- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 87 การดวล
บทที่ 87 การดวล
บทที่ 87 การดวล
บทที่ 87 การดวล
นอกเมืองเจียง
สิ้นเสียงตะโกนของสวีหย่งลี่ จางเจิ้นสงก็หันหลังกลับไปและเห็นสวีเหวินเทียนยืนอยู่
ทั้งคู่ยืนห่างกันหลายสิบเมตร สวีเหวินเทียนก้าวเดินเข้าหาจางเจิ้นสงทีละก้าว
ทุกก้าวที่เดิน บารมีและกลิ่นอายพลังก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น แรงกดดันจากสนามพลังที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่จางเจิ้นสง
"หึหึ" จางเจิ้นสงแค่นหัวเราะ ระเบิดกลิ่นอายพลังออกมาต้านทานสนามพลังของสวีเหวินเทียนอย่างไม่ยอมลดละ
"จางเจิ้นสง เจ้าคิดว่านักยุทธ์ที่เพิ่งเข้าระดับ 9 จะเป็นคู่มือข้าได้รึ? ลืมไปแล้วรึไงว่าจ้าวอวี้จางตายอย่างไร?"
"สวีเหวินเทียน ข้าคอยเจ้ามาตั้งนานแล้ว เพิ่งจะโผล่หัวมาได้ ช้าไปหน่อยนะ"
"อ้อ ดูท่าเจ้าจงใจล่อข้าออกมาสินะ แล้วฟางโป๋ชิงล่ะ? เขาไม่มาด้วยรึ?"
"สวีเหวินเทียน ข้ามาแล้ว"
สิ้นเสียงของสวีเหวินเทียน ฟางโป๋ชิงก็ปรากฏตัวขึ้น ลำพังเพียงจางเจิ้นสงคนเดียวย่อมไม่มีทางเป็นคู่มือของสวีเหวินเทียนได้
"มาก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา"
"สวีเหวินเทียน คนทำชั่วย่อมได้รับผลกรรม วันนี้คือวันตายของเจ้า"
"ฮ่าๆ ฟางโป๋ชิง เลิกเสแสร้งได้แล้วรึไง? ไม่พูดเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ประชาธิปไตยหรือเสรีภาพแล้วรึ?"
"หลังจากฆ่าเจ้าแล้ว คณะกรรมการความมั่นคงเมืองเจียงจะไม่สลายตัว จะไม่มีใครสามารถตั้งตนเป็นราชาได้อีก และจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเจียง พวกเราจะออกกฎหมายที่ยุติธรรมกว่าเดิม และรับประกันว่ามันจะถูกบังคับใช้จริง"
"เพ้อฝัน! นักยุทธ์ในเมืองเจียงมีนับแสนคน และได้ก่อตัวเป็นชนชั้นใหม่ขึ้นมาแล้ว นักยุทธ์ระดับ 4 ขึ้นไปกับคนธรรมดาน่ะมันอยู่คนละโลกกัน สมรรถภาพร่างกายมันต่างกันราวฟ้ากับเหว นักยุทธ์พวกนั้นทุ่มเทฝึกฝนและเสี่ยงตายที่แนวหน้า แล้วเจ้าจะมาบอกข้าว่าให้พวกเขามามีสิทธิเท่าเทียมกับพวกคนธรรมดางั้นรึ? เจ้าคิดว่าพวกเขาจะยอมรึไง?"
"ถ้าฝึกฝนแทบตายแต่สุดท้ายก็ยังมีค่าเท่ากับคนไม่ได้ฝึก แล้วข้าจะฝึกไปเพื่ออะไรล่ะอาจารย์ใหญ่ฟาง? ปัญหานี้เจ้าแก้ได้รึเปล่า?" สวีเหวินเทียนกล่าวอย่างดูแคลน ความเท่าเทียมมันไม่เคยมีอยู่จริงหรอก ก่อนยุคพลังปราณฟื้นฟู เจ้ากล้าพูดไหมว่าคนงานในโรงงานกับมหาเศรษฐีน่ะเท่าเทียมกัน?
ในตอนนี้ที่วิถียุทธ์รุ่งเรือง ช่องว่างของพลังส่วนบุคคลยิ่งกว้างขึ้น ยอดฝีมือหนึ่งคนสามารถล้มคนธรรมดาพันคนได้สบายๆ แล้วทำไมพวกเขาต้องยอมเท่าเทียมด้วยล่ะ? พวกเขาไม่กลัวจะถูกจับแขวนคอกับเสาไฟเหมือนสมัยก่อนหรอกนะ
"นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวล ถึงเวลาธรรมชาติย่อมมีทางแก้ของมันเอง"
"ฮ่าๆ ตลกชะมัด!"
