- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 65 ลอบเร้นเข้าสู่สนามรบ
บทที่ 65 ลอบเร้นเข้าสู่สนามรบ
บทที่ 65 ลอบเร้นเข้าสู่สนามรบ
บทที่ 65 ลอบเร้นเข้าสู่สนามรบ
เมืองเจียง กำแพงเมือง
การเฝ้าระวังกำแพงเมืองเจียงไม่ได้เข้มงวดนัก เพราะแนวป้องกันของเมืองเจียงตั้งอยู่นอกเมือง หากอสูรปีศาจบุกมาถึงกำแพงเมืองได้ แสดงว่าเมืองเจียงตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงแล้ว อีกอย่างกำแพงเมืองเจียงมีความสูงเฉลี่ยเกือบร้อยเมตร ซึ่งสูงเท่ากับตึกสามสิบกว่าชั้น นักยุทธ์ทั่วไปไม่อาจใช้รู้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานขึ้นไปได้ง่ายๆ
ดังนั้นทหารยามส่วนใหญ่จึงไปรวมตัวกันที่ประตูเมือง ส่วนกำแพงส่วนอื่นนั้นแทบไม่มีคนอยู่ จะมีก็เพียงช่วงเวลาที่มีการซ่อมบำรุงตามระยะเวลาเท่านั้น
เฉินหยางลอบเร้นมาจากโรงเรียนจนถึงกำแพงเมือง เขามองกำแพงอันโอฬารก่อนจะเรียกอาวุธวิญญาณออกมา เขาเหยียบลงบนอาวุธแล้วใช้วิชาการควบคุมกระบี่บิน พุ่งทะยานข้ามกำแพงเมืองและหายลับไปจากเมืองเจียง
เมื่อมาถึงนอกเมืองห่างออกไปประมาณสิบกว่ากิโลเมตร เสียงปืนและเสียงระเบิดเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉินหยางเก็บกระบี่บินแล้วเข้าสู่ป่าละเมาะ เมื่อออกมาอีกครั้งเขาก็สวมชุดอำพรางสีดำที่กลมกลืนไปกับความมืดมิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"พี่ใหญ่ ต่อไปคงต้องรบกวนท่านแล้ว ลอบเร้นไปรอบๆ สนามรบเพื่อเก็บเกี่ยววิญญาณคนตาย" เฉินหยางกล่าวกับเฉินเซิ่ง เขาไม่สะดวกที่จะไปเก็บวิญญาณเหล่านั้นด้วยตนเอง เพราะหากเข้าใกล้สนามรบเกินไปอาจจะโดนลูกหลงได้ จึงต้องยกหน้าที่นี้ให้เฉินเซิ่งแทน
"วางใจเถอะน้องสาม ข้ารับรองว่าจะนำวิญญาณมาให้เจ้าจนครบ แต่สนามรบมันกว้างมาก ลำพังข้าคนเดียวอาจจะทำงานไม่ทันใจเจ้า หรือเราจะปล่อยเสี่ยวอู๋ออกมาช่วยอีกล่ะ?"
"ก็ดีเหมือนกัน" เฉินหยางกล่าว
ในธงจักรพรรดิ์มนุษย์ของเฉินหยางตอนนี้ไม่ได้มีแค่เฉินเซิ่งเพียงดวงเดียว แต่ยังมีวิญญาณที่ชื่อว่าอู๋เฉิงไห่อีกคนหนึ่ง เขาคือหน่วยคุ้มกันที่ตายในป่านอกเมืองครั้งก่อนที่เฉินหยางดูดเลือดไปหนึ่งในสามและเก็บวิญญาณที่สมบูรณ์มา
เฉินหยางไม่ได้สลายเขาไป แต่กลับขัดเกลาให้กลายเป็นวิญญาณในธง เพราะอย่างไรเสียธงจักรพรรดิ์มนุษย์ก็เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าธงหมื่นวิญญาณ จะให้มีแค่เฉินเซิ่งดวงเดียวไปตลอดคงไม่ดีนัก ในอนาคตกองทัพวิญญาณของเขาต้องยิ่งใหญ่กว่านี้
เฉินหยางปล่อยอู๋เฉิงไพ่ออกมาทันที ทว่าอู๋เฉิงไห่ไม่ได้มีสติปัญญาเหมือนเฉินเซิ่ง เฉินเซิ่งได้รับตำแหน่งจ้าววิญญาณ จึงรักษาความทรงจำและสติปัญญาจากตอนมีชีวิตไว้ได้เกือบทั้งหมด ส่วนอู๋เฉิงไห่นั้นสติปัญญาถูกลดทอนลงไปมาก เหลือเพียงสติปัญญาของเด็กเจ็ดแปดขวบเท่านั้น
"งั้นข้าไปก่อนนะน้องสาม"
"ไปเถอะ ข้าเองก็จะไปสำรวจศพด้วย" เฉินหยางพยักหน้า เขามีเวลาวันหยุดเพียงครึ่งเดือน ย่อมต้องแข่งกับเวลาทุกลมหายใจ
......
