- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 66 วิญญาณพยัคฆ์
บทที่ 66 วิญญาณพยัคฆ์
บทที่ 66 วิญญาณพยัคฆ์
บทที่ 66 วิญญาณพยัคฆ์
นอกเมืองเจียง ฐานทัพรุกคืบหมายเลข 3
"หมอจ้าวเชิญทางนี้ขอรับ นี่คือห้องผู้ป่วยวิกฤต ด้วยเงื่อนไขที่จำกัดจึงทำได้เพียงเท่านี้ รอจนกว่าอาการผู้บาดเจ็บจะคงที่แล้วค่อยส่งตัวกลับเมืองเจียง"
จ้าวอวี้จางเดินตามการนำของหมอหลายคนเข้าไปในห้องผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาลสนาม หลังจากทำงานร่วมกันไม่กี่วัน ฝีมือการแพทย์ของจ้าวอวี้จางก็ได้รับการยอมรับจากหมอทุกคน พวกเขาเห็นว่าเขามีระดับฝีมือเทียบเท่ากับหมอระดับแนวหน้าของโรงพยาบาลสนามแห่งนี้
"เตรียมผ่าตัดเถอะ"
หมอจ้าวไม่ได้พูดอะไรมาก หลังจากตรวจอาการของผู้ป่วยเขาก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที
ในขณะเดียวกัน เฉินหยางซึ่งสวมชุดกาวน์สีขาวก็ได้เดินวนรอบห้องผู้ป่วยวิกฤตไปหนึ่งรอบ หลังจากซุ่มซ่อนอยู่ในโรงพยาบาลสนามแห่งนี้มาหลายวัน เฉินหยางไม่เพียงแต่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากมาย แต่ความกล้าของเขาก็เพิ่มขึ้นด้วย
ตามการสังเกตของเฉินหยาง โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ยุ่งมาก มีคนเดินพลุกพล่านไปมา เฉินหยางจึงแอบขโมยชุดกาวน์มาใส่ตัวหนึ่ง แล้วเดินวนเก็บวิญญาณทุกๆ หนึ่งชั่วโมงเพื่อไม่ให้ตกหล่น
'หมอจ้าวก็อยู่ที่นี่ด้วย ดูท่าทองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังส่องประกายเสมอ'
เฉินหยางเห็นจ้าวอวี้จางอยู่ในห้องผ่าตัดก็นึกเลื่อมใสในใจ ดูเหมือนหมอจ้าวจะได้รับความนิยมที่นี่ไม่น้อย
การที่จ้าวอวี้จางไม่ได้ลงมือลอบสังหารสวีเหวินเทียนในทันที เฉินหยางคิดว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงสงครามใหญ่ สวีเหวินเทียนจะตายตอนนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้พลังต่อสู้ของเขาไปรับมือกับอสูรปีศาจเสียก่อน
หลังจากเดินวนเสร็จ เฉินหยางก็แอบมุดเข้าไปหลบในห้องเก็บของ ในมือมีอาหารที่หยิบมาจากโรงอาหาร
ทางการเมืองเจียงคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนลอบเข้ามาถึงฐานทัพรุกคืบเช่นนี้ เพราะที่นี่นับเป็นส่วนหนึ่งของแนวหน้า ใครจะบ้าบิ่นขนาดนั้น
'เพียงไม่กี่วัน ได้วิญญาณมาหนึ่งร้อยหกสิบห้าดวง ลูกแก้วเทพโลหิตขนาดใหญ่อีกเก้าลูก หากเปลี่ยนเป็นทรัพยากรคงมีมูลค่าอย่างน้อยหลายล้าน กำไรจริงๆ'
เฉินหยางมองดูผลเก็บเกี่ยวด้วยความพึงพอใจ พลังงานจากของพวกนี้หากวัดด้วยยาเม็ดจวี้หยวนคงต้องใช้เงินหลายล้านถึงจะซื้อมาได้ การผจญภัยครั้งนี้คุ้มค่าอย่างยิ่ง
และตอนนี้เฉินเซิ่งยังคงออกไปรวบรวมวิญญาณข้างนอก หลังจากผ่านพ้นคืนนี้ไปคงจะได้มาอีกชุดใหญ่ ด้วยทรัพยากรชุดนี้ เฉินหยางรับประกันได้ว่าเขาสามารถทะลวงระดับ 6 ได้ก่อนจะเริ่มฝึกงาน และหากรวมกับน้ำยาขวดนั้น ระดับ 7 ก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว
ถึงตอนนั้นเฉินหยางคาดว่าเขาจะเป็นนักยุทธ์ระดับ 7 ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองเจียง เพราะปีนี้เขาอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น
เมื่ออารมณ์ดีแม้แต่การกินข้าวก็ยังอร่อย เฉินหยางนั่งกินข้าวอย่างมีความสุข ในพื้นที่ระบบของเขามีอาหารแห้งอยู่ไม่น้อย แต่มันไม่อร่อยเท่าข้าวปลาอาหารสดๆ แบบนี้
......
