- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 89 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์ (สอง)
บทที่ 89 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์ (สอง)
บทที่ 89 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์ (สอง)
บทที่ 89 ผู้ฝึกเซียน VS นักยุทธ์ (สอง)
นอกเมืองเจียง
ดาบกังขี่ของสวีเหวินเทียนพุ่งเข้าหา เฉินหยางจึงกระตุ้นพลังของธงกระดูกขาว
ทันทีที่โบกธง ลมหยินที่รุนแรงก็พัดกระหน่ำออกมา แม้แต่จางเจิ้นสงยังได้ยินเสียงร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจดังระงม
ลมหยินจากธงกระดูกขาวกลายเป็นคมมีดลม ปะทะเข้ากับดาบกังขี่ของสวีเหวินเทียนอย่างจัง แรงปะทะทำให้สิ่งรอบข้างปลิวว่อนไปหมด
ในวินาทีนั้น สวีเหวินเทียนคล้ายกับจะมองเห็นภาพสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพและทะเลเลือดเหมือนในช่วงเริ่มต้นของยุคพลังปราณฟื้นฟู เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในสนามรบครั้งแรกในชีวิต จนเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาวูบหนึ่ง
"วิชามายา!" ทว่าสวีเหวินเทียนนั้นมีจิตใจที่มั่นคงยิ่งนัก เขาเดินพลังภายในสะกดความกลัวในใจไว้ได้อย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นเอง ลมหยินก็พัดเข้ามาอีกระลอก เฉินหยางโบกธงกระดูกขาวอย่างต่อเนื่อง ลมหยินที่คมกริบพัดกระหน่ำใส่สวีเหวินเทียนจากทุกทิศทาง จนสวีเหวินเทียนเริ่มจะตั้งตัวรับไม่ทัน
"จ้าวอวี้จาง ศัตรูอยู่ตรงหน้าแล้ว ยังไม่ระเบิดโทสะออกมาอีกรึ?" เฉินหยางแค่นหัวเราะเบาๆ เมื่อจิตวิญญาณสถิตศาสตราจ้าวอวี้จางได้ยินเช่นนั้น โทสะก็พุ่งพล่านถึงขีดสุด พลังหยินทวีความรุนแรงขึ้นอีกสามส่วน
"จงไป!" เฉินหยางวาดนิ้วกระบี่ อาวุธวิญญาณข้างกายกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งตรงเข้าใส่สวีเหวินเทียนทันที
ปัง! สวีเหวินเทียนนั้นมีฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ในจังหวะที่คับขันเขาฟันดาบออกไปปัดกระบี่บินของเฉินหยางจนกระเด็นไป ทว่าเขายังไม่ทันได้ยินดี กระบี่บินลำนั้นก็เลี้ยวกลับมาโจมตีอีกครั้ง
สวีเหวินเทียนเริ่มต้านทานได้ลำบากขึ้นเรื่อยๆ ลมหยินพัดกระหน่ำไม่หยุด ทำให้เขาต้องกางกังขี่คุ้มกายไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกัน ขณะที่กระบี่บินนั้นว่องไวและพลิกแพลงจนน่าเหลือเชื่อ มันจู่โจมจากมุมที่เขาคาดไม่ถึงเสมอ จนทำให้เขาลนลานและตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างสมบูรณ์
"ทวนมา!" สวีเหวินเทียนตะโกนก้อง สวีหย่งลี่ที่แอบดูอยู่รีบหยิบทวนยาวของสวีเหวินเทียนขว้างไปให้ทันที
