เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 88 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์

บทที่ 88 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์

บทที่ 88 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์


บทที่ 88 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์

คฤหาสน์ตระกูลสวี เมืองเจียง

เฉินหยาง สวีกุ้ย และสวีเหวินเซิงกำลังนั่งจิบชากันอย่างสงบ ด้านหลังของพวกเขาคือคนในตระกูลสวีที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความหวาดวิตก ขณะที่ในหูมีแต่เสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรุนแรงกว่าครั้งที่แล้วมากนัก

"เสียงระเบิดดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ ดูท่าสวีเหวินอวี้คงจะเคลื่อนพลเข้าเมืองมาแล้ว เฉินหยาง... พวกเจ้าแพ้แน่"

"ท่านเอาอะไรมาตัดสินล่ะขอรับ?"

"ฟางโป๋ชิงแม้จะคุมกองทัพได้สองด้าน แต่พวกนั้นเป็นเพียงกองกำลังระดับรอง และบารมีของสวีเหวินเทียนในกองทัพน่ะเป็นสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอก เมื่อถึงเวลาสู้กันจริงๆ จะมีสักกี่คนที่กล้าหันดาบเข้าใส่สวีเหวินเทียน? ลำพังเพียงนายทหารไม่กี่คนที่พวกเจ้าดึงตัวไปน่ะมันไม่พอหรอก"

สวีเหวินเซิงอธิบาย การที่สวีเหวินเทียนควบคุมเมืองเจียงได้นั้นมันล้ำลึกเกินกว่าที่ฝ่ายสายวิชาการจะจินตนาการได้ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ตอบโต้อย่างรุนแรงก็เพราะเขายังมีเส้นตายของตัวเอง ไม่อยากเห็นเมืองเจียงพินาศ

ทว่าในตอนนี้ฝ่ายสายวิชาการกลับเล่นงานเขาอีกครั้ง เป็นการประกาศกร้าวว่าจะสู้กันจนตายไปข้าง สวีเหวินเทียนย่อมไม่ยอมอยู่นิ่งแน่ สวีเหวินอวี้ต้องได้รับคำสั่งให้เคลื่อนพลเข้าเมืองแน่นอน

"สิ่งที่ท่านพูดน่ะถูกขอรับ แต่ท่านก็ลืมไปอย่างหนึ่ง ตอนนี้โลกยึดถือพละกำลังเป็นใหญ่ การต่อสู้ระหว่างสวีเหวินเทียนกับจางเจิ้นสงและฟางโป๋ชิงต่างหาก คือสิ่งที่จะตัดสินผลแพ้ชนะของศึกครั้งนี้"

"เจ้าพูดก็มีเหตุผล แต่เจ้าก็รู้นี่ว่าสวีเหวินเทียนก้าวสู่ระดับ 9 มาตั้งนานแล้ว เขาอาจจะทะลวงสู่ขอบเขตที่สูงกว่านั้นไปแล้วก็ได้ จางเจิ้นสงกับฟางโป๋ชิงย่อมไม่ใช่คู่มือของเขา สุดท้ายพวกเจ้าก็แพ้อยู่ดี"

"เฉินหยาง ปู่ข้าพูดถูกนะ ตระกูลสวีของพวกเราไม่มีวันแพ้หรอก การก้าวขึ้นสู่อำนาจของปู่ใหญ่สร้างผลประโยชน์ให้คนในตระกูลเรามหาศาล จนพวกเราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขาไปแล้ว ทั้งตระกูลเลยล่ะ"

"ทั้งตระกูลสวีมีลูกหลานนับหมื่นคน หากรวมเครือญาติ เพื่อนฝูง และความสัมพันธ์อื่นๆ คนที่ได้รับผลกระทบจากเรามีมากกว่าล้านคน ตระกูลสวีคือตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเจียงอย่างแท้จริง"

"พวกเราหยั่งรากลึกมานาน พลังฝีมือแข็งแกร่งนัก ขอเพียงพวกเราเริ่มเคลื่อนไหว ฟางโป๋ชิงย่อมไม่มีโอกาสชนะเลย"

"แล้วอย่างไรล่ะขอรับ?"

