- หน้าแรก
- เกิดเป็นตัวร้ายปลายแถว งานถนัดคือการยั่วยวนนางเอก
- บทที่ 10: งานใหญ่เริ่มแล้ว
บทที่ 10: งานใหญ่เริ่มแล้ว
บทที่ 10: งานใหญ่เริ่มแล้ว
คุณชายหนุ่มรูปงามเดินอาดๆ ไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เขาดูดีทีเดียว
แต่ถ้าเทียบกับระดับหนุ่มดอกไม้งามอย่างฟู่เทียนหลิง ก็ยังห่างชั้นกันอยู่บ้าง
ตามธรรมเนียมของงานใหญ่แบบนี้ คนแต่งกลอนมักจะเขียนสดๆ ตรงนั้นเลย แล้วให้กรรมการเป็นคนอ่าน
แน่นอนว่ากลอนส่วนใหญ่ไม่ได้แต่งสดหรอก เตรียมมาจากบ้านทั้งนั้น รอจังหวะมาปล่อยของในงานนี้แหละ
บางคนถึงขั้นไปจ้างคนอื่นแต่งให้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติมาก
สำหรับลูกท่านหลานเธอ เงินทองไม่สำคัญเท่าชื่อเสียงหรอก
ถ้าได้ฉายา 'ยอดกวีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง' ไปประดับบารมี เส้นทางการเป็นขุนนางในอนาคตก็จะสดใส
"นั่นใช่คุณชายรองตระกูลเสนาบดีกรมอาญา อวี๋ซิ่วหมิง หรือเปล่า?"
"น่าจะใช่ เห็นว่าฝีมือแต่งกลอนเขาใช้ได้เลยทีเดียว"
"อวี๋ซิ่วหมิงคนนี้รูปงาม ความสามารถล้นเหลือ อนาคตติดหนึ่งในสิบของการสอบขุนนางแน่ๆ"
"เสียดาย คืนนี้คุณชายเฟิงหงไฉก็มาด้วย ตำแหน่งชนะเลิศคงไม่พ้นเขาแน่"
"..."
ไม่นาน อวี๋ซิ่วหมิงก็สะบัดแขนเสื้ออย่างองอาจ จรดพู่กันเขียนกลอนเกี่ยวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์อย่างตั้งใจ
ภาพรวมถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดี พอไปวัดไปวาได้!
เมื่อกรรมการคนหนึ่งอ่านกลอนด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอารมณ์ ก็เรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมได้พอสมควร
ยังไงเขาก็เป็นคนแรกที่กล้าออกมา ต้องไว้หน้ากันหน่อย ต่อให้กลอนห่วยแค่ไหน ก็ต้องปรบมือให้
แถมลายมืออวี๋ซิ่วหมิงก็สวยงามวิจิตร มีคนเอ่ยชมเสียงดังเพราะเรื่องนี้ด้วย
ฟู่เทียนหลิงดูไม่สนใจเลยสักนิด นั่งดื่มเหล้ากับหร่วนอวี่เจ๋อต่อไป
หร่วนอวี่เจ๋ออดถามไม่ได้ "คุณชายสี่ มีทีเด็ดอะไรไหมขอรับ? เตรียมมาปล่อยของหรือเปล่า?"
ฟู่เทียนหลิงทำหน้าดูแคลน "แค่กลอนกระจอกๆ ทำไมต้องเตรียม? นายน้อยผู้นี้แค่เดินขึ้นไปมั่วๆ สักบท ก็บดขยี้พวกนี้ได้สบายแล้ว"
ฟู่เทียนหลิงไม่ได้ลดเสียงลง คนที่ได้ยินต่างพากันพูดไม่ออก
ช่วยดูสถานที่หน่อยได้ไหมพ่อคุณ เวลาจะโม้น่ะ?
คุณมึงเป็นคุณชายขยะชื่อดังแห่งเมืองหลวง จะมาแต่งกลอนเนี่ยนะ?
ต่อให้มีกลอน ก็คงไปจ้างคนอื่นแต่งมา จะมาเก๊กทำไม?
