- หน้าแรก
- ไออุ่นในคืนหนาวกับสาวน้อยปริศนา
- บทที่ 24 หนูอยากเป็นน้องสาวจริงๆ ของพี่ไป๋อวี่
บทที่ 24 หนูอยากเป็นน้องสาวจริงๆ ของพี่ไป๋อวี่
บทที่ 24 หนูอยากเป็นน้องสาวจริงๆ ของพี่ไป๋อวี่
บทที่ 24 หนูอยากเป็นน้องสาวจริงๆ ของพี่ไป๋อวี่
หลังจากปรับความเข้าใจกันจนคืนดีแล้ว ทั้งสองคนก็กลับเข้าไปในครัวเพื่อช่วยกันเตรียมมื้อค่ำ
ปรากฏว่าน้ำซุปมะเขือเทศใส่ไข่ที่ตั้งอยู่บนเตานั้น ไป๋อวี่ชิงเป็นคนเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ทำบะหมี่น้ำในเย็นวันนี้
เนื่องจากเธอไม่รู้ว่าพี่ชายจะกลับมาถึงเมื่อไหร่ และเกรงว่าหากลวกเส้นทิ้งไว้นานเกินไปจะอืดจนไม่อร่อย เธอจึงทำเพียงแค่น้ำซุปเตรียมไว้ กะว่าพอพี่ชายกลับมาถึงค่อยลงมือลวกเส้น
ไป๋อวี่อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเธอด้วยความเอ็นดู พร้อมกับเอ่ยชมในความรอบคอบของน้องสาวตัวน้อยอีกครั้ง
บนโต๊ะอาหาร ขณะที่กำลังคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก ไป๋อวี่ก็เริ่มชวนคุยถามไถ่ว่าวันนี้เธอทำอะไรบ้าง อยู่บ้านเบื่อไหม และมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า
คำตอบที่เขาได้รับนั้นช่างละเอียดละออยิ่งนัก
ไป๋อวี่ชิงกลืนเส้นบะหมี่ลงคอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น กะพริบตาปริบๆ และใช้นิ้วชี้ข้างซ้ายแตะที่ปลายคางเบาๆ ราวกับกำลังใช้ความคิด
หลังจากพี่ชายออกไปทำงานเมื่อเช้า เธอเริ่มต้นวันด้วยการทำความสะอาดบ้าน จากนั้นก็ขลุกตัวอ่านการ์ตูนอยู่ในห้องหนังสือ
เนื่องจากเธอแทบไม่เคยได้สัมผัสคอมพิวเตอร์เลยยกเว้นตอนเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียน เธอจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านมากนัก
พอมื้อเที่ยง เธอก็ทอดซาลาเปากินเองสองลูก แล้วนอนกลางวัน
ตื่นมาก็ออกไปเก็บผ้าที่ระเบียงที่ตากทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
ตกบ่ายก็นั่งดูทีวีในห้องนั่งเล่นอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งถึงตอนเย็นจึงเข้าไปในครัวเพื่อทำซุปมะเขือเทศใส่ไข่
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งวันที่ผ่านไปอย่างคุ้มค่าและมีความสุข เธอไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย
ทว่า หากจะถามถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็คงจะมีเพียงเรื่องเดียว... นั่นคือการกลั่นแกล้งของพี่ชายที่ทำเอาเธอตกใจแทบสิ้นสตินั่นแหละ
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋อวี่ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมไป๋อวี่ชิงถึงได้หวาดกลัวเสียงเคาะประตูที่รุนแรงขนาดนั้น
จากความทรงจำของเธอ สาเหตุน่าจะมาจากการที่เธอกับแม่มักจะหาเงินจ่ายค่าเช่าไม่ทันตามกำหนด หลิวเหม่ยหลิงเจ้าของบ้านเช่าหน้าเลือดคนนั้นจึงมักจะมาทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง พร้อมตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย
และถ้าพวกเธอไม่ยอมเปิดประตู หญิงร้ายกาจคนนั้นก็จะใช้กุญแจสำรองไขเข้ามาทำร้ายร่างกายพวกเธอถึงในห้อง เหตุการณ์ซ้ำๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นแผลใจที่ฝังลึกในความทรงจำของเด็กสาว
เมื่อพูดถึงหลิวเหม่ยหลิง ไป๋อวี่ก็นึกขึ้นได้และรีบบอกข่าวดีจากอาเว่ยให้ไป๋อวี่ชิงฟัง
"จริงสิ อวี่ชิง เรื่องป้าหลิวเหม่ยหลิง พี่มีข่าวดีจะบอก"
"ข่าวดีอะไรเหรอคะ?"
ไป๋อวี่ชิงกัดเส้นบะหมี่คำโต ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความสงสัย
"เพื่อนสนิทของพี่เขาทำงานอยู่ที่สถานีตำรวจ คนที่นั่งตรงข้ามพี่ที่ร้านบาร์บีคิววันนั้นไง หนูคงเคยเห็นผ่านตาบ้างแล้ว"
"พี่วานให้เขาช่วยสืบเรื่องความเป็นไปในตรอกเผิงหู ถ้ามีชาวบ้านคนไหนกล้าออกมาให้การและส่งหลักฐานความชั่วของหลิวเหม่ยหลิง เขาก็จะเปิดคดีสอบสวนทันที ถึงตอนนั้น ยัยป้าใจร้ายคนนั้นจะต้องถูกจับเข้าคุกแน่นอน!"
ไป๋อวี่ชิงพยายามนึกภาพตาม แต่เธอจำหน้าอาเว่ยไม่ได้เลย
เพราะวันนั้น หลังจากที่พี่ชายเข้าไปขวางไอ้หนุ่มผมทอง เธอก็อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีออกมาทันที จึงไม่เห็นเหตุการณ์หลังจากนั้น
แต่ถึงจะจำอาเว่ยไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำให้ความประหลาดใจของเธอลดน้อยลง
"จริงเหรอคะ? พี่เก่งจังเลย"
แม้เธอจะเป็นเด็กจิตใจดี แต่เธอก็ยังคงมีความคับแค้นใจต่อตัวร้ายที่รังแกแม่และเธอมาตลอดหลายปี
พอได้รู้ว่าคนชั่วกำลังจะถูกกฎหมายลงโทษ ไป๋อวี่ชิงก็อดรู้สึกดีใจไม่ได้
"แล้ว... เพื่อนของพี่คนนั้นเขาสนิทกับพี่มากไหมคะ? การทำแบบนี้จะทำให้พี่ต้องติดหนี้บุญคุณเขาหรือเปล่า?"
ไป๋อวี่ชิงก้มหน้าลงซดน้ำซุปในชามพลางเอ่ยถามด้วยความกังวล
ไป๋อวี่คลี่ยิ้มออกมา ไม่คิดว่าเด็กตัวแค่นี้จะรู้จักคำว่า 'ติดหนี้บุญคุณ' ด้วย
"สนิทสิ อาเว่ยกับพี่เป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก คบกันมาเก้าปีแล้ว เรื่องบุญคุณอะไรนั่นไม่ต้องห่วงหรอก ไว้เรื่องจบพี่ค่อยเลี้ยงข้าวเขาตอบแทนก็พอ อีกอย่าง... เขาบอกว่าอยากเจอหน้าหนูด้วยนะ เขาอยากเห็นชัดๆ ว่าน้องสาวสุดหวงของพี่หน้าตาเป็นยังไง!"
เมื่อได้ยินว่าต้องออกไปเจอเพื่อนของพี่ชาย ไป๋อวี่ชิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอยังคงรู้สึกต่อต้านการพบปะคนแปลกหน้าอยู่บ้าง
เห็นสีหน้าลำบากใจของน้องสาว ไป๋อวี่ก็นึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้หายจากอาการหวาดกลัวสังคมเสียทีเดียว ที่เธอดูร่าเริงขึ้นมาบ้างก็เพราะเธอไว้ใจและพึ่งพาเขามากเป็นพิเศษเท่านั้น
เขาจะลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไงกันนะ?
"อืม... ถ้าอวี่ชิงไม่อยากเจอ ก็ไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวพี่หาข้ออ้างบอกปัดมันเอง"
"ไม่เอาค่ะพี่ รับปากเขาไปเถอะค่ะ ไม่เป็นไร..."
ทว่าไป๋อวี่ชิงกลับรีบปฏิเสธข้อเสนอของไป๋อวี่ เธอสูดเส้นบะหมี่เส้นเล็กๆ เข้าปาก ก่อนจะพูดต่ออย่างมุ่งมั่น
"เขาอุตส่าห์ช่วยหนูกับพี่ หนูควรจะไปขอบคุณเขาด้วยตัวเอง... อีกอย่าง หนูอยากจะเป็นน้องสาวจริงๆ ของพี่ อยากจะเข้ากับสังคมของพี่ได้ อยากทำให้พี่รู้สึกว่าหนูห่วงใยและทำให้พี่มีความสุข หนูไม่อยากเป็นแค่น้องสาวที่มีปัญหาทางจิตใจ คอยแต่จะสร้างเรื่องปวดหัวและเป็นภาระให้พี่"
ไป๋อวี่ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะกับคำพูดประโยคนั้น
แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับความนึกคิดที่โตเกินวัยและความเกรงใจผู้อื่นของไป๋อวี่ชิง
แต่เขาก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี ร่างกายเล็กจ้อยที่ดูขาดสารอาหารนี้ ซ่อนหัวใจที่เข้มแข็งและเปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจไว้มากขนาดไหนกันนะ?
ครั้งนี้ ไป๋อวี่ตั้งใจที่จะเอ่ยชมน้องสาวที่น่ารักของเขาอย่างจริงจัง เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน
"อวี่ชิง หนูเป็นเด็กดีและรู้ความจริงๆ!"
"ฮิฮิ..."
เมื่อได้รับคำชมซึ่งหน้าจากพี่ชาย ไป๋อวี่ชิงก็หัวเราะคิกคัก ทั้งที่ยังมีเส้นบะหมี่คาอยู่ที่มุมปาก
หลังจากนั้น ไป๋อวี่ก็เล่าให้เธอฟังเรื่องที่เขาได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างานจนได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนและสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ต่อไปนี้พวกเขาไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างอัตคัดขัดสนอีกแล้ว
พอได้ยินดังนั้น ดวงตากลมโตสีดำขลับของไป๋อวี่ชิงก็จับจ้องไปที่พี่ชายตาแป๋ว แม้เธอจะไม่รู้ตัวเลขที่แน่นอนว่าเงินเดือนพี่ชายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่ขอแค่พี่ชายมีความสุข เธอก็มีความสุขไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตวัยเด็กที่แสนรันทดทำให้เธอเข้าใจค่าของเงินเร็วกว่าเด็กทั่วไป
เธารู้ดีแก่ใจว่า ถ้าตอนนั้นพวกเธอมีเงินรักษา แม่ของเธออาจจะไม่ด่วนจากไปเร็วขนาดนี้
ถ้ามีเงินจ่ายค่าเช่า เธอกับแม่ก็คงไม่ต้องถูกหลิวเหม่ยหลิงรังแก
ไป๋อวี่ยังบอกไป๋อวี่ชิงล่วงหน้าอีกว่า เย็นวันศุกร์นี้เขาต้องไปทานข้าวสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน อาจจะกลับดึกหน่อย กำชับว่าไม่ต้องรอทานข้าวเย็นพร้อมเขา
ไป๋อวี่ชิงจดจำคำสั่งของพี่ชายไว้อย่างแม่นยำ
หลังมื้ออาหาร ขณะที่ไป๋อวี่ชิงกำลังยืนล้างจาน ไป๋อวี่ก็ได้รู้จากเธอว่าโรงเรียนจะเปิดเทอมในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หรือก็คือวันจันทร์หน้านี้แล้ว
เขานับนิ้วคำนวณวันดู ก็พบว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้น
สุดสัปดาห์นี้ เขาจำเป็นต้องพาไป๋อวี่ชิงไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ได้ ไม่อย่างนั้นพอโรงเรียนเปิด เธอคงต้องใส่ชุดนักเรียนเก่าๆ น่าเกลียดตัวนั้นไปเรียนทุกวัน แถมยังไม่มีชุดเปลี่ยนอีกต่างหาก
เขาจึงตะโกนบอกน้องสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างจานว่า วันเสาร์นี้เขาจะพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ เพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอเป็นดาวนำโชคให้เขา
คราวนี้ ไป๋อวี่ชิงไม่ได้ปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความเกรงใจเหมือนครั้งก่อนๆ เธอเพียงแค่พยักหน้าอย่างว่าง่ายและเอ่ยเสียงเบาว่า "ขอบคุณค่ะพี่"
การได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับไป๋อวี่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เธอค่อยๆ ซึมซับและปรับตัวเข้ากับครอบครัวเล็กๆ นี้ พยายามที่จะสวมบทบาทน้องสาวของไป๋อวี่อย่างเต็มที่
ถ้าการที่พี่ชายได้ใช้เงินซื้อของให้เธอแล้วทำให้เขามีความสุข เธอก็ยินดีที่จะสนับสนุนการกระทำของเขา แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ของสิ่งนั้นต้องจำเป็น คุ้มค่า และราคาไม่แพงจนเกินไป ไม่อย่างนั้นเธอก็คงต้องปฏิเสธหัวชนฝาเหมือนเดิม