"ดังนั้นเฉินหยาง... มาร่วมมือกับพวกเราเถอะ ปู่ของข้าสายนี้มีหลานสาววัยที่พร้อมออกเรือนอยู่หกคน เจ้าถูกใจคนไหนบอกข้าได้เลย ข้าจะให้ปู่ยกให้เจ้าทันที หรือถ้าเจ้าต้องการ จะสองคนสามคนก็ได้ ขอเพียงเจ้ามาเป็นลูกเขยตระกูลสวี เจ้าจะได้เสวยสุขกับความมั่งคั่งไปพร้อมกับพวกเรา"

"เฉินหยาง สวีกุ้ยพูดถูกนะ หากเจ้าตกลงใจจะเกี่ยวดองกับเรา ข้ารับรองอนาคตให้เจ้าเอง ลูกหลานฝ่ายหญิงในบ้านข้าน่ะเจ้าก็น่าจะพอรู้มาบ้าง ทุกคนได้รับการศึกษามารยาทมาอย่างดี เพียบพร้อมทั้งงานนอกบ้านและงานในบ้าน จะเป็นภรรยาที่ส่งเสริมเจ้าได้แน่นอน และด้วยความสามารถของเจ้า เจ้าคู่ควรกับพวกนางที่สุด เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ"

คำพูดของสวีกุ้ยทำให้สวีเหวินเซิงตาเป็นประกาย หากเฉินหยางยอมตกลง เกียรติยศมั่งคั่งของสายเขาจะได้รับการการันตีไปอย่างน้อยอีกห้าสิบปีแน่นอน

"สวีกุ้ย ดูท่าการศึกษาของเมืองเจียงจะค่อนข้างล้มเหลวนะ ทั้งโรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยยุทธ์อีกปีครึ่ง ก็ยังแพ้ให้กับการขัดเกลาจากทางครอบครัวของเจ้าได้"

"เฉินหยาง ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าดูแคลนความคิดของข้า แต่ในเมื่อข้าเป็นลูกหลานตระกูลสวี และได้รับเกียรติยศมั่งคั่งมาจากชื่อเสียงของตระกูล ข้าย่อมต้องเห็นแก่ครอบครัวเป็นอันดับแรก"

"เจ้าพูดก็ถูกขอรับ แต่ความคิดของพวกเจ้าทุกคนดันตกหล่นอะไรไปอย่างหนึ่ง"

"อะไรล่ะ?"

"ตกหล่น 'ข้า' ไงล่ะ... ข้านี่แหละ คือตัวแปรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตัวแปรที่ฟ้าถล่มดินทลาย"

"เจ้า..."

"ปู่สวี พอจะบอกข้าได้ไหมขอรับว่าตอนนี้สวีเหวินเทียนอยู่ที่ไหน"

"เจ้าคิดจะทำอะไร?"

"เอาชีวิตของคนทั้งครอบครัวท่านเป็นเดิมพัน แลกกับพิกัดสถานที่ที่หนึ่ง ท่านไม่ขาดทุนหรอกขอรับ อีกอย่าง ต่อให้ท่านไม่บอก ข้าก็หาเจออยู่ดี แค่เสียเวลานิดหน่อยเท่านั้นเอง"

น้ำเสียงของเฉินหยางค่อยๆ เย็นชาลง ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้เขาได้ตัดสินใจแล้ว เขาจะไปปลิดชีพสวีเหวินเทียนด้วยตนเอง

สายตาของเฉินหยางกวาดมองไปที่คนตระกูลสวี ไม่มีใครกล้าสบตากับเขาเลยแม้แต่คนเดียว เพียงเวลาแค่หนึ่งนาที เฉินหยางก็ได้ข้อมูลที่ต้องการ

"สวีกุ้ย วางใจเถอะ เห็นแก่ความเป็นเพื่อน... เจ้าจะไม่ตาย"

เฉินหยางลุกขึ้นยืนและกล่าวกับสวีกุ้ย ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงสุดขีดของคนตระกูลสวีหลายสิบชีวิต เฉินหยางสะบัดมือเรียกกระบี่วิญญาณ ออกมา กระบี่นั้นลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ก่อนที่เฉินหยางจะก้าวขึ้นไปเหยียบและพุ่งทะยานออกไปดั่งสายแสง

"วิชาการควบคุมกระบี่บิน..." สวีกุ้ยได้แต่พึมพำหลังจากเฉินหยางจากไป ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ในตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่า เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของเขามีความลับอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ซ่อนอยู่

......

