรงบันดาลใจที่นานทีปีหนจะโผล่มาสักครั้งหลุดลอยไป เขาเชื่อว่าในวันที่สมองแล่นแบบนี้ ดวงของเขาต้องพุ่งกระฉูดแน่นอน!
เพราะงั้น... เทหมดหน้าตัก!
แต่จะทำยังไงดีล่ะ... ถึงจะตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว แต่ฉินหมิงก็ยังไปไม่ถูกอยู่ดี
เมื่อสัมผัสได้ว่าค่ายกลกลางอากาศเริ่มจะงอแงไม่รอแล้ว จิตใต้สำนึกของฉินหมิงจึงสั่งให้ใช้พลังจิตเขียนคำว่า ‘ไฟ’ ลงไปดื้อๆ
ทันใดนั้น หลังจากเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ค่ายกลที่กำลังจะพังกลับคืนสู่สภาพเสถียรอีกครั้ง ไม่แตกสลายและไม่จางหายไป...
มีลุ้นเว้ยเฮ้ย!!
ฉินหมิงลองเชิงต่อด้วยการเติมอักษรสองตัวท้ายของชื่อเผ่าพันธุ์ไก่เพลิงกัลป์ลงไป อย่างน้อยก็เขียนชื่อเผ่าพันธุ์ให้ครบๆ ไปก่อน
ค่ายกลกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ สงบนิ่งลง
เมื่อรู้สึกว่าพลังจิตยังพอมีเหลือ ฉินหมิงเลยเกิดความฮึกเหิม วาดภาพสเกตซ์รูปไก่เพลิงกัลป์ทับลงไปโดยเลียนแบบจากตัวจริงตรงหน้า ไม่สนว่าจะเหมือนหรือไม่เหมือน เอาแค่สื่อความหมายได้ จิตวิญญาณครบถ้วนก็พอ!
สงสัยการวาดภาพสเกตซ์จะกินพลังงานเอาเรื่อง ทันทีที่วาดเสร็จ ฉินหมิงรู้สึกเหมือนพลังจิตถูกสูบจนเกลี้ยงถัง
แถมเจ้าค่ายกลที่หน้าตาเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ก็เริ่มทำท่าจะหลุดการควบคุมอยู่รอมร่อ
ฉินหมิงกลัวว่าผลงานทดลองที่สูบพลังจิตเขาไปจนแห้งขอดจะเกิดปัญหา ถ้ามันระเบิดตูมตามขึ้นมาล่ะก็ ขาดทุนยับเยินแน่!
ด้วยความรีบร้อน ฉินหมิงจึงรีบตวัดเส้นสุดท้ายที่ค้างคามานานลงไปทันที
สำเร็จ!
ค่ายกลกลางอากาศเริ่มหดตัวลง ผลึกอาคมค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาช้าๆ...
แต่เดี๋ยวนะ... ทำไมรูปร่างมันถึงได้ดูแปลกๆ ชอบกล?
ดอกบัวแสนสวยสุดฟรุ้งฟริ้งของฉันหายไปไหน?
ฉินหมิงมองรูปทรงที่คุ้นตาแปลกๆ ตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่อยากจะยอมรับความจริง
ตอนที่ใช้พลังจิตวาด คนนอกจะมองไม่เห็น ฉินหมิงเลยวาดแหลกแบบไม่แคร์สื่อ ปล่อยจินตนาการบรรเจิดเต็มที่
แต่ไอ้การเอาภาพสเกตซ์สัตว์อสูรฉบับ DIY ที่วาดลวกๆ และไม่เคยลองทำมาก่อนมาโชว์หราต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้... มันออกจะน่าอายไปหน่อยไหม
สำหรับฉินหมิงผู้มีนิสัยเก็บเนื้อเก็บตัว (ในจินตนาการ) ตอนนี้เริ่มรู้สึกแสบๆ คันๆ เหมือนโดนจับแก้ผ้ากลางสี่แยกยังไงชอบกล
เจิ้งเหวินเจี๋ยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย ดันวิจารณ์ขึ้นมาอีกว่า “เฮ้ย รูปร่างผลึกอาคมของนายนี่อาร์ตตัวพ่อเลยแฮะ”
“เขาว่ากันว่ารูปร่างผลึกอาคมของแต่ละคนจะไม่ตายตัว อาจจะขึ้นอยู่กับจินตภาพของพลังวิญญาณในหัวสมองที่ไม่เหมือนกัน”
“แต่รูปร่างแบบของนายนี่ ฉันเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเลยนะ จะว่าไป... มันก็ดูคล้ายๆ เจ้าไก่เพลิงกัลป์ของฉันอยู่เหมือนกันนะเนี่ย พรหมลิขิตชัดๆ!”