นอกเมืองเจียง ฐานทัพรุกคืบหมายเลข 3
อดีตฐานทัพรุกคืบในตอนนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงไปแล้ว
ทางการเมืองเจียงได้ตั้งคลังเสบียงและโรงพยาบาลสนามไว้ที่นี่ และเมื่อมีโรงพยาบาลสนามย่อมต้องมีสุสานชั่วคราวสำหรับเก็บศพ
สงครามเริ่มขึ้นได้ครึ่งเดือนเศษ นักยุทธ์ฝ่ายมนุษย์เริ่มมีการสูญเสียอย่างต่อเนื่อง อันตรายในป่ามีมากมาย ทั้งแมลงพิษ ไอพิษ และหนองน้ำ ซึ่งล้วนทำให้สูญเสียกำลังพลโดยใช่เหตุ และอสูรปีศาจที่แข็งแกร่งยิ่งสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล
นักยุทธ์ที่ตายในสนามรบ หากมีโอกาสจะถูกเก็บกู้ร่างมารวมกันเพื่อรอการเผาและทำพิธีฝังร่วมกัน ดังนั้นสุสานชั่วคราวในพื้นที่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เฉินหยางมาถึงด้านนอกฐานทัพรุกคืบหมายเลข 3 เขาสำรวจดูและพบว่าที่นี่เปลี่ยนไปมากจากตอนที่เขามาครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อน สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือมีอาคารชั่วคราวผุดขึ้นมากมายรอบนอกฐานทัพ
เนื่องจากฐานทัพรุกคืบเป็นป้อมปราการทหารที่มีพื้นที่จำกัด พวกเขาจึงต้องขยายค่ายออกมาข้างนอก ตั้งอาคารชั่วคราว ขุดสนามเพลาะ และล้อมรั้วลวดหนามเพื่อป้องกัน
'มีกล้องวงจรปิด แต่ไม่มากนัก แถมมุมอับยังมีเพียบเลย' เฉินหยางสังเกตและพบว่ากล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพียงไม่กี่จุดและมีมุมอับมากมาย
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องปกติ เพราะศัตรูของมนุษย์ในตอนนี้คืออสูรปีศาจ ขอเพียงเฝ้าระวังในทิศทางสำคัญก็พอแล้ว หากต้องติดตั้งกล้องให้ครอบคลุมทุกจุดคงต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล เมืองเจียงคงไม่มีงบประมาณขนาดนั้น
เฉินหยางลอบคลานเข้าไปในสนามเพลาะและลอบเข้าสู่ค่ายชั่วคราวอย่างเงียบเชียบ เขามุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลสนามก่อนเป็นอันดับแรก ยังไม่ทันจะเข้าไปเขาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เป็นเสียงของทหารที่บาดเจ็บ คาดว่ายาชาคงจะหมดฤทธิ์แล้วทำให้พวกเขาทนความเจ็บปวดไม่ไหว
"จงมา!" เมื่อเห็นว่าฟ้าใกล้สว่าง เฉินหยางจึงเรียกธงจักรพรรดิ์มนุษย์ออกมาและเริ่มดูดวิญญาณในวงกว้าง
ทว่าเมื่อจบการรวบรวมเขากลับได้วิญญาณพเนจรเพียงสิบกว่าดวงเท่านั้น นับว่าน้อยจนน่าใจหาย คาดว่าส่วนใหญ่น่าจะสลายไปหมดแล้ว
เฉินหยางไม่ยอมแพ้ เขาเปลี่ยนเป้าหมายไปยังห้องเก็บศพ ที่นั่นเต็มไปด้วยซากศพซึ่งส่วนใหญ่ไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เฉินหยางดูดซับเลือดจากศพทีละร่าง แต่เขาดูดไปเพียงหนึ่งในสามของแต่ละร่างเท่านั้น เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวมันไปได้นานๆ โดยไม่ให้ผิดสังเกต
'กำไรมหาศาลจริงๆ' เฉินหยางมองดูลูกแก้วเทพโลหิตขนาดใหญ่สามลูกในมือแล้วรู้สึกยินดี ศพเหล่านี้ตอนมีชีวิตคือนักยุทธ์ มีระดับ 3 และ 4 ไม่น้อยเลยทีเดียว คุณภาพของเลือดจึงยอดเยี่ยมมาก
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เฉินหยางรีบลอบหนีออกจากฐานทัพรุกคืบหมายเลข 3 เขาขุดสนามเพลาะขนาดเล็กในป่าละเมาะไม่ไกลนักและใช้กิ่งไม้ใบหญ้ามาพรางตา จากนั้นจึงมุดลงไปพักผ่อนข้างใน