นอกเมืองเจียง ภูเขาเหมืองแร่

ตู้ม!

จางเจิ้นสงถูกกระแทกจนกระเด็นไปไกลอีกครั้ง ร่างของเขากระแทกเข้ากับอาคารหลังหนึ่งจนพังทลาย สวีเหวินเทียนเตรียมจะพุ่งเข้าไปซ้ำแผล ฟางโป๋ชิงจึงรีบพุ่งเข้าไปช่วยขวางไว้

อั่ก! จางเจิ้นสงตะเกียกตะกายออกมาจากซากปรักหักพัง พลางกระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น

สวีเหวินเทียนแม้จะยังไม่มีวิชาหรือพลังพิเศษในระดับเหนือสามัญ แต่ร่างกายของเขาได้รับการขัดเกลาอย่างลึกซึ้ง ปฏิกิริยาของเขาเร็วกว่า พลังภายในรุนแรงกว่า และความเร็วสูงกว่า ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอจะจัดการพวกเขาได้แล้ว

ปัง! ในระหว่างการต่อสู้ ฟางโป๋ชิงพลาดท่าถูกสวีเหวินเทียนฟันเข้าหนึ่งดาบ ร่างกายครึ่งซีกเกือบจะฉีกขาด เขาแผดร้องอย่างเจ็บปวดก่อนจะกระเด็นไปอีกทาง

"อาจารย์ใหญ่!" จางเจิ้นสงคำรามลั่น รวบรวมพลังภายในทั้งหมดพุ่งเข้าสู้อีกครั้ง

สวีเหวินเทียนเพียงแค่แค่นหัวเราะเย็นชา เขาไม่ได้เห็นจางเจิ้นสงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่สามกระบวนท่า จางเจิ้นสงก็ถูกดาบแทงทะลุร่าง พลังภายในอันมหาศาลพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขาจนเกือบจะสิ้นใจตายคาที่

สวีเหวินเทียนเตะจางเจิ้นสงจนกระเด็นไป ก่อนจะเหลือบมองฟางโป๋ชิงที่นอนแน่นิ่งไปแล้ว สวีเหวินเทียนแหงนหน้าหัวเราะร่าด้วยความสะใจ

"ฟางโป๋ชิง จางเจิ้นสง... เป็นอย่างไรล่ะ ยอมรับความพ่ายแพ้หรือยัง!"

"ไม่ยอม!"

"ไม่ยอมก็ลุกขึ้นมาสู้ต่อสิ! วันนี้ข้าจะทำให้พวกเจ้ายอมสยบให้ได้ จะได้รู้ไว้ว่าการที่ข้า สวีเหวินเทียน ได้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของเมืองเจียง ไม่ใช่เพราะโชคช่วย และไม่ใช่ชื่อเสียงจอมปลอม ข้าสร้างมันขึ้นมาด้วยกำปั้นและเท้าของข้าเอง!" สวีเหวินเทียนตะโกนลั่น นี่คือสิ่งที่เขาฝังใจมาตลอด

เพราะเขาไม่ได้โดดเด่นขึ้นมาตั้งแต่เริ่มยุคพลังปราณฟื้นฟู ในตอนนั้นมีคนที่พรสวรรค์ดีกว่าเขามากมาย แต่สุดท้ายเขากลับเป็นผู้ชนะเพียงคนเดียว หลายคนหาว่าเขาดวงดี แต่สวีเหวินเทียนไม่เคยยอมรับ เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองต้องผ่านความทุกข์ยากมามากเพียงใด

"ถ้าตอนนั้นเจ้าไม่ฆ่าลูกชายข้า ลูกชายข้าจะเก่งกว่าเจ้าหมื่นเท่า!"

