- หน้าแรก
- จ้าวแห่งทะเล ราชากู้สมบัติ
- บทที่ 71 ไวโอลินที่นายอยากได้มาแล้ว
บทที่ 71 ไวโอลินที่นายอยากได้มาแล้ว
บทที่ 71 ไวโอลินที่นายอยากได้มาแล้ว
บทที่ 71 ไวโอลินที่นายอยากได้มาแล้ว
ฟาเบียงมาครั้งนี้พร้อมกับเตรียมพร้อมอย่างดี ท้ายรถเต็มไปด้วยเบียร์ เขาตั้งใจจะมาดื่มกับเซียวเผิงให้เมากันไปข้าง ฟาเบียงเป็นเพื่อนดื่มที่ดี ไม่เคยเบี้ยว
เซียวเผิงเข้าไปในครัว หั่นแฮมเล็กน้อย หยิบถั่วลิสงที่เคยผัดไว้สำหรับกินกับเหล้าออกมา แล้วทำยำหนวดหมึกเป็นกับแกล้มอีกอย่าง จากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นไปยังดาดฟ้า
“โอ้โห วันนี้ดื่มได้บรรยากาศกว่าครั้งที่แล้วเยอะเลย มีกับแกล้มด้วย!” ฟาเบียงแซว
“อยากกินก็กินไป!” เซียวเผิงวางกับแกล้มบนโต๊ะ “ฉันกำลังทำปูอยู่ข้างล่าง แต่เตือนไว้ก่อนนะ ถ้าท้องไส้ไม่ดี ปูกับเบียร์อาจจะทำให้ท้องเสียได้นะ”
ฟาเบียงหัวเราะ “ฉันเป็นคนมาร์กเซยนะ ยังไม่ทันได้กินนมก็เรียนรู้ที่จะกินปูแล้ว! ฉันชอบกินปูที่สุด เป็นปูเขียวเมดิเตอร์เรเนียน หรือปูน้ำเงินแอตแลนติก?”
เซียวเผิงตอบ “ปูน้ำเงิน ตอนนี้หาปูเขียวท้องถิ่นยากกว่าปูน้ำเงินอีก เช้านี้ที่ท่าเรือมีแต่ปูน้ำเงิน ปูเขียวถูกร้านอาหารในเมืองจองไปหมดแล้ว”
ฟาเบียงได้ฟังแล้วก็ดีใจ “ดีเลย! ฉันชอบกินปูน้ำเงิน! มีแต่พวกนักท่องเที่ยวโง่ๆ เท่านั้นแหละที่กินปูเขียว”
“หืม?” เซียวเผิงชะงัก “ฉันนึกว่านายจะกังวลเรื่องการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่นซะอีกนะ”
ฟาเบียงส่ายหน้า “เรื่องนั้นมันเป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ ถ้ารู้ว่านายทำปู ฉันน่าจะลงมือทำเอง คนมาร์กเซยอย่างเราน่ะกินอาหารทะเลเก่งที่สุดในโลก”
อันที่จริงทั้งปูเขียวและปูน้ำเงินต่างก็เป็นปูม้า ความแตกต่างคือสีของกระดอง ปูม้าท้องถิ่นของเมดิเตอร์เรเนียนมีกระดองสีเขียว ส่วนปูน้ำเงินมีถิ่นกำเนิดที่ชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา
ตั้งแต่ปี 2012 ปูน้ำเงินก็ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาปรากฏตัวที่ชายฝั่งสเปน ปูชนิดนี้มาถึงที่นี่ก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ขณะที่ปูเขียวท้องถิ่นกลับถูกคุกคามอย่างหนัก นี่เป็นหนึ่งในปัญหาการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่ร้ายแรงที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนต้องปวดหัวในการแก้ไข
แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องดี เพราะปูน้ำเงินมีชีวิตชีวามากกว่า ตัวใหญ่กว่า และกินได้เต็มปากเต็มคำมากกว่า
“ฟาเบียง นายก็แค่โม้ไปวันๆ คนมาร์กเซยอย่างพวกนายก็แค่ต้มไม่ก็ย่าง อาหารดีๆ ก็เสียของหมด!” เซียวเผิงพูดต่อ “เอาล่ะ นายรอฉันตรงนี้ เดี๋ยวฉันจะแสดงให้ดูว่าปูควรกินยังไง”
ประวัติศาสตร์ของคนจีนส่วนใหญ่คือประวัติศาสตร์การต่อสู้กับความอดอยาก มีคำกล่าวว่า ‘ประชาชนเห็นอาหารเป็นสรณะ’ แต่เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัดมาตั้งแต่อดีต เพื่อประหยัดพลังงาน ผู้คนจึงคิดค้นวิธีการปรุงอาหารที่ประหยัดพลังงานที่สุด นั่นคือการนึ่ง และในบรรดาวิธีการปรุงอาหารทั้งหมด การนึ่งก็เป็นวิธีที่รักษาความเป็นรสชาติเดิมของวัตถุดิบได้ดีที่สุด การ ‘นึ่ง’ จึงเป็นวิธีการปรุงปูที่พบได้บ่อยที่สุดในจีน
แต่ทางยุโรปกลับไม่เป็นเช่นนั้น วิธีการปรุงอาหารที่ใช้บ่อยที่สุดคือการอบหรือต้ม ปูก็เช่นกัน อย่างเมนูปูอบชีสที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ก็คือการนำเนื้อปูที่ต้มแล้วมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำเนื้อปูไปต้มรวมกับเนย หอมแดง ไวน์ นม และแป้ง จากนั้นใส่กลับเข้าไปในกระดอง โรยเกล็ดขนมปังและชีสแล้วนำไปอบ
เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาชอบอาหารที่มีการปรุงรส ปูก็เช่นกัน วิธีการทำปูที่พบได้บ่อยที่สุดในมาร์กเซยคือการต้มปู โดยจะใส่โรสแมรี่และหญ้าฝรั่นลงไปต้มด้วย เมื่อต้มสุกแล้วจะบีบน้ำมะนาวใส่แล้วกิน พวกเขาเชื่อว่านี่คือวิธีที่รักษาความเป็นรสชาติเดิมของปูได้ดีที่สุด
แต่เซียวเผิงจะแสดงให้เขาเห็นว่าอะไรคือ ‘รสชาติดั้งเดิม’ ที่แท้จริง ปูตัวใหญ่จะนำไปนึ่ง ส่วนปูตัวเล็กจะชุบแป้งทอด
การนึ่งปูก็มีเคล็ดลับ: ปูที่ยังมีชีวิตต้องล้างด้วยน้ำทะเลเพื่อกระตุ้นให้พวกมันกลับมามีชีวิตชีวา จากนั้นไม่ควรนึ่งด้วยน้ำเย็น แต่ควรใช้น้ำร้อน วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดเวลาในการนึ่งได้อย่างมาก แต่เนื้อปูจะหดตัวอย่างรวดเร็ว และไข่ปูจะแข็งตัว ทำให้รสชาติความอร่อยของปูไม่สูญหายไป
ส่วนการทอดปูนั้นง่ายกว่ามาก เพียงแค่ผ่าปูครึ่งหนึ่ง ชุบแป้งแล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนจนกระดองปูเปลี่ยนเป็นสีแดง สิ่งที่ต้องระวังคือต้องทอดด้วยน้ำมันที่ร้อนจัด แป้งจะช่วยกักเก็บน้ำมันไม่ให้ซึมเข้าไปในเนื้อปู กลิ่นหอมของน้ำมันถั่วลิสงและรสชาติความอร่อยของเนื้อปูจะผสมผสานกันอย่างลงตัว
เมื่อเซียวเผิงยกปูขึ้นไปบนดาดฟ้า ฟาเบียงก็รออยู่แล้ว พอเห็นปูนึ่งก็ชะงัก “นี่มันก็แค่ปูต้มไม่ใช่เหรอ?”