"หนวกหูชะมัด" เฉินหยางเหลือบมอง ก่อนจะสะบัดธงกระดูกขาวพัดลมหยินไปทางสวีหย่งลี่ทีหนึ่ง สวีหย่งลี่ถึงกับชะงักและล้มพับลงไปทันที แม้ธงกระดูกขาวจะทำอะไรสวีเหวินเทียนไม่ได้มากนัก แต่สำหรับนักยุทธ์ทั่วไปแล้ว มันคืออาวุธสังหารที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เมื่อทวนอยู่ในมือ บารมีของสวีเหวินเทียนก็เพิ่มพูนขึ้น เขาเริ่มเปิดฉากบุกเชิงรุก พยายามพุ่งเข้าหาตัวเฉินหยางเพื่อสังหารให้ได้
"ม้วนธง!" เมื่อเห็นสวีเหวินเทียนพุ่งเข้ามา เฉินหยางก็สะบัดมือม้วนผืนธงกระดูกขาวจนคันธงกลายเป็นทวนยาว และพุ่งแทงออกไป
สวีเหวินเทียนเห็นดังนั้นก็แค่นหัวเราะ เรื่องการใช้ทวนเขาไม่เคยเกรงกลัวใคร เพราะเขาคือปรมาจารย์ด้านทวนคนหนึ่ง เขาไม่หลบเลี่ยงแต่กลับใช้ทวนในมือฟาดปะทะกับธงกระดูกขาวของเฉินหยางเพื่อหวังจะปัดให้พ้นทางแล้วแทงปลิดชีพเฉินหยางในดาบเดียว
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ธงกระดูกขาวพลันพ่นมวลอากาศสายหนึ่งออกมาพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของสวีเหวินเทียน เมื่อเฉินหยางม้วนผืนธง กังขี่ของสวีเหวินเทียนก็ลดระดับลงเพราะต้องประหยัดพลังภายใน เมื่อถูกปราณอัปมงคลจากธงกระดูกขาวกระแทกเข้าจังๆ เขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง พลังภายในเริ่มไหลเวียนติดขัด และมือไม้ก็เริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ปึก! เฉินหยางใช้ธงกระดูกขาวกระแทกเข้าที่หัวไหล่ของสวีเหวินเทียน จนเขาเสียหลักเกือบจะล้ม เฉินหยางไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ พุ่งเข้าซ้ำด้วยธงกระดูกขาวและควบคุมกระบี่บินลอบโจมตีจากด้านหลังพร้อมกัน
สวีเหวินเทียนป้องกันธงกระดูกขาวไว้ได้ แต่กลับขวางกระบี่บินไม่ทัน กระบี่กรีดผ่านลำคอของเขาจนเลือดพุ่งกระฉูด สวีเหวินเทียนรีบใช้มือข้างหนึ่งกุมคอไว้ ส่วนอีกข้างใช้ป้องกันเฉินหยางพลางถอยร่นไปเรื่อยๆ พยายามเดินพลังภายในเพื่อสะกดบาดแผล
จนถึงตอนนี้ สวีเหวินเทียนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างสมบูรณ์ และเขายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองแพ้ได้อย่างไร ทำไมถึงถูกกดดันจนทำอะไรไม่ได้ขนาดนี้
สาเหตุที่สวีเหวินเทียนเสียเปรียบนั้นมีเหตุผลของมัน เพราะคู่ต่อสู้ที่ผ่านมาของเขามีเพียงนักยุทธ์หรือไม่ก็อสูรปีศาจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องรับมือกับผู้ฝึกเซียน ขณะที่เฉินหยางนั้นคุ้นเคยกับท่วงท่าของนักยุทธ์เป็นอย่างดี
เมื่อต้องสู้กับวิชาที่ไม่เคยเห็น สวีเหวินเทียนย่อมปรับตัวไม่ทัน ประกอบกับเฉินหยางมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและลงมืออย่างเหี้ยมโหด เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากความพ่ายแพ้
เฉินหยางคลี่ผืนธงกระดูกขาวออกอีกครั้งและโบกสะบัดต่อเนื่อง ลมหยินพัดกระหน่ำดั่งพายุทอร์นาโดขนาดมหึมา ทำให้สวีเหวินเทียนรู้สึกเหมือนตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง พลังหยินกำลังกัดกินพลังชีวิตของเขาอย่างรวดเร็ว