เจิ้งเหวินเจี๋ยยังไม่รีบเอาให้ไก่กิน หมุนผลึกอาคมดูรอบทิศชื่นชมความงาม (?) ของมันไม่หยุดปาก
ฉินหมิง: ขอบใจมากนะพ่อคุณ!
คนตายไปแล้ว มีอะไรก็เผากงเต็กไปให้ละกัน...
เจิ้งเหวินเจี๋ยดูคนเดียวไม่พอ ยังทำท่าจะเอาไปโชว์ให้คนอื่นช่วยกันวิจารณ์อีกต่างหาก
ใครจะไปทนไหววะ?
ฉินหมิงดีดตัวผึงลุกขึ้นทันที
เขาระเบิดความเร็วสูงสุดชนิดที่ไม่เคยทำมาก่อน แย่งผลึกอาคมรูปร่างประหลาดมาจากมือของผู้อัญเชิญอสูรระดับยอดขุนพลหน้าตาเฉย!
“กินซะ กินเข้าไป”
ฉินหมิงยัดเหยียดใสปากไก่เพลิงกัลป์ อีกฝ่ายอ้าปากรับตามสัญชาตญาณ กลืนลงท้องไปในพริบตา
เยี่ยม ทำลายหลักฐานเรียบร้อย
วินาทีต่อมา ดวงตาของไก่เพลิงกัลป์เบิกโพลง เปล่งเสียงร้อง “กะต๊ากๆๆ!” ออกมาไม่หยุด
น่าจะอร่อยถูกปากแหละมั้ง ถึงจะฟังภาษาไก่ไม่ออก แต่ดูจากสีหน้าฟินเวอร์ของมันแล้ว ฉินหมิงประเมินว่าผลึกอาคมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันนี้น่าจะมีประสิทธิภาพไม่เลว
“เพื่อน! นายทำได้ไงเนี่ย?”
“ผลึกอาคมของนายทำไมประสิทธิภาพมันเทพขนาดนี้?”
“ผลลัพธ์มันแรงกว่าของฉันตั้ง 3 เท่า! ทั้งที่เป็นผลึกอาคมระดับกลางเหมือนกันแท้ๆ เป็นไปได้ไงวะ?”
เจิ้งเหวินเจี๋ยตะโกนลั่นด้วยความตกตะลึง
“เจ๋งล่ะสิ แลกมาด้วยเบ้าหน้าล้วนๆ ถ้านายปั้นผลึกอาคมให้ออกมาหน้าตาอุบาทว์แบบของฉันได้ นายก็ทำได้เหมือนกัน” ฉินหมิงหัวเราะหึๆ
“นี่นายพูดจริงดิ?”
น้ำเสียงของเจิ้งเหวินเจี๋ยเต็มไปด้วยความช็อก พอหวนนึกถึงรูปร่างผลึกอาคมสุดเพี้ยนเมื่อกี้ เขาก็ขำไม่ออกแล้ว
“จริงแท้แน่นอน!”
ฉินหมิงจ้องตาเจิ้งเหวินเจี๋ยกลับด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย
เจิ้งเหวินเจี๋ย : )
ขอโทษครับ เมื่อกี้ผมหัวเราะดังไปหน่อย...
ขอโทษจริงๆ ครับพี่