เซียวเผิงส่ายหน้า “นี่เรียกว่าปูนึ่ง ลองชิมดูสิว่ารสชาติต่างกันยังไง ฉันเตรียมน้ำมะนาวมาให้แล้ว ถ้าชอบก็บีบใส่เอง”
“แล้วนายล่ะ?” ฟาเบียงถามอย่างสงสัย
เซียวเผิงตอบ “ฉันเตรียมน้ำจิ้มขิงไว้น่ะ แต่นายคงไม่คุ้นเคย”
น้ำจิ้มขิงที่ว่าก็คือการนำขิงสับละเอียดมาใส่ในน้ำส้มสายชูข้าว คนจีนมักใช้ขิงเป็นน้ำจิ้มสำหรับอาหารทะเล แม้แต่ในจีนเอง การกินปูก็มีน้ำจิ้มที่แตกต่างกันไป บางพื้นที่ชอบใช้ซีอิ๊ว บางพื้นที่ชอบใช้น้ำส้มสายชูหมัก ส่วนเซียวเผิงชอบจิ้มกับพริกเกลือ
ฟาเบียงชอบปูนึ่งของเซียวเผิงมาก เขาบอกว่ารสชาติเป็นธรรมชาติและอร่อยกว่า แต่เขาไม่ชินกับการจิ้มน้ำจิ้มแบบจีน เขาต้องใช้น้ำมะนาวเท่านั้น ส่วนปูทอด เขาชอบแคะเนื้อปูออกมาคลุกกับครีมแล้วกิน
เซียวเผิงเข้าใจแล้วว่าทำไมฟาเบียงถึงชอบกิน ‘ปูน้ำเงินต่างถิ่น’ ปูชนิดนี้ตัวใหญ่กว่า กระดองเต็มกว่า
เมื่อเปิดกระดองออก ไข่ปูที่อวบอิ่มส่งกลิ่นหอม เนื้อปูมีสีขาวเงิน เมื่อเทียบกับปูม้าจากบ้านเกิดแล้ว เนื้อปูน้ำเงินมีความแน่นกว่า กินแล้วให้ความรู้สึกเด้งดึ๋ง
ปูชนิดนี้เหมาะสำหรับการทอดมากกว่า!
กระดองปูที่ทอดแล้วกรอบจนเคี้ยวได้ ส่วนเนื้อปูข้างในยังคงฉ่ำน้ำและนุ่มละมุน! เมื่อรวมกับกลิ่นหอมของน้ำมันถั่วลิสงและแป้งทอด รสชาติก็ยิ่งเข้มข้น!
เดิมทีฟาเบียงตั้งใจจะดื่มไปคุยไปกับเซียวเผิง แต่พอปูมาถึง เขาก็หยุดกินไม่ได้ จะมีเวลาคุยเรื่องสำคัญได้ยังไง? แม้ว่าคนฝรั่งเศสจะบอกว่ากินอาหารอย่างสง่างาม แต่สำหรับคนมาร์กเซยคงไม่รวมอยู่ในนั้น ฟาเบียงจับปูทอดไว้ในมือแล้วแทะอย่างดุเดือดเหมือนแทะน่องไก่!
เซียวเผิงทนดูไม่ได้ “ฟาเบียง ไหนนายเคยบอกว่า กินอาหารต้องกินอย่างอย่างสง่างามไม่ใช่เหรอ? ดูท่าทางนายสิ!”
“สง่างามเหรอ?” ฟาเบียงวางปูลง เช็ดมือด้วยผ้าเปียกแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดเพลง “ดูสิ มีดนตรีด้วย สง่างามพอไหม? ถ้ายังไม่พอ ฉันจะจ้างคนมาเล่นไวโอลินข้างๆ เราเลยดีไหม? เหมือนดินเนอร์สุดโรแมนติกของคู่รักเลย!”
เซียวเผิงกำลังจะตอบ ก็ได้ยินเสียง ‘เลื่อยไม้’ ดังมาจากนอกบ้าน
“ให้ตายสิ! นี่เสียงอะไร?” ฟาเบียงตกใจ
เซียวเผิงยักไหล่ “ไวโอลินที่นายอยากได้มาแล้ว”