ทำให้พลังภายในของสวีเหวินเทียนเริ่มไม่เพียงพอ เขาต้องกางกังขี่คุ้มกาย ต้องสะกดบาดแผล และต้องคอยระวังกะบี่บินของเฉินหยาง ภายใต้การโจมตีที่ประสานกันเช่นนี้ พลังภายในของเขาเหือดหายไปรวดเร็วดั่งน้ำหลาก จนเริ่มจะหมดแรงในที่สุด
"บุกเข้ามา! คุ้มครองข้า!" สวีเหวินเทียนตะโกนลั่น คำสั่งนี้ส่งถึงพวกทหารอารักขาที่เหมืองแร่ ซึ่งต่างพากันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ไม่กล้าเดินเข้ามา ได้แต่ยืนล้อมรอบอยู่ห่างๆ เท่านั้น
"พี่ใหญ่ จัดการพวกมันซะ" เฉินหยางเรียกธงจักรพรรดิ์มนุษย์ออกมา ปล่อยเฉินเซิ่งและผีทหารยี่สิบกว่าตนออกไป พวกผีทหารต่างพากันโห่ร้องและพุ่งเข้าใส่ทหารอารักขาทันที
"นี่คืออะไร... วิญญาณงั้นรึ!" สวีเหวินเทียนเห็นภาพนั้นก็ยิ่งขวัญหนีดีฝ่อ วิญญาณที่แข็งแกร่งขนาดนี้ และมีพลังเทียบเท่าระดับ 5 หรือ 6 เลยทีเดียว
เฉินหยางไม่คิดจะปล่อยสวีเหวินเทียนให้รอดไปได้ เขากระตุ้นกระบี่บินเข้าโจมตีอีกระลอก สวีเหวินเทียนสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด ในตอนนี้เขาไม่ต่างจากไม้ใกล้ฝั่ง
สวีเหวินเทียนใช้ทวนในมือเป็นหอกขว้างเข้าใส่เฉินหยาง เป็นการเดิมพันครั้งสุดท้าย ทว่าในวินาทีต่อมาเขากลับหันหลังหมายจะหลบหนี
หมับ!
ในจังหวะนั้นเอง จางเจิ้นสงที่บาดเจ็บสาหัสกลับรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายทะยานขึ้นไปคว้าตัวสวีเหวินเทียนไว้กลางอากาศ และลากเขาร่วงหล่นลงมาบนพื้นดิน
"สารเลว!" สวีเหวินเทียนตะโกนลั่น แต่ไม่ทันการเสียแล้ว กระบี่บินพุ่งมาถึงในพริบตา สวีเหวินเทียนยกมือขึ้นขวางไว้ กระบี่แทงทะลุแขนและปักเข้าที่หน้าอกจนมิด ก่อนจะทะลุร่างออกไปทางด้านหลัง
"ไม่..." สวีเหวินเทียนคำรามอย่างไม่ยินยอม เขาไม่ควรจะแพ้แบบนี้ เขาเพิ่งทะลวงระดับได้ เป็นระดับเหนือสามัญแล้วนะ! แม้นักยุทธ์ระดับ 9 สองคนเขายังจัดการได้ แล้วทำไมเขาต้องมาแพ้ที่นี่ด้วยล่ะ!
ทว่าความจริงช่างโหดร้าย กระบี่บินที่ย้อนกลับมาได้กรีดผ่านลำคอของเขา และปลิดศีรษะของเขาจนกระเด็นหลุดออกจากร่าง
"อาจารย์ขอรับ เป็นอย่างไรบ้าง" เฉินหยางเดินไปหาจางเจิ้นสง พยุงเขาขึ้นมา เมื่อเห็นว่าจางเจิ้นสงโชกไปด้วยเลือด เขาก็รีบหยิบยาออกมาให้อาจารย์กินทันที
"รีบไปดูอาจารย์ใหญ่เร็วเข้า!"
"ขอรับ" เฉินหยางรีบเดินไปที่ร่างของฟางโป๋ชิง พบว่าเขาหมดสติไปแล้ว เมื่อลองตรวจชีพจรดูพบว่าการเต้นของหัวใจอ่อนแรงมาก
"อาจารย์ขอรับ อาจารย์ใหญ่ฟางอาการหนักมากขอรับ" เฉินหยางส่ายหน้า ฟางโป๋ชิงบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียเลือดมากจนอยู่ในสภาวะช็อก เฉินหยางไม่ใช่หมอจึงไม่สามารถช่วยเขาได้
"ยา... มียาไหม..."
"มีขอรับ" เฉินหยางนำยาที่มีทั้งหมดออกมา จางเจิ้นสงตะโกนเรียกหาหมอเสียงดังลั่น ที่เหมืองแร่แห่งนี้ย่อมต้องมีห้องพยาบาลแน่นอน
หมอประจำเหมืองแร่ถูกเรียกตัวมาทันที ทว่าน่าเสียดายที่หมอทั่วไปไม่ใช่จ้าวอวี้จาง ฝีมือของพวกเขาไม่ได้วิเศษอะไรนัก
จางเจิ้นสงสั่งให้นำรถจากเหมืองแร่ออกมา เพื่อจะส่งฟางโป๋ชิงกลับไปรักษาตัวในเขตเมืองเจียงโดยด่วน
"อาจารย์จางขอรับ การช่วยอาจารย์ใหญ่ฟางน่ะสำคัญ แต่การควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองก็สำคัญไม่แพ้กัน ตอนที่ข้ามา สวีเหวินอวี้ได้เคลื่อนพลเข้าเมืองไปแล้วนะขอรับ"
"อะไรนะ! กองทัพทั้งสองด้านขวางเขาไว้ไม่ได้งั้นรึ?"
"กองทัพที่เป็นหัวกะทิกับกองกำลังรักษาส่วนหลังมันคนละชั้นกันขอรับ นี่คือศีรษะของสวีเหวินเทียน ท่านเอาไปเถอะ ท่านน่าจะรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป" เฉินหยางกล่าว หากไม่ต้องการให้เมืองเจียงพินาศย่อยยับ ก็ต้องเร่งยุติสงครามกลางเมืองครั้งนี้ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเมื่อจบศึก เมืองเจียงก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว
จางเจิ้นสงลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรับศีรษะของสวีเหวินเทียนจากเฉินหยางและจากไป เขาจำเป็นต้องไปจัดการสวีเหวินอวี้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นเมืองเจียงคงถูกถล่มจนเละแน่นอน
"น้องสาม แล้วเราจะทำอะไรต่อ"
"พาศพพวกนั้นไป แล้วหาที่ซ่อนตัว" เฉินหยางกล่าว เขาเป็นคนฆ่าสวีเหวินเทียน คนสนิทของสวีเหวินเทียนต้องแค้นเขาเข้ากระดูกดำแน่นอน ทางที่ดีควรรักษาความปลอดภัยไว้ก่อน หากใครเกิดบ้าเลือดพกระเบิดมาตายพร้อมกับเขา เขาอาจจะต้านทานไม่ไหว
"แล้วที่บ้านล่ะ?"
"ถ้าท่านไม่สบายใจก็กลับไปคุ้มครองพ่อแม่เถอะ ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญต้องจัดการ" เฉินหยางกล่าว สวีเหวินเทียนนั้นมีพลังถึงขั้นสร้างรากฐาน ดวงวิญญาณและเลือดของเขาย่อมเป็นทรัพยากรชั้นเลิศ เฉินหยางต้องรีบทำการขัดเกลาโดยด่วน
เฉินหยางหาถ้ำแถวๆ นั้นเพื่อหลบซ่อนตัว เขานำศพไร้หัวของสวีเหวินเทียนออกมา ดึงดวงวิญญาณออกมาโยนเข้าไปในธงจักรพรรดิ์มนุษย์ จากนั้นจึงหลอมเลือดให้กลายเป็นลูกแก้วเทพโลหิต
"จ้าวอวี้จาง ออกมากินข้าวได้แล้ว" เฉินหยางเรียกธงกระดูกขาวออกมา จ้าวอวี้จางปรากฏกายขึ้น เมื่อเห็นศพของสวีเหวินเทียน ดวงตาก็เป็นประกายทันที
"หลังจากดูดซับโครงกระดูกของเขา อานุภาพของธงกระดูกขาวจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเเชียวนะ หมอจ้าว จงคว้าโอกาสนี้ไว้ ในอนาคตเจ้าจะได้กลายเป็นอาวุธวิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้" เฉินหยางวาดฝันให้จ้าวอวี้จาง ธงกระดูกขาวสามารถยกระดับได้เรื่อยๆ ขอเพียงเฉินหยางจัดหาวัสดุล้ำค่ามาให้ การจะเติบโตเป็นอาวุธเทพย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้