เมื่อรุ่งสาง เฉินเซิ่งและอู๋เฉิงไห่ก็กลับมา พวกเขาพาวิญญาณกลับมาให้เฉินหยางถึงสามสิบกว่าดวง ในจำนวนนั้นมีดวงวิญญาณของอสูรปีศาจอยู่สิบกว่าดวงด้วย
เฉินหยางเลือกเก็บวิญญาณนักยุทธ์ระดับ 4 ไว้สองดวง ส่วนที่เหลือนั้นใช้พลังของธงจักรพรรดิ์มนุษย์บดขยี้จนกลายเป็นพลังงานหยินที่บริสุทธิ์ เขาแบ่งหนึ่งในสามให้เฉินเซิ่งและพวกดูดซับ ส่วนที่เหลือนั้นเก็บไว้เพื่อเป็นทรัพยากรส่วนตัวในการบำเพ็ญเพียรต่อไป
......
นอกเมืองเจียง ฐานทัพรุกคืบหมายเลข 3
ขบวนเจ้าหน้าที่กลุ่มใหญ่เดินทางมาถึงฐานทัพรุกคืบหมายเลข 3 จนผู้บัญชาการสูงสุดสวีเหวินเทียนต้องออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
"ยินดีต้อนรับอาจารย์และศาสตราจารย์ทุกท่าน..." สวีเหวินเทียนยิ้มแย้มอย่างอบอุ่นและจับมือทักทายกับอู๋หมิงไห่รองอาจารย์ใหญ่มหาวิทยาลัยยุทธ์อย่างสนิทสนม
"ขอบพระคุณท่านผู้บัญชาการสูงสุด..." ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนคำทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่อู๋หมิงไห่จะรายงานสถานการณ์สั้นๆ
อู๋หมิงไห่คือตัวแทนของกลุ่มผู้ช่วยเหลือกองทัพกลุ่มนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นหัวกะทิทั้งหมดของระบบการศึกษาเมืองเจียง เพราะพวกเขาถูกคัดเลือกมาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งและโรงเรียนมัธยมอีกสิบกว่าแห่ง
พวกเขาล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทั้งในด้านวิชาการและวิชาการต่อสู้ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการของกองทัพ เช่น อาจารย์จากมหาวิทยาลัยทั่วไปที่สามารถช่วยงานด้านการส่งกำลังบำรุงได้ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางทหารที่มีอยู่อย่างจำกัดได้มาก
หลังจากการทักทายและรายงานผล สวีเหวินเทียนได้จัดเลี้ยงมื้อใหญ่ต้อนรับทุกคน ไม่ว่าเขาจะมีจุดประสงค์ใดซ่อนอยู่ แต่ภาพลักษณ์ที่แสดงออกมานั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
คณะเจ้าหน้าที่จากระบบการศึกษากว่าแปดร้อยคนเริ่มถูกกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ ในช่วงบ่าย โดยเกือบห้าร้อยคนถูกส่งเข้าหน่วยรบแนวหน้าและถูกกระจายตัวออกไป คนจากสถาบันเดียวกันแทบจะไม่มีโอกาสได้อยู่ในกองร้อยเดียวกันเลย
ส่วนอีกสามร้อยคนที่เหลือถูกกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ เช่น คลังเสบียงและโรงพยาบาลสนาม
จ้าวอวี้จางถูกจัดให้อยู่ในโรงพยาบาลสนามของฐานทัพรุกคืบหมายเลข 3 และเริ่มลงมือทำงานทันทีแม้ว่ากระบวนการโอนย้ายบุคลากรจะยังไม่เสร็จสิ้นดี
ในช่วงแรกเขาอาจจะยังไม่คุ้นมืออยู่บ้าง แต่ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง จ้าวอวี้จางก็เริ่มเข้าที่ ฝีมือการรักษาของเขานั้นยอดเยี่ยมจนหมอที่ร่วมงานด้วยต่างพากันมองด้วยความชื่นชม
จนถึงช่วงโพล้เพล้ ในที่สุดจ้าวอวี้จางก็ได้หยุดพักหายใจและไปทานอาหารที่โรงอาหาร
"พี่ชาย ท่านชื่ออะไรหรือ?" จ้าวอวี้จางเพิ่งจะนั่งลง ชายในชุดกาวน์คนหนึ่งก็มานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
"จ้าวอวี้จาง เป็นหมอจากห้องพยาบาลมหาวิทยาลัยยุทธ์ขอรับ แล้วท่านคือ..."
