- หน้าแรก
- อมตะผู้ซ่อนเร้น
- บทที่ 15 เจ้าพนักงานสำรวจที่ดิน
บทที่ 15 เจ้าพนักงานสำรวจที่ดิน
บทที่ 15 เจ้าพนักงานสำรวจที่ดิน
บทที่ 15 เจ้าพนักงานสำรวจที่ดิน
นับว่าโชคดีที่ขับไล่เหล่าอีกาไปได้ทันท่วงที ที่นาจึงถูกทำลายไปไม่มากนัก เพียงสองถึงสามหมู่เท่านั้น
ฉู่สวินและสองพี่น้องจางซานชุน บวกกับหลี่โส่วเถียนที่ลงไปช่วยด้วย ไม่นานก็เก็บกวาดก้อนหินจนสะอาด
เพียงแต่ผืนดินที่ถูกทำลายไป บัดนี้ยากจะกลับคืนสู่สภาพเดิม
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ทุกคนจึงไม่ได้จากไปไหน ยังคงเฝ้ารออยู่ที่ชายนา
แม้แต่ข้าวกลางวัน ก็เป็นจางอันซิ่วที่กลับไปทำแล้วนำมาส่งให้
จนกระทั่งล่วงเลยยามเที่ยงไปแล้ว เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินที่ถูกส่งมาจากที่ว่าการอำเภอจึงค่อยๆ เดินทางมาถึง
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินผู้นั้นอายุราวสี่สิบกว่าปี รูปร่างผอมแห้ง แต่กลับมีพุงยื่นออกมาเล็กน้อย
ที่เอวคาดสายคาดเอวไหมสีเทาอย่างมีพิธีรีตอง ห้อยป้ายไม้ขนาดเท่าฝ่ามือแผ่นหนึ่ง บนนั้นสลักอักษรสี่ตัวว่า “สำรวจที่ดินอำเภอ”
ศีรษะสวมหมวกขุนนางปีกอ่อน ดวงตารูปสามเหลี่ยมหรี่ลงเล็กน้อย ยามมองผู้คนก็เกียจคร้านแม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นเพียงแววตาดูแคลนที่ลอดผ่านออกมา
ใต้คางมีเคราแพะกระจุกหนึ่ง ปลิวไสวไปตามลม แต่เขาก็มักจะยกมือขึ้นลูบอยู่เสมอ ราวกับจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่
หลี่โส่วเถียนรีบวิ่งเข้าไป พยักหน้าพลางโค้งเอว “ท่านเจ้าพนักงาน นี่คือที่ดินที่หมู่บ้านของพวกเราบุกเบิกไว้ ขอเชิญท่านตรวจสอบ”
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินส่งเสียงหึเบาๆ ในลำคอ คางเชิดสูงขึ้นไปอีก ไม่ได้ตอบคำ
เพียงแต่ไพล่มือไว้ข้างหลัง เดินย่างเท้าไปยังข้างๆ ดินที่ถูกพลิกขึ้นมา ใช้ปลายเท้าเตะก้อนดินเล่นๆ เปลือกตาก็ไม่ยกขึ้น น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสราวกับกำลังให้ทาน
“ในนานี้ยังไม่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์เลย ยังต้องตรวจสอบอีกหรือ?”
นี่เป็นการหาเรื่องกันอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าที่ดินบางส่วนบริเวณขอบๆ จะถูกทำลายไปบ้าง แต่หากมองเข้าไปอีกหน่อย ก็จะรู้ว่าได้ทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว
แต่เขากลับไม่ยอมมองเลยแม้แต่น้อย เอาแต่จ้องมองที่ดินครึ่งส่วนนั้น
หลี่โส่วเถียนรู้ดีแก่ใจ รีบควักเงินสองตำลึงออกมาจากเอว ยัดเข้าไปในมือของเจ้าพนักงานสำรวจที่ดิน
“เมื่อคืนฝนตกหนัก ขอท่านเจ้าพนักงานโปรดเมตตาด้วย”
ที่ดินบุกเบิกหนึ่งหมู่ไม่ได้มาตรฐาน ก็แค่ปรับสามสิบอีแปะ
ที่ดินรกร้างหกสิบหมู่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมด รวมกันแล้วก็แค่หนึ่งพันแปดร้อยอีแปะ ไม่ถึงสองตำลึงด้วยซ้ำ
แต่หลี่โส่วเถียนก็ยังยินดีที่จะให้สินบนมากมายถึงเพียงนี้ เขารู้ดีกว่าใครว่าเจ้าพนักงานที่มาจากที่ว่าการอำเภอเหล่านี้โลภมากเพียงใด
