- หน้าแรก
- เกิดเป็นตัวร้ายปลายแถว งานถนัดคือการยั่วยวนนางเอก
- บทที่ 9: คุยกันทั้งคืน
บทที่ 9: คุยกันทั้งคืน
บทที่ 9: คุยกันทั้งคืน
หร่วนอวี่เจ๋อถึงกับมุมปากกระตุก คิดในใจว่าไอ้คำว่า 'ใจผู้หญิงน่ากลัวที่สุด' เนี่ย มันใช้ไม่ค่อยถูกบริบทเท่าไหร่มั้ง
ท่านใช้กำลังปลุกปล้ำเขาไม่สำเร็จ แล้วยังจะให้เขาขอบคุณท่านอีกเหรอ?
คุณชายสี่นี่หน้าด้านได้โล่จริงๆ!
ข้าคงต้องเรียนรู้อีกเยอะ!
หร่วนอวี่เจ๋อรีบยกจอกเหล้าขึ้น "คุณชายสี่พูดถูก ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้จักของดี ได้รับความโปรดปรานจากคุณชายสี่ถือเป็นวาสนาที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนแท้ๆ กลับไม่รู้จักถนอมไว้!"
ฟู่เทียนหลิงพยักหน้าเบาๆ ทำหน้าปลื้มปริ่ม "น้องหร่วนพูดถูกใจ ถ้าคนทั้งโลกมีความคิดอ่านได้อย่างเจ้า นายน้อยผู้นี้คงไม่ถูกเข้าใจผิดขนาดนี้"
"ฮ่าๆ คุณชายสี่กล่าวเกินไป พวกชาวบ้านร้านตลาดจะไปรู้อะไร คุณชายสี่รูปงามสง่าดั่งต้นหยก กล้าคิดกล้าทำ เป็นแบบอย่างของคนรุ่นเราแท้ๆ!"
หร่วนอวี่เจ๋อไม่นึกว่าวันนี้จะผูกมิตรกับคุณชายสี่ได้สำเร็จ โอกาสงามแบบนี้เขาจะพลาดได้ยังไง คำเยินยอจึงพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
อย่างที่รู้กัน
คุณหนูใหญ่แห่งจวนอัครมหาเสนาบดีลึกลับมาก ยากจะเห็นหน้าสักครั้ง
คุณชายรองแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีอารมณ์แปรปรวน รับมือยาก
คุณหนูสามแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีมักเดินทางรอนแรมไปทั่ว แทบไม่เคยอยู่ติดบ้าน
มีแค่คุณชายสี่ ฟู่เทียนหลิง คนเดียวที่พอจะเข้าหาได้
พ่อของเขาสังกัดขั้วอำนาจเดียวกับอัครมหาเสนาบดี การผูกมิตรกับฟู่เทียนหลิงจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าคุณชายสี่เข้าถึงยาก ใครทักก็มักจะเมิน แต่ดูเหมือนข่าวลือจะผิดถนัด คุณชายสี่คนนี้คุยง่ายกว่าที่คิด
แถมวาจาท่าทางยังมีอารมณ์ขัน ไม่ได้เลวร้ายเหมือนในข่าวลือเลยสักนิด
ฟู่เทียนหลิงและหร่วนอวี่เจ๋อคุยกันถูกคอ ยิ่งคุยยิ่งออกรส
หร่วนอวี่เจ๋อหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ชี้ไปที่เมิ่งเฮ่อ "คุณชายสี่ ท่านนี้คือองครักษ์ของท่านหรือ?"