"สวีเหวินเทียน วันนี้ต่อให้เจ้าจะยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้าง เจ้าก็ต้องตาย พวกเราไม่ได้มีแค่ความแค้นส่วนรวม แต่ข้ามีความแค้นส่วนตัวที่ต้องชำระเพื่อลูกชายของข้าด้วย!"
"งั้นก็เข้ามา! จ้าวอวี้จางตายไปแล้ว เจ้าเองก็ต้องตายตามมันไปเหมือนกัน!"
"ฆ่า!"
เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง จางเจิ้นสงจึงเปิดฉากก่อนเป็นคนแรก ดาบยาวในมือฟาดฟันเข้าใส่สวีเหวินเทียนเต็มแรง
ร่างของสวีเหวินเทียนวูบไหวและหายลับไปในพริบตา ก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของจางเจิ้นสงและตวัดดาบฟันเข้าที่ลำคอของเขา
จางเจิ้นสงหันกลับมาตั้งรับ ทว่าเพียงการปะทะกันแค่รอบเดียว จางเจิ้นสงก็ถูกแรงปะทะจนถอยกรูดไปหลายก้าว
"เจ้าทะลวงระดับได้แล้ว!" จางเจิ้นสงหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง พลังของสวีเหวินเทียนช่างเหนือจินตนาการนัก แม้แต่ท่าเดียวเขาก็เกือบจะรับไว้ไม่ไหว
"จำไว้... ขอบเขตถัดจากระดับ 9 เรียกว่าระดับ 'เหนือสามัญ' และข้าในตอนนี้คือระดับเหนือสามัญ!" สวีเหวินเทียนเลิกปิดบังพลังอีกต่อไป กลิ่นอายพลังที่น่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมา บดขยี้จางเจิ้นสงและฟางโป๋ชิงจนแทบหายใจไม่ออก
จางเจิ้นสงและฟางโป๋ชิงมองหน้ากัน ทั้งคู่รีบเดินวิชาลับทันที
"วิชาเผาผลาญอายุขัย!"
"วิชาเลือดเย็น!"
ทั้งสองคนลงมือพร้อมกัน พุ่งเข้าใส่สวีเหวินเทียนอีกครั้ง ในตอนนี้พวกเขาได้แต่หวังว่าสวีเหวินเทียนที่เพิ่งทะลวงระดับจะยังไม่มีเวลาเรียนรู้วิชาหรือพลังพิเศษใหม่ๆ
......
เมืองเจียง บ้านพักแห่งหนึ่ง
เฉินหยางมองดูแผ่นกระดาษในมือพลางส่ายหน้าไม่หยุด
"น้องสาม เจ้าจะทำอย่างไรจริงๆ รึ? จะไปฆ่าครอบครัวของสวีเหวินเซิงจริงๆ หรือ?" เฉินเซิ่งเอ่ยถาม แผ่นกระดาษตรงหน้าคือภารกิจที่จางเจิ้นสงส่งคนมามอบให้เฉินหยาง
จางเจิ้นสงระบุไว้อย่างชัดเจนว่า วันนี้พวกเขาจะตัดสินแพ้ชนะกับสวีเหวินเทียน และต้องการให้เฉินหยางไปลอบสังหารคนสำคัญอย่างสวีเหวินเซิงด้วย
สวีเหวินเซิงรับผิดชอบด้านการส่งกำลังบำรุงยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ตำแหน่งหน้าที่สำคัญยิ่ง และถือเป็นมือขวาคนหนึ่งของสวีเหวินเทียน
ทว่าประเด็นสำคัญคือ สวีเหวินเซิงมีหลานชายที่ชื่อสวีกุ้ย และจางเจิ้นสงย่อมรู้อยู่เต็มอกว่าสวีกุ้ยเป็นเพื่อนสนิทของเฉินหยาง
"พี่ใหญ่ ท่านว่าจางเจิ้นสงคิดอะไรอยู่ ทำไมต้องมาทดสอบข้าแบบนี้" เฉินหยางกล่าวอย่างจนใจ เจตนาของจางเจิ้นสงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี นี่คือการทดสอบเฉินหยาง
ทดสอบว่าเฉินหยางจงรักภักดีต่อเขาจริงไหม และทดสอบว่าเฉินหยางจะเลือกผลประโยชน์หรือมิตรภาพเมื่อต้องชั่งน้ำหนักกัน
มันเป็นแผนที่แยบยล แต่เฉินหยางกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เขาไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกใครมาจูงจมูก ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นอาจารย์ที่แสนดีต่อเขาก็ตาม
"น้องสาม ความหมายน่ะเจ้าก็รู้ดีอยู่แล้ว ตอนนี้ต้องดูว่าเจ้าจะเลือกอย่างไร"
"พี่ใหญ่ ท่านว่าข้าฝึกวิชาอะไร"
"วิชามารหุนหยวนไง ทำไมรึ?"