แทนที่จะให้แต่น้อยในตอนแรก รอให้คนอื่นไม่พอใจแล้วค่อยเพิ่มเงิน สู้ให้ไปทีเดียวให้พอใจไปเลย จะได้ประหยัดเรื่องปวดหัวไปได้มาก
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินผู้มีพุงโต บีบเงินไว้ในมือ ใส่เข้าไปในแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น
“ไม่เลว ไม่เลว ที่ดินรกร้างที่นี่บุกเบิกได้ไม่เลวจริงๆ ทุกท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อราชสำนัก ลำบากกันทุกคนแล้ว”
ไม่เพียงแต่สีหน้าจะดีขึ้นเท่านั้น คำพูดสวยหรูก็พลั่งพรูออกมา
หลี่โส่วเถียนเรียกฉู่สวินเข้ามาอย่างถูกจังหวะ กล่าวว่า “ท่านเจ้าพนักงาน หมู่บ้านซงกั่วของพวกเราบุกเบิกที่ดินรกร้างทั้งหมดหกสิบหมู่ ในจำนวนนี้สามสิบหมู่เป็นของครอบครัวฉู่สวินที่บุกเบิกเอง ตามที่ราชโองการบุกเบิกระบุไว้ สมควรที่จะรายงานต่อที่ว่าการอำเภอ เพื่อมอบตำแหน่งเซียงหยินปิน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินก็ประหลาดใจเล็กน้อย มองมาทางฉู่สวิน
มองสำรวจขึ้นๆ ลงๆ “เจ้าบุกเบิกที่ดินสามสิบหมู่...เพียงลำพัง?”
ฉู่สวินประสานมือคารวะอย่างไม่ถ่อมตนและไม่อวดดี “ขอรับ ท่านเจ้าพนักงาน”
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินมองไปทางหลี่โส่วเถียนอีกครั้ง กล่าวอย่างยิ้มๆ “ตำแหน่งเซียงหยินปินสามารถไปร่วมงานเลี้ยงปราชญ์ท้องถิ่นของท่านนายอำเภอได้นะ หมู่บ้านซงกั่วของพวกท่านก็อยากจะไปหรือ?”
เขาไม่เชื่อว่าครอบครัวหนึ่งจะสามารถบุกเบิกที่ดินสามสิบหมู่ได้ภายในหนึ่งปี เพียงแต่คิดว่าหลี่โส่วเถียนต้องการจะสร้างเซียงหยินปินขึ้นมาสักคน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านซงกั่ว
หมู่บ้านอื่นๆ ก็มีเรื่องเช่นนี้เช่นกัน แต่เกือบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ใหญ่บ้านของแต่ละหมู่บ้านที่ควักเงินซื้อที่ดินรกร้างของคนอื่นมานับรวมเป็นของตน
ไหนเลยจะเหมือนหมู่บ้านซงกั่ว ที่ถึงกับส่งเด็กหนุ่มหน้าใหม่คนหนึ่งออกมาเป็นตัวแทน
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินลูบเคราที่ค่อนข้างยุ่งเหยิงของตนเอง กล่าวเสียงเรียบ “อยากจะไปร่วมงานเลี้ยงปราชญ์ท้องถิ่น เงินสองตำลึงคงจะไม่พอ”
ว่ากันว่าอาณาจักรจิ่งใช้เงินเดือนสูงเพื่อเลี้ยงดูขุนนางที่ซื่อสัตย์ ฮ่องเต้ทรงปฏิญาณว่าจะทำให้อาณาจักรจิ่งกลายเป็นราชวงศ์ที่ซื่อสัตย์ที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่เงินเดือนจะสูงเพียงใด ก็ยังไม่สูงเท่าความโลภของคนเหล่านี้
แม้จะแค่มาตรวจสอบสถานการณ์การบุกเบิก ก็ยังต้องหาผลประโยชน์จากในนั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ตำแหน่งเจ้าพนักงานสำรวจที่ดินนี้ ก็ล้วนใช้เงินซื้อมา
หากไม่หาผลประโยชน์ จะคู่ควรกับเงินที่ตนเองควักออกไปได้อย่างไร
หลี่โส่วเถียนตอบไม่ถูก ทำได้เพียงมองไปทางฉู่สวิน
ท้ายที่สุดแล้วนี่เป็นที่ดินของฉู่สวิน เขาจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถช่วยออกเงินให้ได้
ฉู่สวินรู้ดีแก่ใจ ควักเงินสิบตำลึงออกมาจากเอวแล้วยื่นให้ “น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ ขอท่านเจ้าพนักงานโปรดรับไว้ด้วย”
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินเหลือบมองเพียงแวบเดียว แล้วกล่าวอีกว่า “ผลผลิตต่อปีของที่นาหนึ่งหมู่ อย่างน้อยก็มีสี่ตำลึงขึ้นไป ที่ดินสามสิบหมู่ของเจ้า ในอนาคตปีหนึ่งก็คือร้อยกว่าตำลึง แบ่งครึ่งต่อครึ่ง ปีหนึ่งก็มีห้าสิบตำลึงแล้วนะ”
จางอันซิ่วที่อยู่ข้างๆ มองดูอย่างโกรธเคือง เงินสิบตำลึงก็มากแล้ว เจ้าหมอนี่กลับโลภมากถึงเพียงนี้
ฉู่สวินส่งสัญญาณมือข้างหลัง บอกให้นางอย่าพูดมาก
จากนั้นก็ให้จางอันซิ่วกลับไปเอาเงินมาอีกสี่สิบตำลึง ยื่นให้ไปพร้อมกัน
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินจึงได้ยิ้มจนตาหยีรับไว้ในมือ กล่าวอย่างยิ้มๆ “เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ไม่เลว มีความกล้าหาญ ในอนาคตย่อมมีอนาคตไกลสุดจะหยั่งถึง”
ห้าสิบตำลึงซื้อตำแหน่งเซียงหยินปิน นับว่าไม่ถูก แต่ก็ไม่แพงจนเกินไป
เมื่อได้เงินก้อนนี้แล้ว เรื่องหลังจากนั้นก็ง่ายขึ้นมาก
เจ้าพนักงานสำรวจที่ดินเดินวนรอบที่ดินบุกเบิกหกสิบหมู่หนึ่งรอบ ติชมข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่เจ็บไม่คันบันทึกไว้ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าผ่าน
จากนั้นเขาก็ยกเท้าขึ้น เช็ดโคลนใต้ฝ่าเท้ากับก้อนหินข้างทาง แล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ รอจนกลับไปลงบันทึกที่ที่ว่าการอำเภอแล้ว อีกไม่กี่วันก็มารับใบอนุญาตบุกเบิกที่ดินได้”
บนใบหน้าของหลี่โส่วเถียนก็ปรากฏร่องรอยความยินดี ในที่สุดด่านนี้ก็ผ่านไปได้
“ขอบคุณท่านเจ้าพนักงาน ท่านเจ้าพนักงานเดินทางโดยสวัสดิภาพ!”
พยักหน้าพลางโค้งเอวส่งเจ้าพนักงานสำรวจที่ดินที่ไม่มีตำแหน่งผู้นี้จากไป จางอันซิ่วมองตามจนอีกฝ่ายลับสายตาไป จึงได้ด่าทอออกมาด้วยดวงตาแดงก่ำ
“คนผู้นี้โลภไม่รู้จักพอ ห้าสิบตำลึงก็ยังกล้าเอา! ไม่กลัวว่าคลอดลูกออกมาจะไม่มีก้นหรือไร! หากฟ้องร้องต่อราชสำนัก จะต้องลงโทษเขาฐานคดโกงรับสินบนให้ได้!”
ห้าสิบตำลึงเชียวนะ ต่อให้ตอนที่จางสือเกินยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลจางก็ยังไม่เคยเก็บเงินได้มากขนาดนี้
ทั่วทั้งหมู่บ้านซงกั่ว คนที่สามารถควักเงินออกมาได้มากขนาดนี้ในคราวเดียว เกรงว่าจะมีเพียงฉู่สวินเท่านั้น
หลี่โส่วเถียนส่ายหน้ากล่าว “ที่ว่าราษฎรไม่ต่อกรกับขุนนาง ต่อให้ฟ้องร้องเขาลงจากตำแหน่งได้ แล้วในอนาคตจะเป็นอย่างไร? หากถูกคนจองเวร พวกเราก็จะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข”
“ยิ่งไปกว่านั้น ฉู่สวินได้เป็นเซียงหยินปิน ในอนาคตภาษีธัญญาหารก็สามารถจ่ายน้อยลงได้สองส่วน ที่ดินยิ่งมาก ผลประโยชน์ก็ยิ่งมาก”
จางอันซิ่วแน่นอนว่าเข้าใจเหตุผลในข้อนี้ เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าฮ่องเต้ตรัสแล้วว่าห้ามมิให้ผู้ใดคดโกง ได้ยินว่าหากคดโกงสิบตำลึงก็จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง สามสิบตำลึงก็จะถูกตัดศีรษะ
คนเหล่านี้ เหตุใดยังกล้าคดโกงอีกเล่า?
ฉู่สวินกลับไม่ใส่ใจเรื่องนี้ ก็แค่ห้าสิบตำลึง
ตอนนี้เขามีที่ดินอยู่ในมือเกือบห้าสิบหมู่ ปีหนึ่งเก็บภาษีธัญญาหารสองครั้ง ล้วนสามารถจ่ายน้อยลงได้สองส่วน คำนวณคร่าวๆ แล้วก็คือสามารถประหยัดเงินได้ประมาณห้าตำลึงต่อปี
เพียงแค่สิบปี ก็สามารถชดเชยความสูญเสียได้แล้ว
และนี่ก็เป็นในกรณีที่ที่ดินของฉู่สวินไม่เพิ่มขึ้น หากสามารถมีถึงร้อยหมู่ได้ เวลาก็จะสั้นลงเหลือเพียงห้าปี
บวกกับตำแหน่งเซียงหยินปินไม่เพียงแต่จะลดหย่อนภาษีที่ดินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการค้าขาย การซื้อขาย ก็มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกันไป
คำนวณดูแล้ว ก็ไม่ได้เสียเปรียบมากนักจริงๆ
ฉู่สวินจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านซงกั่วเป็นเวลานาน มองการณ์ไกล ย่อมไม่ใส่ใจกับผลได้ผลเสียเล็กๆ น้อยๆ ในปัจจุบัน
หลายวันต่อมา หลี่โส่วเถียนก็ได้รับใบอนุญาตบุกเบิกที่ดินจากที่ว่าการอำเภอกลับมาอย่างราบรื่น
ทว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบติดต่อกันสามปี จึงจะตกเป็นของแต่ละครัวเรือนโดยสมบูรณ์
หากมีปีใดปีหนึ่งไม่ได้มาตรฐาน ก็จะต้องถูกปรับเงิน และที่ดินจะถูกยึดคืนกลับเป็นของที่ว่าการอำเภอ
ตำแหน่งเซียงหยินปินของฉู่สวิน ก็ได้รับมาแล้วเช่นกัน
แผ่นป้ายไม้ ยาวหนึ่งเมตร กว้างหนึ่งฉื่อ บนนั้นสลักอักษรสีดำสี่ตัวใหญ่
บุกเบิกมีคุณ!
จางอันซิ่วย้ายเก้าอี้มา ยื่นค้อนให้ มองดูฉู่สวินแขวนแผ่นป้ายนี้ไว้บนขื่อประตู ก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริ
ชาวบ้านต่างก็พากันมาดูของแปลก ตำแหน่งเซียงหยินปิน หมู่บ้านซงกั่วเคยมีเพียงบ้านของผู้ใหญ่บ้านชราเท่านั้นที่เคยได้รับ
เด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปีอย่างฉู่สวิน กลับได้รับมาด้วยเช่นกัน
หลี่โส่วเถียนไม่ผิดคำพูด เขาสั่งให้คนทำศิลาจารึกขนาดใหญ่แผ่นหนึ่ง ฝังไว้หน้าผืนดินหกสิบหมู่ที่บุกเบิกขึ้นมา
ศิลาจารึกคุณงามความดี!
บนนั้นเรียงลำดับจากบนลงล่าง ตามจำนวนที่ดินรกร้างที่แต่ละบ้านบุกเบิก
ฉู่สวินบุกเบิกที่ดินรกร้างสามสิบหมู่ แน่นอนว่าย่อมอยู่อันดับแรกโดยไม่มีข้อกังขา
ตัวอักษรใหญ่มาก ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
ถัดลงมาคือหลี่โส่วเถียน จากนั้นก็เป็นหลี่เถียนเจียน ต่อด้วยบ้านที่บุกเบิกที่ดินรกร้างหนึ่งหมู่กว่าๆ
เมื่อมองดูชื่อที่โดดเด่นอย่างยิ่งบนศิลาจารึกคุณงามความดี จางอันซิ่วก็เท้าสะเอวมองไปรอบๆ ผู้คน ตะโกนอย่างภาคภูมิใจ “ตอนนั้นใครบอกว่าพี่สวินทำไม่ได้! พูดออกมาสิ!”
ไหนเลยจะมีคนตอบ มีเพียงคนที่ก้มหน้าอย่างอับอาย
คนที่หวังดีกับเขา ย่อมปรบมือด้วยความยินดี
ส่วนคนที่อิจฉา ก็แอบตาแดงก่ำอยู่ลับๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของหลี่เถียนเจียน ซ่อมหลังคาอยู่หลายวัน ไม่เพียงแต่จะเสียเงินไปเปล่าๆ แต่ยังเหนื่อยแทบตาย
ลูกชายทั้งสองคนบาดเจ็บทั้งตัว ตอนนี้เห็นนกกระพือปีกบนท้องฟ้า ก็ตกใจจนตัวสั่น กอดศีรษะวิ่งหนี
บัดนี้เมื่อเห็นฉู่สวินได้ที่ดินรกร้างสามสิบหมู่ ทั้งยังได้แผ่นป้ายเซียงหยินปิน บนศิลาจารึกคุณงามความดีก็อยู่อันดับแรก
ที่สำคัญที่สุดคือ หลี่โส่วเถียนยังคงรักษาตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านไว้ได้
พวกเขาอิจฉาจนแทบจะกัดฟันจนแหลก