"หมอจ้าว หมอจ้าว"
"มีเรื่องอะไร"
"ผู้อำนวยการมีคำสั่งให้เรียกตัวสมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมารวมตัวกัน มีนายทหารระดับนายพลได้รับบาดเจ็บขอรับ"
"ข้ากำลังผ่าตัดอยู่"
"ไม่ต้องสนใจขอรับ ส่งต่อให้คนอื่นรับช่วงแทนได้เลย"
"ตกลง"
จ้าวอวี้จางไม่พูดมาก เขาหยุดมือทันทีและกำชับหมอข้างกายให้รับช่วงผ่าตัดต่อ จากนั้นจึงล้างมือแล้วเดินออกจากห้องผ่าตัด
ระหว่างทางไปห้องตรวจจ้าวอวี้จางพบเพื่อนร่วมงานหลายคน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีฝีมือดีที่สุดในโรงพยาบาลสนาม ทั้งหมดเดินไปพร้อมกันและพูดคุยกันไม่กี่ประโยค
"ผู้บาดเจ็บคือสวีจิ้น ลูกชายของผู้บัญชาการสูงสุดงั้นรึ?"
เมื่อทราบตัวตนของผู้บาดเจ็บ จ้าวอวี้จางก็รู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง
เขาศึกษาข้อมูลครอบครัวของสวีเหวินเทียนมาอย่างละเอียด สวีเหวินเทียนมีลูกชายห้าคน ลูกสาวสามคน รวมทั้งหมดแปดคน ลูกชายคนโตตายไปแล้วด้วยโรคชรา ส่วนลูกคนอื่นๆ พรสวรรค์ธรรมดา บางคนทำงานการเมือง บางคนทำธุรกิจ มีเพียงสวีจิ้นลูกคนเล็กคนนี้ที่เป็นลูกรักและเป็นแก้วตาดวงใจของสวีเหวินเทียน
สวีจิ้นเกิดในตระกูลใหญ่และไม่ทำให้ใครผิดหวัง เขามีผลการเรียนและศีลธรรมดีเยี่ยมมาตั้งแต่เด็ก เรียนจบจากมหาวิทยาลัยยุทธ์และเป็นเจ้าของสถิติหลายอย่างของมหาวิทยาลัย ตอนเรียนจบเขาก็เป็นนักยุทธ์ระดับ 6 แล้ว
หลังจากเรียนจบเขาก็เข้าสู่กองทัพและสร้างผลงานไว้มากมาย ปัจจุบันเป็นผู้บัญชาการกองพลพิทักษ์ที่หนึ่ง แม้กองพลพิทักษ์ที่หนึ่งจะมีคนไม่มากแต่กลับเป็นกองทัพที่เก่งกล้าที่สุดของเมืองเจียง นอกจากทุกคนจะเป็นนักยุทธ์แล้ว อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใช้ยังหรูหราและทันสมัยที่สุด
"หมอมาแล้ว"
ภายในห้องตรวจประตูเปิดออก หมอเจ็ดคนเดินเข้าไป ทหารยามหลายคนหลีกทางให้เป็นช่อง
"อาการของนายพลสวีเป็นอย่างไรบ้าง"
"นายพลสวีได้รับคำสั่งให้ไปกวาดล้างหุบเขาพยัคฆ์ ท่านนำทัพออกรบด้วยตนเองและมีความกล้าหาญหาใครเปรียบ..."
