- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 59 มหาวิทยาลัยยุทธ์ที่ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์
บทที่ 59 มหาวิทยาลัยยุทธ์ที่ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์
บทที่ 59 มหาวิทยาลัยยุทธ์ที่ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์
บทที่ 59 มหาวิทยาลัยยุทธ์ที่ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์
เมืองเจียง มหาวิทยาลัยยุทธ์
จ้าวอวี้จางเลิกงานตามเวลา เขาไม่ได้พักอยู่ในหอพักอาจารย์ที่ทางโรงเรียนจัดให้ แต่กลับไปพักที่บ้านของตนเอง
เดิมทีเขาเป็นคนเมืองเจียงมาแต่กำเนิด ตระกูลของเขาอยู่ที่นี่มาหลายชั่วอายุคน มีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนเอง ถือเป็นเศรษฐีตัวจริง หากเป็นช่วงก่อนพลังปราณฟื้นฟู เขาคือเจ้าของห้องเช่ารายใหญ่ที่ใช้ชีวิตสุขสบายอย่างยิ่ง
ภรรยาของจ้าวอวี้จางเสียชีวิตในช่วงเริ่มต้นของมหาภัยพิบัติ ส่วนลูกชายก็ตายในช่วงแรกของการต่อสู้กับอสูรปีศาจ เหลือเพียงหลานชายและหลานสาวซึ่งเรียนจบและย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้ว ดังนั้นในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้จึงเหลือเพียงเขาอาศัยอยู่คนเดียว
บ้านถูกเขาดัดแปลงไปมาก ห้องหลายห้องถูกทุบเชื่อมต่อกันเพื่อวางอุปกรณ์ออกกำลังกายระดับสูง และยังมีหุ่นไม้สำหรับฝึกยุทธ์ตั้งอยู่ด้วย
เมื่อกลับถึงบ้าน จ้าวอวี้จางเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรก่อน การฝึกยุทธ์ไม่ใช่ว่ายิ่งใช้เวลานานยิ่งดี แต่มันขึ้นอยู่กับขีดจำกัดความอดทนของเส้นชีพจร บางคนเดินปราณได้เพียงหนึ่งรอบต่อวัน แต่บางคนเดินได้ถึงสิบรอบ นี่คือความแตกต่างของพรสวรรค์
เวลาล่วงเข้าสู่กลางดึก จ้าวอวี้จางหยุดการเดินปราณ ขณะกำลังดื่มน้ำได้เพียงแก้วเดียวเขาก็ได้ยินเสียงกลอนประตูขยับ แต่เขากลับไม่ได้ขัดขวาง เพียงแต่ต้มน้ำต่อไป
เงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นและเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเขา จ้าวอวี้จางต้มน้ำเสร็จก็หยิบใบชาออกมาเพื่อชงชา
"เฒ่าจ้าว ชานี่ไม่ใช่ของรักของหวงของเจ้าหรอกหรือ วันนี้ทำไมถึงยอมเอาออกมาเลี้ยงล่ะ" ชายคนหนึ่งกล่าว ปัจจุบันบุหรี่และใบชาคือสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างแท้จริง ผลผลิตมีน้อยนิด แม้แต่ชนชั้นสูงของเมืองเจียงก็ยังมีไม่พอแบ่ง ใบชาของเฒ่าจ้าวนั้นล้ำค่านัก ปกติเขาไม่ยอมเอาออกมาดื่มง่ายๆ
"มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน ชงชาต้อนรับจะเป็นไรไป" จ้าวอวี้จางส่ายหน้า เมื่อน้ำเดือดเขาก็วางจอกชาเรียงแถวหน้ากระดาน
"เจ็ดจอก เฒ่าจ้าว..."
"เจ็ดจอกรึ?" เมื่อเห็นจอกชาเจ็ดใบ คนที่มาต่างพากันหน้าเปลี่ยนสี เพราะพวกเขามีกันแค่ห้าคน รวมจ้าวอวี้จางเข้าไปด้วยก็แค่หกคนเท่านั้น นั่นหมายความว่าอย่างไรย่อมชัดเจนอยู่แล้ว
"แขกตามข้ามาจากมหาวิทยาลัยยุทธ์จนถึงที่บ้าน เดินทางมานานขนาดนี้คงจะกระหายน้ำแล้ว ลองดื่มชาสักจอกแก้กระหายดีไหม?" จ้าวอวี้จางไม่ได้ตอบคำถามใคร แต่กลับจ้องเขม็งไปที่มุมห้อง เมื่อกล่าวจบเขาก็คว้าจอกชาใบหนึ่งสะบัดมือซัดออกไป จอกชาพุ่งตรงไปยังมุมห้องนั้นทันที
"ชิบหายแล้ว" เฉินเซิ่งที่แอบอยู่ในมุมห้องสบถในใจ เขาดีดปลายนิ้วส่งพลังหยินออกมาปะทะจนจอกชาแตกกระจายกลางอากาศ
ภาพที่เห็นทำให้คนที่เหลือหน้าถอดสี ทว่าจ้าวอวี้จางกลับทะยานร่างขึ้นมาถึงมุมห้องในชั่วพริบตา สองมือรวมพลังภายในซัดฝ่ามือลงมาอย่างจัง
ปัง! หน้าต่างด้านข้างแตกละเอียด เฉินเซิ่งกระโดดหนีออกทางหน้าต่างทันทีโดยไม่คิดจะสู้ด้วย เขาอยู่เพียงระดับผีทหารขั้นกลาง เทียบเท่ากับนักยุทธ์ระดับ 4 เท่านั้น แต่พลังที่จ้าวอวี้จางแสดงออกมานั้นไม่ต่ำกว่าระดับ 7 เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้อย่างแน่นอน
"เฒ่าจ้าว!"
"ใครกัน!"
"อย่าตามไป!" คนอื่นๆ เพิ่งจะได้สติและเตรียมจะพุ่งตามไปแต่ถูกจ้าวอวี้จางห้ามไว้ก่อน
"เฒ่าจ้าว ตอนนี้เจ้ามีพลังระดับไหนแล้ว ถึงระดับ 9 หรือยัง?"
"เจ้าซ่อนเร้นฝีมือได้ลึกซึ้งนัก" คนอื่นๆ ไม่ได้ตามไปต่อ แต่หันมาถามด้วยความสงสัย พวกเขารู้มานานแล้วว่าจ้าวอวี้จางไม่ได้มีพลังแค่น้อยนิดตามที่แสดงออกมา แต่ไม่นึกว่าจะแข็งแกร่งขนาดนี้
"ถ้าข้าถึงระดับ 9 ข้าคงไปปลิดชีพสวีเหวินเทียนไปนานแล้ว"
"นั่นสินะ"
"เฒ่าจ้าว เมื่อกี้มันคือตัวอะไรกันแน่?"
"มันจะรู้เรื่องของพวกเราไหม?"
"เรื่องของพวกเราไม่มีทางรั่วไหลหรอก แต่อีกฝ่ายน่าจะจับตาดูข้าอยู่ เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง พวกเรามาคุยธุระกันต่อเถอะ" จ้าวอวี้จางกล่าว เขาพอจะมีผู้ต้องสงสัยในใจอยู่บ้างแต่ไม่ได้พูดออกมา
"เฒ่าจ้าว เจ้าตัดสินใจหรือยัง พวกเราจะอยู่หรือจะไป?" ชายคนหนึ่งถามขึ้น ทุกคนต่างรอคำตอบ
"ฆ่าสวีเหวินเทียนก่อน จากนั้นจะอยู่หรือไปก็ได้ทั้งนั้น" จ้าวอวี้จางกล่าว กลุ่มเล็กๆ ของพวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือสังหารสวีเหวินเทียน ผู้บัญชาการสูงสุดของเมืองเจียง
พวกเขาทั้งหกคนมีความแค้นฝังลึกกับสวีเหวินเทียน บางคนเคยสนับสนุนคู่แข่งของสวีเหวินเทียนจนถูกกวาดล้างอย่างหนัก บางคนเคยมีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มากมายแต่ถูกสวีเหวินเทียนยึดไปแจกจ่ายให้คนงานอพยพ ทำให้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล
ส่วนความแค้นของจ้าวอวี้จางนั้นมาจากลูกชายของเขา ลูกชายของเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยยุทธ์รุ่นแรกที่เก่งกาจมาก แต่กลับตายในสนามรบ มีข่าวลือหนาหูว่าสวีเหวินเทียนต้องการกดข่ายอำนาจสายวิชาการจึงจงใจส่งพวกขาไปตาย จ้าวอวี้จางจึงปักใจเชื่อว่าสวีเหวินเทียนคือฆาตกรที่ฆ่าลูกชายเขา