"ฮ่าๆ งั้นรึ? แต่ตอนนี้น่ะหญ้าบนหลุมศพมันคงสูงท่วมหัวไปแล้วมั้ง ส่วนข้าน่ะยังอยู่ดี!"

"เจ้า..."

"ไม่มีอะไรจะพูดแล้วสินะ งั้นข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งนาทีสั่งเสียก็แล้วกัน" สวีเหวินเทียนหัวเราะสะใจ อัจฉริยะแล้วอย่างไรล่ะ? เมืองเจียงไม่เคยขาดอัจฉริยะ ต่อให้เป็นหนึ่งในหมื่น เมืองเจียงก็หามาได้เป็นพันคน แต่คนที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริงคือเขาต่างหาก

"คำสั่งเสียน่ะไม่จำเป็นหรอกขอรับ แต่ท่านผู้บัญชาการสวีนี่แหละ ที่ควรจะคิดคำสั่งเสียไว้"

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น สวีเหวินเทียนรีบเงยหน้าขึ้นมอง และพบกับคนคนหนึ่งที่กำลังเหยียบกระบี่ร่อนลงมาจากท้องฟ้า

"เจ้าเป็นใครกัน!"

"ท่านผู้บัญชาการสวีสืบข่าวไม่เก่งเลยนะขอรับ แม้แต่ข้าก็ยังจำไม่ได้"

"เฉินหยาง! เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร!" จางเจิ้นสงเห็นเฉินหยางก็ต้องตกตะลึงสุดขีด

"เฉินหยางรึ เจ้านั่นเอง เฉินหยาง"

"ท่านจำข้าได้ด้วยรึขอรับ?"

"แน่นอน ศิษย์ของจางเจิ้นสง อันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยยุทธ์... แต่เจ้ามาที่นี่เพื่อจะตายไปพร้อมกับจางเจิ้นสงงั้นรึ?"

"ท่านผู้บัญชาการสวี แววตาของท่านมันฟ้องนะขอรับว่าในใจท่านกำลังคิดอะไรอยู่ เห็นข้าเหยียบกระบี่บินมาแบบนี้ ท่านคงจะตกใจมากสินะ" เฉินหยางยิ้มมองสวีเหวินเทียน สวีเหวินเทียนในระดับตอนนี้ยังไม่สามารถบินได้ด้วยร่างกายเปล่าๆ ดังนั้นการเห็นวิชาการควบคุมกระบี่บินจึงสร้างความหวาดหวั่นให้เขาได้มาก

"เป็นข้าที่ดูแคลนมหาวิทยาลัยยุทธ์ไป มหาวิทยาลัยยุทธ์ช่างซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์จริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่มีความลับมากที่สุดในเมืองเจียงจะเป็นเจ้า"

"อยากได้ไหมล่ะขอรับ?"

"ขอเพียงข้าจับตัวเจ้าได้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะปากแข็งไปได้ตลอด" สวีเหวินเทียนกล่าว ความมีเหตุผลพ่ายแพ้ต่อความหวาดกลัว และความโลภก็เอาชนะความหวาดกลัวได้เช่นกัน เขารู้สึกว่าบนตัวเฉินหยางต้องมีความลับที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ ความลับที่จะช่วยให้เขาก้าวหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม

"ข้าเองก็คิดว่าข้าปากแข็งพอดูเลยล่ะขอรับ แต่ไม่รู้ว่ากระดูกของท่านจะแข็งเหมือนปากไหม"

"จะแข็งหรือไม่ ลองดูก็รู้!"

สวีเหวินเทียนคำรามลั่นและเริ่มเปิดฉากก่อนทันที เขาฟันดาบสุดแรงเกิดใส่เฉินหยาง กังขี่อันรุนแรงพุ่งเข้าจู่โจมเฉินหยางในพริบตา ทว่าเฉินหยางกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ในมือพลันปรากฏธงขนาดใหญ่ขึ้นมาผืนหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 88 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์

คัดลอกลิงก์แล้ว