"พูดเข้าประเด็น"
"ขอรับ นายพลสังหารราชพยัคฆ์ระดับ 7 ได้ แต่ถูกราชพยัคฆ์โจมตีกลับโดยถูกตบเข้าที่ร่างหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงถูกวิญญาณพยัคฆ์ของมันลอบทำร้าย พลังหยินจึงเข้าสู่ร่างกาย ยาเม็ดธรรมดาไร้ผล พลังหยินกำลังทำลายร่างกายและพรากพลังชีวิตของเขาไปเรื่อยๆ ตอนนี้ได้ให้กินยาไปแล้ว..."
ทหารยามเล่าอาการของสวีจิ้นให้ฟัง หมอข้างๆ ก็แจ้งผลจากการสังเกตเบื้องต้นประกอบ
"ตรวจร่างกายหรือยัง?"
"ตรวจทุกอย่างที่ควรตรวจแล้วขอรับ ผลกำลังออกอย่างเร่งด่วน การคาดการณ์ของเราคือ ฝ่ามือของราชพยัคฆ์ทำลายอวัยวะภายในของเขา ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการตกเลือดภายใน ที่สำคัญที่สุดคือพลังหยินจากวิญญาณพยัคฆ์ที่รวมตัวกันไม่ยอมสลายไป ยอดฝีมือสายยุทธ์ไม่สามารถขับออกได้ เพราะอาจจะทำให้อาการบาดเจ็บของเขารุนแรงขึ้น"
"รอผลตรวจก่อน นายพลสวีจะยังไม่มีอันตรายถึงชีวิตในตอนนี้"
หลายคนตรวจร่างกายสวีจิ้นอีกครั้งแล้วสรุปเบื้องต้น สวีจิ้นมีสถานะพิเศษ พวกเขาไม่กล้าตัดสินใจสุ่มสี่สุ่มห้า
สิบกว่านาทีต่อมา ผลตรวจต่างๆ ก็ส่งถึงมือจ้าวอวี้จางและคนอื่นๆ เมื่อทุกคนอ่านจบสีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมา
"ทุกท่าน ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี จะรักษากันอย่างไร"
ผู้อำนวยการเฝิงเฉิงมาถึงแล้ว เขาเรียกหมอทุกคนมาประชุมกัน
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ เพราะอาการบาดเจ็บของสวีจิ้นหนักหนาจริงๆ หากทำไม่ดีอาจถึงตายได้ พวกเขาไม่กล้าลงมือตามใจชอบ หากเกิดเหตุร้ายแรงที่สุดขึ้นมา แล้วผู้บัญชาการสูงสุดเอาผิดพวกเขาจะทำอย่างไร
"ผู้อำนวยการ ข้าขอรับหน้าที่เอง ตอนนี้โรงพยาบาลสนามมีผู้บาดเจ็บมาก ให้คนอื่นไปทำงานที่ค้างไว้เถอะ"
"จ้าวอวี้จาง เจ้าแน่ใจนะว่าไหว?"
"ผู้อำนวยการวางใจเถอะ ให้เตรียมห้องผ่าตัดไว้ ข้าจะผ่าตัดจัดการอาการบาดเจ็บภายในให้เขาก่อน ส่วนพลังหยินจากวิญญาณพยัคฆ์นั่น ค่อยให้ผู้บัญชาการสูงสุดมาขับออกให้เองในภายหลัง ผู้บัญชาการสูงสุดเป็นนักยุทธ์ระดับ 9 มีกำลังภายในแข็งแกร่งมหาศาล ย่อมทำได้อย่างแน่นอน"
"จ้าวอวี้จาง เจ้าต้องระวังให้มากนะ นี่คือลูกชายของผู้บัญชาการสูงสุด"
"ผู้อำนวยการวางใจ ข้าเองก็กลัวตายเหมือนกัน"
"งั้นก็ตกลง เอาตามนี้"
ผู้อำนวยการเฝิงเฉิงพยักหน้า จากนั้นจึงให้หมอคนอื่นแยกย้ายไปทำงาน และกำชับจ้าวอวี้จางซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ระวังให้ดี หากมีปัญหาอะไรเขาจะช่วยสนับสนุนทันที ต้องการอะไรให้รีบบอก
"ทราบแล้วขอรับผู้อำนวยการ วางใจได้เลย..."
