เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 คำทำนายอันอาจหาญบนโต๊ะอาหาร

บทที่ 14 คำทำนายอันอาจหาญบนโต๊ะอาหาร

บทที่ 14 คำทำนายอันอาจหาญบนโต๊ะอาหาร


"พูดง่ายแต่ทำยาก"

แม้จูเจี้ยนเซิงจะไม่เคยทำงานที่โรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวง แต่เขาก็รู้ดีว่าสำหรับเด็กใหม่อย่างเจียงฮุย การจะผลักดันให้มีการปรับปรุงรถ BJ212 นั้น ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

"มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกครับ"

"แค่เปลี่ยนเกียร์จาก 3MT เป็น 4MT เปลี่ยนเครื่องยนต์จากคาร์บูเรเตอร์เป็นหัวฉีด เปลี่ยนแหนบเป็นระบบกันสะเทือนอิสระแม็คเฟอร์สัน แล้วก็ปรับปรุงภายในภายนอกให้ดูใหม่ขึ้น แค่นี้ความสบายและการควบคุมรถก็จะดีขึ้นจมเลยครับ"

"แน่นอนว่าถ้าจะเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียวเลยมันยากแน่"

"อย่างเช่น ถ้าตอนนี้ยังเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์หัวฉีดไม่ได้ เราก็เก็บไว้เปลี่ยนทีหลัง เริ่มจากส่วนอื่นก่อนก็ได้"

จริงๆ แล้วเจียงฮุยมีแผนการอัปเกรดและปรับโฉม BJ212 ไว้อย่างชัดเจนแล้ว

ตั้งแต่ตัดสินใจเข้าทำงานที่โรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวง เขาได้ใคร่ครวญเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ถ้าอยากสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง การเริ่มจากจุดนี้ถือว่าได้ผลเร็วและโดดเด่นมาก

เพราะในยุคนี้ คนที่มีสิทธิ์นั่งรถ BJ212 ส่วนใหญ่เป็นระดับหัวหน้ากองหรือผู้บังคับการกรมขึ้นไป ขอแค่ทำให้ประสบการณ์การนั่งดีขึ้น ผู้ใหญ่หลายคนย่อมต้องสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แน่นอน

ถึงเวลานั้น ชื่อเสียงของเจียงฮุยในฐานะผู้ออกแบบแผนงานนี้จะต้องพุ่งทะยานในระบบราชการอย่างแน่นอน

"ทิศทางที่คุณพูดมานั้นถูกต้อง แต่การจะทำให้สำเร็จในระยะเวลาอันสั้นยังเป็นเรื่องยาก"

"คุณอาจจะลองเริ่มจากจุดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนสิ่งที่โรงงานของคุณหรือซัพพลายเออร์ยอมรับได้ง่ายๆ"

จูเจี้ยนเซิงมีประสบการณ์ชีวิตโชกโชนกว่ามาก และรู้ดีว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด

เรื่องนี้เจียงฮุยเข้าใจได้เป็นอย่างดี

"อุตส่าห์ออกมาทานข้าวด้วยกันทั้งที อย่าคุยเรื่องงานกันเลยค่ะ พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวไหนกันดี?"

เห็นสองหนุ่มคุยกันออกรสขึ้นเรื่อยๆ จูหลินที่นั่งข้างๆ เริ่มรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อย

คุยเรื่องงานพอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว

ทำไมต้องติดลมกันขนาดนั้นด้วยนะ?

"อาทิตย์หน้าเสี่ยวเจียงต้องไปอบรมที่โรงงานเครื่องยนต์สันดาปภายใน ลองไปร้านหนังสือซินหัวดูไหม เผื่อมีหนังสือเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงงานให้อ่านบ้าง"

ปี 1978 เป็นปีที่มีการปฏิรูปร้านหนังสือซินหัวทั่วประเทศอย่างครอบคลุม และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าประทับใจ

หนังสือที่เมื่อก่อนหาซื้อไม่ได้ในร้านหนังสือ เริ่มทยอยปรากฏสู่สายตาสาธารณชนทีละน้อย