ฟู่เทียนหลิงตอบ "นี่คือยอดฝีมือประจำจวนอัครมหาเสนาบดี มหาปรมาจารย์เมิ่งเฮ่อ ไม่ใช่องครักษ์ธรรมดา"
หร่วนอวี่เจ๋อรีบยกจอกคารวะ "ขออภัยที่เสียมารยาท! ที่แท้ก็เป็นท่านมหาปรมาจารย์"
ในโลกที่มีการฝึกยุทธ์ ระดับวรยุทธ์ย่อมเป็นเครื่องหมายแสดงความแข็งแกร่งและสถานะ ได้ยินว่าเมิ่งเฮ่อเป็นมหาปรมาจารย์ ท่าทีของหร่วนอวี่เจ๋อก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อมทันที
ยิ่งถ้าใครบรรลุถึงขั้นหนึ่ง สถานะย่อมเหนือกว่าฮ่องเต้แน่นอน
ยอดฝีมือระดับนั้นเป็นตัวตนที่แตกต่างออกไป เปรียบเสมือน 'เซียน' ที่ชาวบ้านเล่าขานกัน
เมื่อหมื่นปีก่อน สมัยที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังไม่รวมเป็นหนึ่ง มีราชวงศ์ต่างๆ กระจัดกระจาย
ในยุคนั้นมีตำนานเล่าว่ายอดฝีมือขั้นหนึ่งสามารถกวาดล้างราชวงศ์ได้ด้วยตัวคนเดียว
แน่นอนว่าในยุคปัจจุบัน ยอดฝีมือขั้นหนึ่งแทบไม่ปรากฏตัวให้เห็นแล้ว
ระดับมหาปรมาจารย์ยังพอหาได้ แต่ระดับที่เหนือกว่ามหาปรมาจารย์นั้นแทบไม่เคยได้ยินข่าวคราว
เมิ่งเฮ่อกระดกเหล้าเข้าปากโดยไม่พูดอะไร เขาไม่สนใจการเข้าสังคมจอมปลอมพวกนี้ และไม่สนใจพวกคุณชายเจ้าสำราญด้วย
เขามาอยู่จวนอัครมหาเสนาบดีเพื่อเงิน
เพราะการฝึกยุทธ์ต้องใช้เงินมหาศาล
ผู้ฝึกยุทธ์ต้องขัดเกลาร่างกาย และมักต้องใช้สมุนไพรล้ำค่าเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและรักษาอาการบาดเจ็บตกค้าง
ดังนั้นแม้จะมาอยู่จวนอัครมหาเสนาบดี แต่เมิ่งเฮ่อก็สนใจแต่เรื่องฝึกยุทธ์เท่านั้น
ฟู่เทียนหลิงโอบไหล่เมิ่งเฮ่อด้วยท่าทีสนิทสนม "พี่เมิ่งเฮ่อ ถ้าถูกใจสาวคนไหนบอกนายน้อยได้เลย เดี๋ยวข้าจ่ายให้"
หร่วนอวี่เจ๋อรีบตะโกนแทรก "จะให้คุณชายสี่เสียเงินได้ยังไง? ให้ข้าจัดการเอง! เงินแค่นี้ข้ามีจ่ายสบายมาก"
ฟู่เทียนหลิงยิ้มบางๆ หร่วนอวี่เจ๋อคนนี้ช่างรู้งานจริงๆ
"หน้าที่ของข้าคือคุ้มกันคุณชายสี่ ไม่อาจละเลยหน้าที่ได้"
เมิ่งเฮ่อส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดี
ฟู่เทียนหลิงโบกมือ "ไม่ต้องห่วง! ในย่านเริงรมย์หลวงแห่งนี้ ใครจะกล้าแตะต้องนายน้อยผู้นี้?"
เมิ่งเฮ่อยืนกรานปฏิเสธ "ข้ามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ คุณชายสี่อย่าทำให้ข้าลำบากใจเลยขอรับ"
ฟู่เทียนหลิงยกจอกเหล้าขึ้นแล้วพูดว่า "เจ้าทึ่มนี่ไม่เข้าใจสุนทรียภาพเอาซะเลย เดี๋ยวถ้าน้องหร่วนถูกใจคนไหน ก็หนีบเมิ่งเฮ่อไปด้วยแล้วกัน พวกเจ้าจะได้เป็น 'คู่หูร่วมทาง' กันสักครั้ง"
หร่วนอวี่เจ๋อหัวเราะลั่น ตบโต๊ะฉาดใหญ่ "คุณชายสี่ช่างมีคารมคมคาย เป็นวาสนาของข้าแท้ๆ ที่จะได้เป็นคู่หูร่วมทางกับท่านมหาปรมาจารย์"
เมิ่งเฮ่องงเป็นไก่ตาแตก ดวงตาคมกริบเบิกกว้าง "คุณชายสี่ พวกท่านคุยอะไรกัน? ข้าฟังไม่รู้เรื่องสักคำ!"
ฟู่เทียนหลิงส่ายหน้าถอนหายใจ "ดูท่าเขาจะไม่ใช่คู่หูร่วมทางกับเราแฮะ"
หร่วนอวี่เจ๋อตอบรับ "นั่นสิขอรับ คุณชายสี่ยังต้องสอนเขาอีกเยอะ"
เมิ่งเฮ่อ: "???"
เมิ่งเฮ่อไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน เป็นรหัสลับอะไรหรือเปล่า?
วิธีพูดของพวกชนชั้นสูงนี่อ้อมค้อมชะมัด พูดตรงๆ ไม่ได้หรือไง?
ผู้ฝึกยุทธ์ผู้หยาบกระด้างรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน!