จ้าวอวี้จางตบหน้าอกรับประกัน แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ แผนการล้างแค้นที่สมบูรณ์แบบได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของโรงพยาบาลสนาม เฉินหยางก็ได้ทราบเรื่องนี้เช่นกัน
ช่วยไม่ได้จริงๆ สถานะของสวีจิ้นนั้นพิเศษเกินไป พอเขาบาดเจ็บทั้งโรงพยาบาลสนามก็แตกตื่น ตั้งแต่หมอยันพยาบาลต่างพากันพูดถึงเรื่องนี้
เพียงแต่เนื้อหาที่พยาบาลคุยกันนั้นต่างออกไป พวกนางคุยกันว่าสวีจิ้นคนนี้หล่อมากและยังโสด ถือเป็นหนุ่มโสดทองคำแท้ๆ หากมีโอกาสได้มีความสัมพันธ์กับเขาบ้าง แล้วได้แต่งเข้าตระกูลสวี ชาตินี้พวกนางคงไม่ต้องลำบากอีกแล้ว
'ผ่านไปกี่ปี พยาบาลพวกนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยนะ สวีจิ้นเอ๋ยสวีจิ้น เจ้าอย่าโดนใครฉวยโอกาสตอนอ่อนแอเข้าล่ะ ไม่อย่างนั้นเจ้าต้านทานไม่ไหวแน่'
เฉินหยางส่ายหน้า ในหัวมีภาพจินตนาการขึ้นมา สวีจิ้นที่อ่อนแอเพราะบาดเจ็บนอนอยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีพยาบาลหนักสองร้อยชั่งยืนยิ้มแสยะมองเขาอยู่พร้อมกับเตรียมจะถอดเสื้อผ้าออก
"นายท่าน ไปดูที่หุบเขาพยัคฆ์หน่อยได้ไหม ข้าตายที่นั่นแหละ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเฉินหยาง ในการดำเนินการครั้งนี้วิญญาณของนักยุทธ์ระดับ 4 ขึ้นไปเฉินหยางไม่ได้บดขยี้ทิ้ง แต่เตรียมเก็บไว้สร้างกองทัพวิญญาณ
เมื่อได้ยินชื่อหุบเขาพยัคฆ์ วิญญาณดวงหนึ่งก็บอกกับเฉินหยางว่าเขาตายที่นั่น
เฉินหยางไม่ได้ตอบตกลงทันที แต่ถามถึงสถานการณ์ในหุบเขาพยัคฆ์ หุบเขาพยัคฆ์เป็นหนึ่งในพื้นที่อันตรายในสายตาของเมืองเจียงมาโดยตลอด ในนั้นมีราชพยัคฆ์ระดับ 7 อยู่หนึ่งตัว และมีตระกูลอสูรเสือรวมกันถึงสามสิบกว่าตัว
พวกมันฆ่าคนไปมากมาย เนื้อหนังถูกกินส่วนวิญญาณถูกกักขังให้กลายเป็นหุ่นเชิดของพวกมัน ซึ่งเรียกว่าวิญญาณพยัคฆ์ ราชพยัคฆ์มักจะใช้วิญญาณพยัคฆ์ไปล่อลวงนักยุทธ์หน้าใหม่เข้าไปฆ่าในหุบเขาพยัคฆ์ และยังล่ออสูรตัวอื่นเข้าไปด้วย ทำให้ตระกูลอสูรเสือขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
"วิญญาณพยัคฆ์"
เฉินหยางขบคิดข้อมูลของวิญญาณพยัคฆ์ วิญญาณพยัคฆ์พวกนี้ถูกอสูรเสือขัดเกลาจนไม่สามารถนำมาเป็นกองทัพวิญญาณในธงจักรพรรดิ์มนุษย์ของเขาได้แล้ว แต่สามารถบดขยี้ให้กลายเป็นทรัพยากรได้ วิญญาณพยัคฆ์ในหุบเขาพยัคฆ์คงมีไม่น้อยเลยทีเดียว หรือเขาควรจะไปเก็บเกี่ยวมาสักหน่อยดีไหม