พวกเขาหกคนรวมกลุ่มกันเพื่อวางแผนลอบสังหารและจับตาดูสถานการณ์ในเมืองเจียง ทั้งหมดต่างมองอนาคตเมืองเจียงในแง่ร้ายและคิดจะหนีไปจากที่นี่
"จะลงมือเมื่อไหร่? ข้าทนไม่ไหวแล้ว ลูกสาวข้าถูกคนตระกูลสวีทำร้ายจนตาย หากไม่ใช่เพราะสวีเหวินเทียน คนร้ายคงไม่ลอยนวลอยู่แบบนี้"
"ทุกคนต่างมีความแค้น พวกเราแก่กันมากแล้ว หากไม่ลงมือตอนนี้คงไม่ทันการณ์"
"ครึ่งปีหลัง เมืองเจียงจะเริ่มสงครามใหญ่ ข้าจะตามกองทัพไปด้วย ถึงตอนนั้นข้าจะหาทางปลิดชีพสวีเหวินเทียน ส่วนพวกเจ้าจัดการคนอื่นในตระกูลสวี ต้องทำให้พวกมันย่อยยับ เมื่อสำเร็จแล้วพวกเราจะถอนตัวออกจากเมืองเจียงมุ่งหน้าลงใต้ทันที" จ้าวอวี้จางวางแผน ไม่ว่าจะเป็นการวางยาหรือลอบโจมตี ในสนามรบย่อมมีโอกาสเสมอ
......
มหาวิทยาลัยยุทธ์
"หมอจ้าวแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?" เฉินหยางฟังเฉินเซิ่งเล่าแล้วก็ต้องอุทานออกมา
แม้เฉินเซิ่งจะพลังไม่สูงแต่การจะตรวจพบเขานั้นยากยิ่ง แม้แต่ต่อหน้าจางเจิ้นสงเฉินเซิ่งยังเคยหลบซ่อนได้ หรือว่าหมอจ้าวจะเก่งกว่าอาจารย์ของเขา?
"ข้าคิดว่าเขาน่าจะมีสัญชาตญาณที่เฉียบคม หรือไม่ก็เป็นประสาทสัมผัสการดมกลิ่น แพทย์หลายคนมักจะมีประสาทสัมผัสเรื่องนี้ดีเป็นพิเศษ"
"ไม่ว่าอย่างไร หมอจ้าวคนนี้มีปัญหาจริงๆ มหาวิทยาลัยยุทธ์นี่ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์เสียจริง"
"ก็ไม่แปลกหรอก พวกอาจารย์ได้รับทรัพยากรมากมายและมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคงในการฝึกฝน หากไม่เกียจคร้านพลังย่อมเพิ่มพูนขึ้นเป็นธรรมดา"
"มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก... เอาเถอะ ข้าจะหาโอกาสไปคุยกับเขาตรงๆ สมุนไพรวิญญาณต้นนั้น ต่อให้ข้าชิงมาไม่ได้ทั้งหมด ข้าก็ต้องขอแบ่งครึ่งหนึ่ง" เฉินหยางกล่าวอย่างแน่วแน่ ในเมื่อเจอก็ต้องขอส่วนแบ่ง นี่คือหลักการของเขา
หากไม่รู้ก็แล้วไป แต่ในเมื่อความลับนี้มาอยู่ในมือเขาแล้ว เฉินหยางย่อมต้องถลกหนังออกมาให้ได้สักชั้น
"น้องสาม พรุ่งนี้เจ้าจะไปคุยเลยรึ?"
"ไม่รีบ ปล่อยให้เขากระวนกระวายใจเล่นสักสองวันก่อน" เฉินหยางกล่าว ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าหมอจ้าวขโมยสมุนไพรออกมาได้อย่างไร และมีคนในช่วยหรือไม่ เขาต้องดูท่าทีของจางเจิ้นสงก่อน หากอาจารย์ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เขาจะเริ่มแผนการทันที
เช้าวันต่อมา เฉินหยางไปเรียนตามปกติ ตอนนี้เขาได้รับการติวเข้มเป็นพิเศษจากอาจารย์ เพราะระดับพลังของเขาก้าวหน้าเกินเพื่อนร่วมรุ่นไปไกลมากแล้ว เพื่อนคนอื่นๆ ยังวนเวียนอยู่ที่ระดับ 2 หรือ 3 แต่เขาพุ่งทะยานไปไกลกว่านั้น
เมื่อจบคาบเรียน เฉินหยางไปหาจางเจิ้นสงเพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์