จูเจี้ยนเซิงจึงเสนอแนะเช่นนั้น

"ร้านหนังสือซินหัวเขตเตี้ยนไห่อยู่ตรงถนนเหนือนี่เอง เราไปเดินเล่นตอนเช้า กลับมานอนพักตอนบ่าย กินข้าวเย็นเร็วหน่อย แล้วค่อยกลับหอพักสถานีอนามัย"

จูหลินเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้และจัดการวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้เสร็จสรรพทันที

ในเมื่อเป้าหมายหลักคือการซื้อหนังสือให้เจียงฮุย เธอเลยรู้สึกว่าไม่ต้องถามความสมัครใจของเขาก็ได้

ถ้าเป็นการซื้อของให้ตัวเธอเอง ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"ได้ครับ ไปร้านหนังสือซินหัวก็น่าสนใจดี"

เจียงฮุยไม่คิดว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับการอบรม TQC เจอในร้านหนังสือซินหัวเวลานี้หรอก แต่พ่อตาหวังดี อีกอย่างเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าสมัยนี้มีหนังสืออะไรขายบ้าง

ยุคนี้กิจกรรมบันเทิงมีน้อย การอ่านหนังสือก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว

แถมเขายังเคยคิดด้วยว่าน่าจะลองเขียนอะไรขายหาเงินดูบ้าง

เขาโตมาโดยแทบไม่ได้อ่าน 'วรรณกรรมบาดแผล' อันโด่งดังในยุค 70-80 เลย ดังนั้นเขาจึงเขียนงานแนวนี้ไม่เป็น

ดังนั้น ต่อให้เรื่อง 'ครูประจำชั้น' จะดังระเบิดระเบ้อเมื่อต้นปี เขาก็ไม่ได้เขียนอะไรตามกระแส

แต่เขาเคยอ่านนิยายขนาดยาวคลาสสิกและบทละครย้อนยุคมาบ้าง

ด้วยความจำที่เป็นเลิศ การจะเอาของพวกนี้มาตีพิมพ์ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้

จะได้หาเงินค่าขนมเพิ่ม ไม่ต้องแบมือขอเงินเมียใช้ทุกวัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเป็นคนกินจุ ถ้ามีของอร่อย เขาก็ไม่อยากอดใจ

ตอนที่เพิ่งข้ามเวลามาปี 1976 เขาเคยคิดจะหารายได้พิเศษ

แต่พอไปถามดู ปรากฏว่าการส่งต้นฉบับให้นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือสำนักพิมพ์ในตอนนั้นไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ความคิดที่จะหาเงินพิเศษของเขาเลยมอดลงทันที

จนกระทั่งวันที่ 12 ตุลาคม 1977 มีประกาศ 'มาตรการทดลองใช้เรื่องค่าตอบแทนและเงินอุดหนุนสำหรับงานข่าวและสิ่งพิมพ์' ซึ่งเป็นการนำระบบค่าลิขสิทธิ์กลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นทางการหลังจากยกเลิกไปสิบเอ็ดปี

แม้อัตราค่าตอบแทนจะยังต่ำ 2 ถึง 7 หยวนต่อหนึ่งพันคำสำหรับงานต้นฉบับ และ 1 ถึง 5 หยวนต่อหนึ่งพันคำสำหรับงานแปล โดยจ่ายครั้งเดียวตามจำนวนคำ ไม่มีการจ่ายตามยอดพิมพ์

แต่มันก็ทำให้การหารายได้จากงานเขียนเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศทางการเมืองในตอนนั้นยังไม่ชัดเจนนัก เจียงฮุยไม่อยากหาเหาใส่หัวหรือโดนเล่นงานเพราะงานเขียน

ดังนั้น ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา เขาจึงยังไม่ขยับตัวทำอะไร

ตอนนี้สถานการณ์เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ บางเรื่องก็น่าจะเริ่มลงมือได้แล้ว

เนื่องจากต้องปั่นจักรยานกลับบ้านหลังกินข้าว ทุกคนเลยกินกันค่อนข้างเร็ว

ไม่ถึงสองทุ่ม อาหารและเหล้าก็หมดเกลี้ยง

ต้องยอมรับว่าในยุคนี้ ไม่ว่าใครก็มี 'พลังการต่อสู้' บนโต๊ะอาหารที่น่าทึ่งจริงๆ

"อิ่มจังเลย"

"ถ้าได้กินแบบนี้ทุกอาทิตย์ คงมีความสุขน่าดู"