หลังจากนั้น ฟู่เทียนหลิงกับหร่วนอวี่เจ๋อก็ยังคงใช้คำศัพท์ที่เมิ่งเฮ่อไม่เข้าใจเป็นพักๆ
เมิ่งเฮ่อเลิกถามแล้วก้มหน้าก้มตากินเหล้าอย่างเดียว
เมื่อเพลงของแม่นางหว่านเอ๋อร์จบลง นางรำก็หยุดร่ายรำ
หญิงงามวัยสามสิบต้นๆ ที่ดูมีเสน่ห์เย้ายวนเดินขึ้นเวทีอย่างช้าๆ
นางคือผู้ดูแลย่านเริงรมย์หลวง ชื่อแม่เล้าชุย
"แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ในวันดีๆ แบบนี้ ย่อมต้องมีรางวัลติดไม้ติดมือกันบ้าง"
"วันนี้ทุกท่านที่มารวมตัวกันล้วนเป็นบัณฑิตมากความสามารถและหญิงงาม ทำไมเราไม่มาผูกมิตรกันผ่านบทกวีล่ะเจ้าคะ? หัวข้อคือเทศกาลไหว้พระจันทร์"
"ย่านเริงรมย์หลวงได้เชิญปรมาจารย์ด้านกวีหลายท่านมาเป็นกรรมการ ผู้ที่ติดสามอันดับแรกจะได้รับยกเว้นค่าใช้จ่ายในคืนนี้ทั้งหมด ส่วนผู้ชนะเลิศจะได้สนทนาส่วนตัวกับแม่นางหว่านเอ๋อร์ตลอดทั้งคืน"
"ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ?"
"..."
เสียงทรงเสน่ห์ของแม่เล้าชุยเรียกเสียงปรบมือเกรียวกราว
"แม่เล้าชุย แค่สนทนาส่วนตัวเหรอ? ร่วมเรียงเคียงหมอนกับแม่นางหว่านเอ๋อร์ไม่ได้รึ?"
ได้ยินคำพูดของแม่เล้าชุย ใครบางคนก็ตะโกนแซวเสียงดัง
ทุกคนดื่มกันไปพอสมควรแล้ว บรรยากาศจึงครึกครื้นมาก
แม่เล้าชุยหัวเราะคิกคัก "พวกท่านก็รู้นิสัยแม่นางหว่านเอ๋อร์ดี จะไปบังคับนางย่อมไม่ได้ ส่วนจะได้ร่วมอภิรมย์หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกท่านเองแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
แม่เล้าชุยก็เจนจัดในวงการ พูดจาสองแง่สองง่ามได้โดยไม่สะทกสะท้าน
"งั้นก็เริ่มเลยสิ! จะรออะไร?"
พวกคุณชายที่มั่นใจในฝีมือตัวเองต่างตื่นเต้น อยากจะโชว์ของเต็มที่ เพื่อสร้างชื่อให้ตัวเอง
บางคนมาที่นี่ไม่ได้หวังแค่เรื่องผู้หญิง แต่หวังชื่อเสียงด้วย
ในงานรื่นเริงใหญ่โตแบบนี้ ถ้าบทกวีของใครถูกเล่าขาน ย่อมนำชื่อเสียงมาให้มหาศาล
สำหรับคุณชายที่ภูมิใจในความเป็นบัณฑิต นี่คือโอกาสทองในการสร้างชื่อเสียง สำคัญยิ่งกว่าการได้นอนกับนางโลมเสียอีก
ในยุคนี้ ชื่อเสียงทางวรรณกรรมเปรียบเสมือนใบเบิกทางสู่ความก้าวหน้า
บัณฑิตที่มีชื่อเสียงทางวรรณกรรมก็เจิดจรัสไม่ต่างจากดาราบนโลก
ใครบ้างล่ะไม่อยากเป็นดารา?
แม่เล้าชุยกวาดตามอง ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม "คุณชายท่านไหนจะประเดิมก่อนดีเจ้าคะ?"
ฝูงชนเงียบไปชั่วขณะ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
คนแรกมักกดดันกว่าเสมอ ทุกคนต่างรอให้คนอื่นเปิดหัวก่อน
"อะไรกัน? ไม่มีคุณชายท่านไหนอาสาเป็นคนแรกเลยหรือ? ใครแต่งกลอนบทแรก ทางเราจะยกเว้นค่าใช้จ่ายคืนนี้ให้ทั้งหมดเลยนะเจ้าคะ"
แม่เล้าชุยเก๋าเกมมาก รู้ว่าปล่อยให้บรรยากาศกร่อยไม่ได้ เลยโยนเหยื่อล่อก้อนโตลงไป
"ข้าเอง!"
มีรางวัลหนัก ย่อมมีคนกล้า
ทันใดนั้น คุณชายคนหนึ่งก็ลุกขึ้นแล้วก้าวฉับๆ ไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ...