เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 แพ้ซานเย่า

บทที่ 11 แพ้ซานเย่า

บทที่ 11 แพ้ซานเย่า


แขกแปลกหน้าสองคนมาเยือนเรือนฉีอวิ๋น... กวนซาซาและฉวีอี๋เหนียง

ลู่ชิงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกนางมากนัก และไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้ากันมาก่อน

นางไม่แน่ใจในจุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้ แต่ด้วยฐานะที่ต่างกัน นางจึงทำได้เพียงต้อนรับขับสู้ให้ดีที่สุด

ผู้ที่มีใบหน้าสวยหวานและมีเสน่ห์คือกวนซาซา นางยิ้มพลางสังเกตลู่ชิงอยู่ครู่ใหญ่ พอใจมากกับท่าทีนอบน้อมเจียมเนื้อเจียมตัวที่ฝังลึกอยู่ในกมลสันดานของอีกฝ่าย ความรู้สึกระแวงในใจที่เคยมีพลันมลายหายไป "ได้ยินมานานแล้วว่าข้างกายท่านอ๋องมีคนโปรดคนใหม่ พวกเราพี่น้องว่างๆ เลยแวะมาเยี่ยมเยียน เว่ยอี๋เหนียงคงไม่รังเกียจใช่ไหม?"

ลู่ชิงยิ้มบางๆ ตอบเสียงเบา "กวนซาซาชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูหัวอ่อนควบคุมง่าย กวนซาซาจึงสรุปเอาเองว่าคงไม่สร้างปัญหาอะไรใหญ่โต

กวนซาซาเชิดคางขึ้น ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย "เว่ยอี๋เหนียงรู้จักวางตัวดีนี่ ต่อไปถ้าปรนนิบัติท่านอ๋องให้ดี ชีวิตก็น่าจะสุขสบาย เผลอๆ อาจได้เลื่อนขั้นเป็นอี๋เหนียงกับเขาบ้างก็ได้"

ปากนางพูดเช่นนี้ แต่น้ำเสียงกลับแฝงความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด ชาติตระกูลต่ำต้อยเช่นนี้ แค่ได้เป็นอี๋เหนียงก็นับว่าโชคดีถมถือดแล้ว

ลู่ชิงย่อมสัมผัสได้ แต่เมื่อไร้ที่พึ่งพิง นางก็ไม่คิดจะสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น จึงเพียงหลุบตาลงต่ำ ตอบกลับอย่างสงบเสงี่ยม "บ่าวเป็นเพียงซื่อเชี่ย ไม่กล้าหวังสูง และยิ่งไม่กล้าเทียบชั้นกับซูอี๋และอี๋เหนียงทั้งสองหรอกเจ้าค่ะ"

กวนซาซาฟังแล้วรื่นหู จึงยิ้มพึงพอใจและยกชาขึ้นจิบ

ลู่ชิงเพิ่งจะโล่งใจได้ไม่ทันไร ก็รู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมา

ฉวีอี๋เหนียงที่นั่งเงียบมาตลอดตั้งแต่ก้าวเข้ามา กำลังจ้องลู่ชิงตาแป๋วด้วยความใคร่รู้ เมื่อลู่ชิงมองสบตา นางก็ส่งยิ้มใจดีให้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "มิน่าล่ะท่านอ๋องถึงโปรด เจ้าสวยจริงๆ ด้วย!"

สีหน้าและน้ำเสียงของฉวีอี๋เหนียงจริงใจยิ่ง นางมองว่าลู่ชิงสวยจริงๆ เป็นความงามที่โดดเด่นแม้ในบรรดาหญิงงามมากมายในเรือนหลังของจวนอ๋องจิ้น หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก แต่แววตากลับแฝงความเด็ดเดี่ยวบริสุทธิ์ แม้ในยามนี้อาจจะมองข้ามได้ง่ายก็ตาม

ลู่ชิงตะลึงงัน หากฉวีอี๋เหนียงไม่ได้ดูจริงใจขนาดนี้ นางคงคิดว่าเป็นเพียงคำพูดประชดประชัน

กวนซาซาเองก็คิดเช่นนั้น นางระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที สายตากวาดมองสลับไปมาระหว่างลู่ชิงกับฉวีอี๋เหนียง ก่อนจะแค่นเสียงเยาะ "สายตาฉวีอี๋เหนียงนี่แย่จริงๆ ไม่ไหวๆ ป่วยก็ต้องไปหาหมอนะ อย่ากลัวหมอจนไม่ยอมรักษาตัวล่ะ!"

ฉวีอี๋เหนียงยิ้มเจื่อนอย่างอับอาย รีบยกถ้วยชาขึ้นจิบแก้เก้อ และหลบสายตาไป

ลู่ชิงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่ส่งแขกทั้งสองออกจากเรือนฉีอวิ๋นอย่างนอบน้อม

เมื่อลับหลังคนนอก ลู่ชิงก็คลายรอยยิ้มที่ปั้นแต่งมานาน นางยกมือเรียวขึ้นนวดใบหน้า พลางสั่งความกับหหม่านตง"เดี๋ยวเจ้าออกไปสืบเรื่องราวของบรรดาเช่อเฟย ซูอี๋ และอี๋เหนียงในจวนมาให้ข้าหน่อยนะ ข้ารู้จักคนน้อยเหลือเกิน ขืนวันหน้าเจอกันแล้วเรียกชื่อผิด คงจะเสียมารยาทแย่"

ประจวบเหมาะกับที่นางกำลังเริ่มเรียนรู้ผู้คนในจวน ฮองเฮาสวี่จากในวังก็ส่งแม่นมมาที่จวนอ๋องหลายคน โดยอ้างว่าจะมาสอนมารยาทให้เหล่าสตรีในเรือน

ในเมื่อกุ้ยเฟยจ้าวสิ้นพระชนม์ไปแล้ว และฮ่องเต้ซีเหอก็ทรงเจริญวัย การกระทำของฮองเฮาสวี่จึงเป็นการแสดงออกถึงความเมตตาและใจกว้างในฐานะมารดาแผ่นดิน

"เขาว่ากันว่าเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ บรรดาซื่อเชี่ยและคนอื่นๆ ในจวนต้องเข้ารับการอบรมเจ้าค่ะ" หมั่นตงรายงานข่าวที่สืบมาได้ "พวกอี๋เหนียงกับเช่อเฟยก็เคยผ่านการอบรมแบบนี้มาก่อน สาวใช้ที่เรือนกวนซาซาบอกว่าแม่นมพวกนี้เข้มงวดมาก ใครเรียนรู้ได้ไม่ดีจะถูกลงโทษด้วย"

คนที่มาจากในวังย่อมมีวิธีการที่ไม่ธรรมดา และเมื่อลงมือ ก็เล่นเอาคนแทบกระอักเลือด

หมั่นตงฉายแววกังวลทางสายตา กำลังจะเอ่ยปากปลอบใจ แต่กลับสังเกตเห็นว่าเจ้านายของตนดูตื่นเต้นดีใจ

"อี๋เหนียงไม่กลัวถูกทำโทษหรือเจ้าคะ?"

"กลัวทำไม?" ลู่ชิงถามกลับอย่างงุนงง "โอกาสเรียนรู้หาได้ยากเช่นนี้ ข้าจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด"

นางรู้กฎระเบียบของการเป็นบ่าว แต่กฎเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับสถานะปัจจุบันของนางอีกต่อไป

ลู่ชิงไม่กลัวการถูกทำโทษ นางตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเรียนรู้ให้ดีที่สุด

วันรุ่งขึ้น บรรดาซื่อเชี่ยต่างมารวมตัวกันที่สวนหลังบ้าน โดยมีแม่นมหน้าดุหลายคนยืนคุมอยู่ด้านหน้า

ในบรรดาซื่อเชี่ย มีน้อยคนนักที่ได้รับความโปรดปราน และลู่ชิงก็ได้ยืนอยู่แถวหน้าสุด

แม่นมเหล่านั้นทำงานรวดเร็วและไม่พูดพร่ำทำเพลง เมื่อทุกคนมาครบ ก็เริ่มการสอนทันที

ตลอดทั้งวัน ลู่ชิงฝึกเดินจนเหงื่อซึมหน้าผาก ผ้าเช็ดหน้าเปียกชุ่มไปหลายผืน

จิงเฟิงและคนอื่นๆ ต่างบ่นอุบอิบมานานแล้ว ตอนแรกพวกนางยังมีแก่ใจจะประจบประแจงแม่นมผู้สอน แต่ตอนนี้ต้องตั้งสมาธิอยู่กับการฝึก เพราะกลัวว่าหากผิดพลาดเพียงนิดเดียว ไม้บรรทัดจะฟาดลงที่น่อง

ความจริงก็คือ ลู่ชิงไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลผู้ดี นางรู้จักแต่การเป็นบ่าวรับใช้

หลายครั้งที่นางถูกตีเพราะอกไม่ผายไหล่ไม่ผึง น่องของนางคงมีรอยไม้เรียวประทับอยู่เป็นแน่

"ถึงแม้พวกเจ้าจะเป็นแค่ซื่อเชี่ย ไม่ใช่นายหญิงตัวจริง แต่ก็อย่าลืมว่าพวกเจ้าคือซื่อเชี่ยของอ๋องจิ้น หากเรียนรู้มารยาทไม่ดี จะเป็นท่านอ๋องที่ต้องเสียหน้า..."

ลู่ชิงขาลากและท้องว่าง กว่าจะได้กลับจากเรือนฝึกของแม่นมมายังเรือนฉีอวิ๋น ตะวันก็ตกดินเสียแล้ว

นางเหนื่อยล้าเหลือเกิน หลังจากนั่งลงบนตั่งและดื่มน้ำอุ่นไปสองถ้วยใหญ่ นางก็ไม่อยากขยับตัวไปไหนอีก

จี้ฉินและหมั่นตงย้ายสำรับอาหารเย็นมาวางบนโต๊ะตัวเล็กข้างตั่ง เพื่อให้ลู่ชิงทานอาหารได้สะดวก

"วันนี้ห้องครัวทำเมนูใหม่มาเจ้าค่ะ เป็นซุปซานเย่า นอกจากพวกเช่อเฟยกับอี๋เหนียงแล้ว ก็มีแต่เรือนฉีอวิ๋นของเรานี่แหละที่ได้ทาน"

ท่ามกลางสายตาคาดหวังของหหม่านตงลู่ชิงตักซุปซานเย่าขึ้นมาชิมหนึ่งคำ "อร่อยดี ข้ากินคนเดียวไม่หมดหรอก เดี๋ยวพวกเจ้าสองคนแบ่งไปชิมบ้างนะ"

หมั่นตงยิ้มร่า "ขอบคุณเจ้าค่ะอี๋เหนียง เชิญท่านทานต่อเถอะ เดี๋ยวบ่าวจะไปเตรียมน้ำอาบให้!"

ขณะอาบน้ำ ลู่ชิงรู้สึกคลื่นไส้พะอืดพะอม พร้อมกับอาการปวดท้องที่เริ่มรุนแรงขึ้น

นางพยายามตะเกียกตะกายออกจากถังน้ำ ใบหน้าซีดเผือด และรู้สึกหายใจติดขัด

"เจ้าเป็นอะไรไป!" จี้ฉินข่มความตื่นตระหนก รีบสวมเสื้อผ้าให้ลู่ชิงอย่างคล่องแคล่ว พลางตะโกน "หมั่นตง! รีบไปตามแม่นมจง แล้วให้ตามหมอหญิงมาเร็วเข้า!"

ลู่ชิงทรมานอย่างแสนสาหัส นางโก่งตัวอาเจียนอาหารเย็นที่เพิ่งทานเข้าไปออกมาจนหมด ท้องไส้ปั่นป่วนเจ็บปวดจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก

ไม่นานนัก หมั่นตงก็ลากหมอหญิงมาตรวจชีพจรลู่ชิง

"มื้อเย็นเว่ยซื่อเชี่ยทานอะไรเข้าไปบ้าง?"

หมั่นตงไล่เรียงรายการอาหารทั้งหมด หมอหญิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะชี้ชัดถึงปัญหา "เว่ยซื่อเชี่ยแพ้ซานเย่าเจ้าค่ะ"

ผ่านค่ำคืนอันวุ่นวาย ลู่ชิงอาการดีขึ้นมากหลังจากทานยา แต่ก็ยังต้องขาดเรียนไป

แม่นมจงรีบมาเยี่ยมที่เรือนฉีอวิ๋นทันทีที่ทราบข่าว

"สุขภาพเจ้าสำคัญกว่า หากเจ้าอยากเรียนจริงๆ ไว้หายดีแล้วค่อยไปขอท่านอ๋องก็ได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร"

ลู่ชิงพักรักษาตัวอย่างสงบในเรือนฉีอวิ๋น ซุปซานเย่าถ้วยนั้นเล่นงานนางจนสะบักสะบอม ทำให้จี้ฉินเข้มงวดเรื่องอาหารการกินของนางยิ่งขึ้นไปอีก

ปากคอเริ่มจืดชืด ผ่านไปนานเข้า ลู่ชิงก็อดท้วงไม่ได้ "ข้าแค่น่าจะกินซานเย่าไม่ได้อย่างเดียว ถ้าไม่เชื่อ คราวหน้าลองถามหมอหญิงเจียงดูก็ได้"

เมื่อเจียงสุ่ยเอ๋อร์มาตรวจชีพจรลู่ชิงอีกครั้ง ทั้งสามคน นายบ่าว ต่างก็จ้องนางเป็นตาเดียว

"...แค่ระวังอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องระวังขนาดนั้นก็ได้" เจียงสุ่ยเอ๋อร์ซึ่งสวมผ้าปิดหน้ากล่าวพลางจับชีพจรลู่ชิงอย่างเบามือ "เว่ยซื่อเชี่ยใกล้จะหายสนิทแล้วล่ะ"

แม่นมจากในวังกลับไปแล้ว ลู่ชิงนึกถึงคำแนะนำของแม่นมจงที่บอกให้หาโอกาสขออนุญาตท่านอ๋องจิ้น นางยังคงอยากเรียนรู้มารยาทและกฎระเบียบต่างๆ ให้ถูกต้อง ไม่อยากต้องขายหน้าในวันข้างหน้า

จบบทที่ บทที่ 11 แพ้ซานเย่า

คัดลอกลิงก์แล้ว