"แล้ววิชามารคืออะไรล่ะ"
"เอ่อ... เรื่องนี้..."
"วิชามารคือความไร้พันธนาการ คือความอิสระเสรี คือปีศาจร้ายในสายตาของพวกคนดี... ในเมื่อข้าเป็นปีศาจ เป็นคนเลว แล้วทำไมข้าต้องมาเดินตามกฎเกณฑ์ศีลธรรมจรรยาบ้าบอพวกนั้นด้วยล่ะ?"
"นั่นน่ะสิ! ถ้าจะทำตัวเป็นเด็กดีขนาดนั้นจะฝึกมารไปเพื่ออะไร ไปฝึกเซียนเป็นนักบุญเป็นแม่พระไม่ดีกว่ารึ!"
"ฮ่าๆ ถูกต้องแล้ว! ไปเถอะ ตามข้าไปที่บ้านตระกูลสวีสักรอบ" เฉินหยางหัวเราะลั่น ในวินาทีนี้จิตใจของเขาสว่างวาบ ความขุ่นมัวมลายหายไปจนสิ้น
เฉินหยางเก็บข้าวของและออกจากที่พัก ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเขาก็เห็นร่องรอยของความวุ่นวายไปทั่วเมืองเจียง และได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังแว่วมา
เมื่อเฉินหยางมาถึงหน้าบ้านของสวีเหวินเซิง ตระกูลสวีในสายนี้ต่างตกอยู่ในความหวาดวิตก หน้าบ้านมีบอดี้การ์ดและเวรยามจำนวนมาก แถมยังมีแนวกระสอบทรายและปืนกลหนักติดตั้งไว้ด้วย
"อย่าฆ่าพวกเขา แค่จัดการให้หมอบก็พอ" เฉินหยางดีดนิ้ว ผีทหารยี่สิบกว่าตนปรากฏกายออกมาทันที
ตืดๆๆๆ!
พวกเวรยามเห็นคนปรากฏตัวขึ้นกะทันหันก็เปิดฉากยิงทันที ทว่ากลับไม่มีผลอะไรเลย และไม่นานพวกเขาก็ถูกพวกเฉินเซิ่งจัดการจนหมอบราบคาบแก้ว
เฉินหยางผลักประตูเข้าไป และพบกับกระบอกปืนหลายกระบอกที่เล็งมาที่เขา ตระกูลสวีถึงกับซ่อนเครื่องยิงจรวดไว้ในบ้าน ช่างร่ำรวยสมคำร่ำลือจริงๆ
"หยุดนะ!" สวีกุ้ยเห็นเฉินหยางก็ตะโกนลั่น
"เฉินหยาง เจ้ามาทำอะไรที่นี่!"
"ข้าได้รับคำสั่งจากจางเจิ้นสง ให้มาฆ่าสวีเหวินเซิงปู่ของเจ้า"
"เจ้า..." สวีกุ้ยหน้าถอดสี คนอื่นๆ ในตระกูลสวีต่างพากันตื่นตระหนก บางคนเตรียมจะเหนี่ยวไกแล้ว
"สวีกุ้ย บอกคนของเจ้าให้วางอาวุธซะ ตอนนี้ข้าอยู่ระดับ 7 ของพวกนี้ฆ่าข้าไม่ได้หรอก" เฉินหยางกล่าวเสียงเรียบ เครื่องยิงจรวดฆ่านักยุทธ์ระดับ 7 ได้ไหม? ในทางทฤษฎีน่ะได้
ทว่าในความเป็นจริงมันทำได้ยากยิ่ง เพราะปฏิกิริยาโต้ตอบของระดับ 7 นั้นรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะทันเหนี่ยวไก เฉินหยางล็อคเป้าหมายคนเหล่านั้นไว้หมดแล้ว ขอเพียงพวกเขาขยับแม้เพียงนิด เฉินหยางย่อมหลบพ้น และหลังจากนั้น... มันจะเป็นการนองเลือดฝ่ายเดียว
"เจ้าถึงระดับ 7 แล้วรึ?" สวีกุ้ยถึงกับอึ้ง ไม่ใช่ระดับ 6 หรอกรึ? ไหนว่าการทะลวงจากระดับ 6 ไประดับ 7 มันยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนขึ้นสวรรค์ไง แล้วทำไมเจ้าถึงทำได้ล่ะ?
"อีกไม่กี่เดือนก็น่าจะถึงระดับ 8 แล้วล่ะ สวีกุ้ย ไปยกเก้าอี้มาสองตัวสิ มานั่งคุยกันหน่อย แล้วก็เรียกปู่เจ้าออกมาด้วย ข้ารู้ว่าเขาอยู่ในบ้าน เจ้าก็น่าจะรู้ว่าถ้าข้าคิดจะฆ่าคนจริงๆ พวกเจ้าไม่มีใครขวางข้าได้หรอก"
เฉินหยางกล่าว เขาไม่รู้ว่าสวีเหวินเซิงมีบอดี้การ์ดระดับ 7 หรือไม่ แต่ต่อให้มี เขาก็ไม่เกรงกลัว
สวีกุ้ยพยักหน้าและรีบให้คนไปยกโต๊ะเก้าอี้มา ไม่นานนักชายชราคนหนึ่งก็เดินออกมาจากท่ามกลางฝูงชน ทุกคนต่างมองดูเขาด้วยความกังวล
"ปู่สวี พวกเราพบกันอีกแล้วนะขอรับ"
"นั่นสินะ เรื่องมันเพิ่งผ่านมาได้แค่ปีเดียวเอง" สวีเหวินเซิงมองดูเฉินหยาง เวลาเพียงหนึ่งปีเศษแต่กลับให้ความรู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้
"เวลาปีหนึ่งเปลี่ยนอะไรได้มากมายขอรับ หรือแม้แต่การเปลี่ยนระเบียบโลก ก็อาจจะใช้เวลาเพียงแค่วินาทีเดียวเท่านั้น"
"ถ้าอย่างนั้น เจ้าเตรียมจะฆ่าข้ารึ?"
"เปล่าขอรับ"
"แล้วเจ้ากล้าขัดคำสั่งจางเจิ้นสงรึ? เขาเป็นอาจารย์เจ้านะ"
"เป็นอาจารย์แล้วอย่างไร? วันนี้ต่อให้พ่อแท้ๆ สั่ง ข้าก็ขัดคำสั่งอยู่ดี"
"ทำไมล่ะ"
"เพราะข้าไม่ชอบ จางเจิ้นสงรู้ดีว่าข้ากับสวีกุ้ยเป็นเพื่อนกัน แต่เขายังจงใจสั่งให้ข้ามาฆ่าท่าน ข้ารู้สึกไม่พอใจ ข้าไม่ชอบให้ใครมาชี้นิ้วสั่งหรือกุมจุดอ่อนของข้า"
"ดูออกเลยนะว่าเจ้าเป็นคนที่ใฝ่หาอิสระ ไม่ยอมก้มหัวให้สิ่งใด ทั้งศีลธรรม กฎหมาย หรือสายสัมพันธ์ ในสายตาเจ้าย่อมเป็นเพียงเรื่องขี้ผงสินะ"
"ปู่สวีสายตาแหลมคมนัก ข้ายอมรับขอรับ ข้าเป็นคนแบบนั้นแหละ" เฉินหยางยิ้มออกมา ไม่ว่าจะเป็นการชมหรือการประชดเขาก็ยอมรับทั้งนั้น เขาเห็นว่าการเป็นคนแบบนี้มันรู้สึกดีจริงๆ
"แล้วที่เจ้ามาที่นี่ ต้องการจะทำอะไรกันแน่"
"มานั่งคุยกันขอรับ ข้าจะรั้งตัวท่านไว้ ไม่ฆ่าท่าน แต่ก็จะไม่ยอมให้ท่านยื่นมือเข้าไปยุ่งกับการต่อสู้ของอาจารย์ข้าด้วย แบบนี้ยุติธรรมดีไหมขอรับ?"
"ยุติธรรมดี... แต่ข้าไม่คิดว่าอาจารย์เจ้าจะชนะหรอกนะ พลังของสวีเหวินเทียนน่ะ พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน"
"เรื่องนั้นข้าไม่สนใจหรอก ตอนนี้ข้าแค่อยากจะหาคนนั่งจิบชาคุยด้วยเท่านั้นเอง" เฉินหยางส่ายหน้า ปล่อยให้พวกนั้นตีกันไปเถอะ หากจางเจิ้นสงชนะก็แล้วไป แต่ถ้าแพ้... เขาจะเป็นคนลงมือเอง ในการรัฐประหารครั้งนี้ ผู้ชนะเพียงคนเดียวต้องเป็นเฉินหยางเท่านั้น