"ข้าคือเฝิงเฉิง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนามฐานทัพหมายเลข 3 ขอรับ"
"ที่แท้ก็คือผู้อำนวยการเฝิง ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ"
"หมอจ้าวฝีมือดีขนาดนี้ ทำไมถึงไปทำงานอยู่ในห้องพยาบาลล่ะขอรับ ทำไมไม่ไปอยู่ที่โรงพยาบาลที่หนึ่งเมืองเจียงหรือโรงพยาบาลทหารล่ะ"
"ข้าแก่แล้ว ลูกชายก็ตายไปแล้ว ไม่ได้หวังจะร่ำรวยอะไร ทำงานในห้องพยาบาลโรงเรียนมันสบายดีขอรับ และการได้เห็นพวกนักศึกษาวัยสิบแปดสิบเก้าทุกวัน มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง" จ้าวอวี้จางกล่าว ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลทางการที่เขาเตรียมไว้และไม่มีช่องโหว่
"นั่นสินะขอรับ การอยู่กับคนหนุ่มสาวทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นจริงๆ"
"ผู้อำนวยการเฝิงทานข้าวหรือยังขอรับ ทานด้วยกันไหม?"
"ไม่เป็นไรขอรับ ข้าแค่แวะมาดูหน้าท่านสักหน่อย เห็นเพื่อนร่วมงานบอกว่าช่วงบ่ายมียอดฝีมือมาช่วยงาน เลยต้องมาทำความรู้จักไว้"
"ยอดฝีมืออะไรกันขอรับ ข้าไม่ได้จับมีดผ่าตัดมาตั้งนานจนเกือบจะทำพลาดไปแล้ว ยังรู้สึกอายอยู่เลย"
"คนไข้ที่ท่านช่วยชีวิตไว้ข้าไปตรวจดูแล้ว ฝีมือดีมาก โดยเฉพาะใบสั่งยาของท่านช่างล้ำลึกนัก หมอจ้าว ข้าอยากจะเชิญท่านเข้าร่วมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลสนามของเรา ท่านมีความเห็นอย่างไรขอรับ?" ผู้อำนวยการเฝิงกล่าว ในฐานะคนในวงการเดียวกัน เพียงแค่ดูผลการรักษาและใบสั่งยาเขาก็รู้แล้วว่าฝีมือของจ้าวอวี้จางอยู่ในระดับใด
"กลุ่มผู้เชี่ยวชาญรึขอรับ เรื่องนี้..."
"กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจะทำงานสบายกว่าหน่อยขอรับ หน้าที่หลักคือดูแลอาการบาดเจ็บของนายทหารระดับสัญญาบัตรขึ้นไป พวกเขาคือทรัพยากรล้ำค่าของกองทัพเรา..."
"ในเมื่อผู้อำนวยการเฝิงให้เกียรติถึงเพียงนี้ จ้าวอวี้จางย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ ต่อไปข้าก็คือทหารใต้บังคับบัญชาของท่านแล้วขอรับ" เมื่อเห็นความจริงใจของผู้อำนวยการเฝิง จ้าวอวี้จางจึงตอบตกลงทันที ทำให้ผู้อำนวยการเฝิงยิ้มแก้มปริที่ได้ยอดฝีมือมาร่วมทีมอีกคนหนึ่ง