แต่พวกเขาก็ได้แต่คิดในใจ ไม่มีใครลืมวีรกรรมที่ฟู่เทียนหลิงเพิ่งกระทืบคนไปหมาดๆ เลยไม่กล้าปากดีออกมา
มุมปากหร่วนอวี่เจ๋อกระตุกยิกๆ
ลูกพี่ ไม่รู้ชื่อเสียงตัวเองเลยหรือไง?
เพลาๆ เรื่องโม้ลงหน่อยเถอะ!
หร่วนอวี่เจ๋อยิ้มประจบ "แน่นอนอยู่แล้วขอรับ ใครในเมืองหลวงไม่รู้บ้างว่าคุณชายสี่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ความรู้อัดแน่นเต็มพุง แค่ขยับตัวนิดเดียว คู่แข่งก็กระเจิงหมด"
หร่วนอวี่เจ๋อยังรักตัวกลัวตาย ไม่กล้าตะโกนคำเยินยอที่ฟังดูไม่น่าเชื่อถือนี้เสียงดัง เลยกระซิบข้างหูฟู่เทียนหลิงแทน
ฟู่เทียนหลิงรู้สึกว่าไอ้หมอนี่หน้าด้านพอจะพูดคำตอแหลแบบนี้ได้ อนาคตไกลแน่นอน
ฟู่เทียนหลิงพูดอย่างมั่นใจ "น้องหร่วนตาถึงนี่หว่า รอดูได้เลย! คอยดูนายน้อยผู้นี้สยบคนทั้งงาน"
หร่วนอวี่เจ๋อรีบเอามือปิดหน้าหล่อๆ ของตัวเองอย่างแนบเนียน
ลูกพี่ ท่านไม่ต้องการหน้า แต่ข้าต้องการนะ ช่วยเบาเสียงลงหน่อยได้ไหม?
คนรอบข้างที่ได้ยินต่างทำเมินฟู่เทียนหลิง มองเขาเป็นตัวตลก ไม่เยาะเย้ยแต่ก็ไม่สนใจ
หลังอวี๋ซิ่วหมิง ก็มีคุณชายอีกหลายคนขึ้นไปเขียนกลอน
แต่ฝีมือก็พอๆ กับอวี๋ซิ่วหมิง หรือแย่กว่าด้วยซ้ำ เลยไม่ค่อยฮือฮาเท่าไหร่
ฟู่เทียนหลิงนั่งดื่มกับหร่วนอวี่เจ๋อและเมิ่งเฮ่อ ไม่สนความวุ่นวายรอบข้าง ราวกับเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเขา
แม้เมิ่งเฮ่อจะหัวช้า แต่เขาก็รู้สึกว่าคุณชายสี่สุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงพุ่งขึ้นไปนานแล้ว
เวลาผ่านไป มีคนแต่งกลอนไปแล้วสิบแปดคน
แต่ยังไม่มีกลอนบทไหนที่สะกดคนทั้งงานได้
ความกระตือรือร้นของทุกคนเริ่มลดลง
ทันใดนั้น คุณชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งก็ค่อยๆ ลุกขึ้น บรรยากาศในงานพลันร้อนระอุขึ้นมาทันที
"ฮ่าๆ! คุณชายเฟิงจะแต่งกลอนแล้ว"
"ลือกันว่าคุณชายเฟิงมีแววจะได้เป็นยอดกวีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ถ้าคราวนี้เขาโชว์ฟอร์มเทพจนคนร่ำลือ ตำแหน่งนี้คงหนีไม่พ้นแน่!"
"คุณชายเฟิงเก่งจริง! เชี่ยวชาญทั้งสี่ศาสตร์ ใครในเมืองหลวงไม่รู้บ้าง?"
"ท่านเสนาบดีกรมตรวจการเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ เห็นแล้วอิจฉาตาร้อนเลย!"
"..."
คนที่ปรากฏตัวคือเฟิงหงไฉ หนึ่งในคนที่ให้แต้มอารมณ์ฟู่เทียนหลิงเมื่อกี้นี้
แต่ต่างจากหร่วนอวี่เจ๋อ เขาให้แต้มความโกรธ ดูเหมือนคุณชายเฟิงคนนี้จะดูถูกฟู่เทียนหลิงจากก้นบึ้งของหัวใจ
เฟิงหงไฉมีชื่อเสียงมากในหมู่คนรุ่นใหม่ และมีความรู้ความสามารถจริงๆ ไม่ใช่ของปลอม
เขาเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ นางรำแสนสวยรีบมาฝนหมึกให้
เฟิงหงไฉจรดพู่กันเขียนลงบนกระดาษเซวียนจื่อทันที ท่วงท่าลื่นไหลงดงามเปี่ยมสุนทรียะ
เพียงชั่วอึดใจ เฟิงหงไฉก็แต่งกลอนเสร็จรวดเดียวจบ
ไม่ต้องดูกลอน แค่ท่าเขียนก็ตกสาวๆ ในย่านเริงรมย์หลวงได้เป็นโขยงแล้ว
สง่างามสุดๆ!
พอเขียนเสร็จ เฟิงหงไฉก็ยื่นให้กรรมการอาวุโสท่านหนึ่งทันที
กรรมการท่านนี้ชื่อโต้วไหล เป็นผู้อาวุโสที่ได้รับการนับหน้าถือตาและมีชื่อเสียงด้านวรรณกรรม เคยเป็นอาจารย์สอนลูกหลานตระกูลขุนนางมาหลายคน
โต้วไหลกวาดตามองกลอนของเฟิงหงไฉ แล้วพยักหน้าเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม
ดูจากสีหน้าโต้วไหล เห็นชัดว่าเขาพอใจกับกลอนบทนี้มาก
จากนั้น โต้วไหลก็เริ่มอ่านกลอน
จังหวะจะโคนไพเราะ น้ำเสียงเปี่ยมพลัง
สิ้นเสียงอ่าน ทั้งงานก็ระเบิดเสียงปรบมือและเสียงเชียร์กึกก้อง
"เยี่ยม! สมเป็นยอดกวีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ต่อให้ข้าคิดจนหัวแตกทั้งชีวิต ก็แต่งกลอนแบบนี้ไม่ได้!"
"เทียบกับกลอนวันไหว้พระจันทร์ปีก่อนๆ บทนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก คุณชายเฟิงดังระเบิดแน่คราวนี้"
"ไม่มีทางมีกลอนบทไหนดีกว่าของคุณชายเฟิงในงานนี้อีกแล้ว สุดยอดจริงๆ!"
"ข้าลองละเลียดดู ยิ่งคิดยิ่งลึกซึ้ง สมเป็นคุณชายเฟิง ข้าเทียบไม่ติดเลย!"
"จะเทียบอะไรได้? ที่หนึ่งต้องเป็นของคุณชายเฟิงแน่นอน!"
"..."
ด้วยกลอนของเฟิงหงไฉ บรรยากาศในงานพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด
กลอนบทนี้ดีจริง แม้จะไม่ใช่ที่สุดของกลอนวันไหว้พระจันทร์ตลอดกาล แต่อย่างน้อยก็ติดท็อปเท็น กรรมการหลายคนพยักหน้าหงึกๆ อย่างพอใจ
คนที่ขึ้นไปต่อจากเฟิงหงไฉต่างถูกรัศมีของเขากลบมิด จนจืดจางไปหมด
ไม่นาน งานประชันกลอนก็มาถึงช่วงท้าย มีคุณชายแต่งกลอนไปแล้วยี่สิบสี่คน
แม่เล้าชุยยิ้มหวานหยด "ถ้าไม่มีคุณชายท่านไหนจะแต่งกลอนอีก งั้นเราจะจบงานเพียงเท่านี้นะเจ้าคะ"
จังหวะนั้นเอง ฟู่เทียนหลิงก็วางจอกเหล้าลง
ภายใต้สายตาตื่นตะลึงสุดขีดของหร่วนอวี่เจ๋อ เขาค่อยๆ ลุกขึ้น ไพล่หลังอย่างองอาจ แผ่กลิ่นอายผู้ยิ่งใหญ่ออกมา
"จะรีบไปไหน? แค่พวกขยะไม่กี่ตัวยังกล้ามาขายขี้หน้า วันนี้ นายน้อยผู้นี้จะสอนให้พวกเจ้ารู้ซึ้งว่ากวีที่แท้จริงเป็นยังไง..."