มองดูจานเปล่าเกลี้ยงเกลาบนโต๊ะ จูหลินลูบท้องแบนราบของเธอแล้วรำพึงด้วยความซาบซึ้ง

"พวกลูกแต่งงานกันแล้วนะ จะใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้"

"นานๆ ทีออกมาฉลองน่ะได้ แต่จะฟุ่มเฟือยไม่ได้เด็ดขาด"

ณ ตอนนี้ ฟางเจินลืมความใจป้ำตอนสั่งอาหารไปจนหมดสิ้น

เธอกลับมาสวมวิญญาณแม่บ้านธรรมดา อบรมสั่งสอนลูกสาวซะงั้น

"มื้อเดียวปาเข้าไปยี่สิบกว่าหยวน ต่อให้หนูอยากฟุ่มเฟือย หนูก็ต้องมีเงินให้ฟุ่มเฟือยก่อนสิคะ!"

จูหลินรู้สึกว่าแม่กำลังใส่ร้ายเธอชัดๆ

เธออยากจะบอกเหลือเกินว่าคนที่ชอบกินข้าวนอกบ้านที่สุดน่ะคือลูกเขยแม่ต่างหาก ไม่ใช่หนู

"ช่วงนี้หลายที่กำลังถกเถียงกันเรื่อง 'การปฏิบัติเป็นเกณฑ์เดียวในการทดสอบความจริง' ผมเชื่อว่าประเทศเรากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การปฏิรูปและเปิดประเทศจะเป็นแนวโน้มของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ครับ"

"ถึงตอนนั้น คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกอุตสาหกรรมจะเฟื่องฟู เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"

"ในอนาคต อย่าว่าแต่กินแบบนี้อาทิตย์ละครั้งเลยครับ กินแบบนี้ทุกวันยังได้เลย"

"ผมกลัวแต่ว่าถึงตอนนั้น ทุกคนจะเบื่อเนื้อจนเห็นแล้วกินไม่ลง แล้วหันไปอยากกินผักกินเต้าหู้แทนซะมากกว่า"

จูหลินเข้าใจผิดคิดว่า 'คำพูดจริงใจ' ของเจียงฮุยเป็นคำพูดเอาใจเธอ

แต่เธอก็ดีใจมากที่สามีเข้าข้างเธอและช่วยแก้ต่างกับแม่ให้แบบเนียนๆ

"จะเป็นไปได้ยังไง? ถ้ามีเนื้อให้กิน ใครจะไปอยากกินผัก?"

ถึงจูหลินจะเป็นผู้หญิง แต่ในยุคนี้ ไม่มีใครไม่ชอบกินเนื้อหรอก

แถมไม่ใช่แค่ชอบเนื้อธรรมดา ต้องเป็นเนื้อติดมันด้วยนะ

ต่างจากคนยุคหลังโดยสิ้นเชิง

ช่วยไม่ได้ อาหารการกินยุคนี้ไขมันน้อยเกินไป

ต่อให้มีเงิน ก็ใช่ว่าจะหาซื้อเนื้อกินได้ตามใจชอบ

"พ่อหนุ่ม เธอบอกว่าการปฏิรูปและเปิดประเทศจะเป็นแนวโน้มของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ เธอเอาอะไรมาตัดสิน?"

ก่อนที่เจียงฮุยจะทันได้แย้งจูหลิน ชายชราสวมชุดจงซานก็โผล่มาจากโต๊ะข้างๆ

สีหน้าของฟางเจินเปลี่ยนไปทันที เธอรีบพูดว่า "เด็กมันก็พูดไปเรื่อยเปื่อย อย่าไปถือสาเลยค่ะ"

แม้จะเป็นเดือนกรกฎาคม ปี 1978 แล้ว แต่คนที่ผ่านช่วงเวลาพิเศษนั้นมาอย่างฟางเจินยังคงระแวดระวังตัวแจ

พูดจบ เธอก็รีบสะกิดจูเจี้ยนเซิง แล้วหันไปบอกจูหลินกับเจียงฮุย "กินเสร็จแล้ว รีบกลับบ้านกันเถอะ"

จบบทที่ บทที่ 14 คำทำนายอันอาจหาญบนโต๊ะอาหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว