- หน้าแรก
- ร้านนี้ขายความเทพ เชิญเสพความแกร่ง
- บทที่ 15 ประสาทสัมผัสแห่งกลิ่น
บทที่ 15 ประสาทสัมผัสแห่งกลิ่น
บทที่ 15 ประสาทสัมผัสแห่งกลิ่น
บทที่ 15 ประสาทสัมผัสแห่งกลิ่น
ขณะที่ลู่ชวนกำลังนับเงินในลิ้นชักเก็บเงิน จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นข้อความที่เขียนหวัดๆ อยู่บนธนบัตรใบละสิบหยวน
ภายใต้แสงไฟสลัวจากรถเข็นขายอาหาร เขาเพ่งมองใกล้ๆ
"น้องเหมย ในที่สุดคุณก็เรียกชื่อผมสักที ถึงคุณจะจำชื่อผิดก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะไปเปลี่ยนชื่อให้ตรงกับที่คุณเรียกเดี๋ยวนี้แหละ"
"..."
ลู่ชวนขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่าธนบัตรใบนี้ได้มาจากลูกค้ารายล่าสุด
คนล่าสุด ก็คือหมอนั่นไม่ใช่เหรอ?
ลู่ชวนเข้าใจสถานการณ์ทันที เขาอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองหลี่อันที่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ด้วยแววตาสับสนปนสงสาร
ประโยคเด็ดของพวกทาสรักชัดๆ ถ้าเป็นคุณ ผมก็ไม่แปลกใจเลยจริงๆ
แม้ลู่ชวนจะไม่เคยมีความรัก แต่เขาก็รู้ว่าความสัมพันธ์ควรเกิดขึ้นจากความเท่าเทียมกัน
ไอ้ความรักข้างเดียวแบบถวายหัวนี่ มันเรียกว่าความรักจริงๆ หรือ?
เดิมทีลู่ชวนไม่อยากจะสนใจ แต่คิดไปคิดมา หลี่อันก็ถือเป็นลูกค้าของเขา
ยังไงก็ควรจะมอบรอยยิ้มให้กำลังใจสักหน่อย
ดังนั้น มุมปากของเขาจึงกระตุกเล็กน้อย พยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างแข็งทื่อ
แต่ที่น่าตกใจคือ รอยยิ้มของเขาดูเหมือนจะทำให้หลี่อันที่นั่งอยู่ไม่ไกลเริ่มแสดงอาการบ้าคลั่งขึ้นมาอีก... ลู่ชวนตกใจจนรีบก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาฝ่ายนั้นอีก
เลิ่งฮุยที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจฝึกซ้อมดับเพลิงประจำวัน อาศัยช่วงวันหยุดพักผ่อนออกมาเดินเล่นในสวนสาธารณะตามความเคยชิน
นอกจากจะเป็นการผ่อนคลายความเมื่อยล้าทางร่างกายแล้ว ยังช่วยปลดปล่อยจิตใจที่ตึงเครียดอีกด้วย
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการได้มองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจได้จริงๆ
เลิ่งฮุยเดินออกจากสวนสาธารณะด้วยอารมณ์เบิกบาน เขาเห็นทางเดินเท้าใต้ร่มไม้ด้านนอกเรียงรายไปด้วยแผงขายของกินเล่น ซึ่งนานทีปีหนจะกระตุกความสนใจของเขาได้สักครั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน ระหว่างภารกิจดับเพลิง เขาได้รับผลกระทบจากสารเคมีระเบิดในห้องแล็บ ทำให้ประสาทรับกลิ่นเสียหาย
ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่ได้กลิ่นอาหารอีกเลย แถมต่อมรับรสก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ทำให้ความสนใจในอาหารค่อยๆ เลือนหายไป
มาตรฐานการกินอยู่ของเขาในปัจจุบัน มีเป้าหมายเพียงเพื่อรักษาชีพจรให้คงอยู่เท่านั้น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ โดยปกติเลิ่งฮุยย่อมไม่แวะเวียนตามร้านข้างทาง
อย่างไรก็ตาม วันนี้เขานึกครึ้มอกครึ้มใจ อยากจะลองสัมผัสความสุขสมัยเป็นนักเรียนดูบ้าง
เดินไปเดินมา ในมือของเลิ่งฮุยก็มีทั้งปลาหมึกย่าง ปีกไก่ย่าง และโรตีใส่ไข่
"เคี้ยวๆๆ..."
"เฮ้อ... ไร้รสชาติเหมือนเดิม"
เลิ่งฮุยส่ายหน้า โยนขยะที่จัดการเรียบร้อยแล้วลงถังข้างทาง จากนั้นก็ล้วงกระเป๋ากางเกงเตรียมตัวเดินกลับเข้ากองร้อย
แต่ทว่า วินาทีนั้นเอง จมูกที่สูญเสียการรับกลิ่นไปนานของเขา จู่ๆ ก็กระตุกวูบ ความตกตะลึงฉายชัดบนใบหน้า
ทันใดนั้น สองเท้าของเขาก็เริ่มก้าวเดินออกไปโดยไม่รู้ตัว จากเดินเร็วกลายเป็นกึ่งวิ่ง
"จมูกฉันกลับมาได้กลิ่นแล้วเหรอ?"
...ไม่สิ ประสาทรับกลิ่นยังไม่หายดีหรอก แต่เป็นเพราะกลิ่นเหม็นนี่มันรุนแรงเป็นพิเศษต่างหาก!
เลิ่งฮุยชำเลืองมองป้าย "ห้องน้ำสาธารณะ" ด้านหน้า แววตาฉายแววประหลาดใจ
แต่หลังจากไตร่ตรองดู เขาก็ยังวิ่งตรงต่อไป
ต่อให้เป็นกลิ่นห้องน้ำสาธารณะ เขาก็ต้องไปพิสูจน์ให้รู้แจ้ง
คนร่างกายปกติยากจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
ในเมื่อมีความหวังว่าจะหายดี อาารมณ์ตื่นเต้นของเลิ่งฮุยจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ขณะที่กำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุม เขาแว่วเสียงหัวเราะดังมาแต่ไกล
"ครึกครื้นขนาดนี้เชียว?"
เลิ่งฮุยชะงักเล็กน้อยก่อนจะก้าวพ้นหัวมุมตึก
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่อย่างที่เขาจินตนาการไว้
เขาเห็นรถเข็นขายอาหารคันเล็กจอดสงบนิ่งอยู่ข้างห้องน้ำสาธารณะ
เจ้าของร้านดูเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น รอยยิ้มดูขี้อายและเก็บตัว แต่ทักษะฝีมือนั้นดูเชี่ยวชาญช่ำชอง
ส่วนลูกค้า บ้างก็ยืนหลีกทางให้กันอย่างสุภาพ บ้างก็ร่ายบทกวีอย่างออกรส บ้างก็ส่ายหัวดื่มด่ำกับรสชาติ บรรยากาศช่างดูปรองดองกลมเกลียว
"อ้อ ที่แท้ก็กลิ่นเต้าหู้เหม็นนี่เอง"
เลิ่งฮุยมองป้ายร้านที่โดดเด่น แล้วก็นึกถึงต้นตอของกลิ่นขึ้นมาได้ในที่สุด
"สามารถทำให้จมูกฉันกลับมาได้กลิ่นอีกครั้ง เต้าหู้เหม็นเจ้านี้คงไม่ธรรมดาจริงๆ"
เขาลูบท้องที่เพิ่งอิ่มไปได้แค่หนึ่งในสาม แล้วเดินตรงเข้าไปทันที
"เถ้าแก่ ขอเต้าหู้เหม็นชุดนึง"
ผิดคาด เถ้าแก่หนุ่มตรงหน้าไม่ได้ตอบรับทันที แต่กลับมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ
เลิ่งฮุยคิดว่าอีกฝ่ายคงได้ยินไม่ชัด จึงรีบพูดซ้ำ
"ได้ครับคุณลูกค้า รับชุดใหญ่หรือชุดเล็กดีครับ? เครื่องปรุงอยู่บนเคาน์เตอร์ ตอนทาซอสบอกผมได้เลยนะครับ"
เลิ่งฮุยมองดูเคาน์เตอร์ที่สะอาดสะอ้าน ขวดโหลเรียงรายเป็นระเบียบด้วยความสนใจ
มีป้ายติดระบุชื่อไว้ชัดเจน ทั้งน้ำมันพริก น้ำกระเทียม ซอสหวาน เต้าเจี้ยว และซอสรสพิลึก
"เอาชุดใหญ่ครับ ราคาเท่าไหร่? จ่ายแต่เงินสด ไม่รับสแกนใช่ไหม?"
"ชุดใหญ่ 30 หยวนครับ ตอนนี้รับเฉพาะเงินสดครับ"
"อื้ม ได้ นี่ครับ 30 เดี๋ยวช่วยทาซอสรสพิลึกนั่นให้ผมด้วยนะ"
"ได้ครับ เชิญนั่งรอบนม้านั่งตรงโน้นก่อน เสร็จแล้วเดี๋ยวผมเรียกครับ"
เลิ่งฮุยมองเถ้าแก่หนุ่มใช้คีมคีบเงินโดยเฉพาะ แสดงถึงความใส่ใจในสุขอนามัยอาหารอย่างยิ่ง สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ
เขาพยักหน้าให้เถ้าแก่หนุ่ม แต่ไม่ได้เดินไปนั่ง กลับขยับเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อดูขั้นตอนการทำ
ลู่ชวนเริ่มรู้สึกสับสนนิดหน่อย
เขาคุ้นเคยกับเต้าหู้เหม็นที่ตัวเองทำเป็นอย่างดี
กลิ่นเหม็นระดับนี้ ใครมาถึงก็ต้องทำท่าจะอาเจียนกันทั้งนั้น
แต่ชายตรงหน้ากลับมีสีหน้าเรียบเฉย แถมยังสูดดมกลิ่นอย่างลึกซึ้งราวกับกำลังเพลิดเพลิน
เขาอยากรู้อยากเห็นเหลือเกิน อยากจะเอ่ยปากถามเหตุผลออกไปตรงๆ
แต่เมื่อนึกถึงความเป็นส่วนตัวของลูกค้า สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบไว้
ไม่นาน เต้าหู้เหม็นร้อนๆ ควันฉุยก็เสร็จเรียบร้อย
ลู่ชวนตักใส่ถ้วยอย่างคล่องแคล่ว ทาซอส โรยเครื่องเคียง แล้วส่งให้ชายคนนั้น
เลิ่งฮุยรับถ้วยมาด้วยสองมือ พยักหน้าขอบคุณลู่ชวน ก่อนจะประคองถ้วยขึ้นมาพิจารณาตรงหน้าอย่างกระตือรือร้น
"เต้าหู้เหม็นนี่หน้าตาสวยงามจริงๆ! สีของซอสนี่ก็แปลกตา ไม่เหมือนที่ขายทั่วไป ดูเหมือนเถ้าแก่จะปรุงเอง"
วินาทีนั้น กลิ่นเหม็นอันเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นหอมของถั่วที่เป็นเอกลักษณ์จากไอร้อนของเต้าหู้เหม็น บวกกับรสเปรี้ยว หวาน เผ็ด และชาลิ้นของซอสรสพิลึก ทั้งหมดพุ่งเข้าจู่โจมรูจมูกของเลิ่งฮุยพร้อมกัน
รสชาติที่ทรงพลังและเย่อหยิ่งนั้นระเบิดตัวออกในโพรงจมูกของเขาทันที
"ฮัดชิ้ว!"
เลิ่งฮุยขยี้จมูกที่คันยิบ ในที่สุดก็กลั้นไว้ไม่อยู่
เขาใช้ตะเกียบไม้ไผ่คีบเต้าหู้เหม็นชิ้นหนึ่งที่ทอดจนเหลืองกรอบ ทว่ากะแรงมือไม่ถูกจึงเผลอทำเปลือกกรอบแตกออก เผยให้เห็นเนื้อในสีฟ้าครามดุจท้องทะเลและท้องฟ้า ถัดลึกลงไปคือเนื้อเต้าหู้สีขาวนุ่มเด้งราวกับวุ้น
"เอือก"
หน้าตาอาหารที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ทำให้เลิ่งฮุยกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
"อั้ม..."
เขารีบส่งเต้าหู้เหม็นที่ยังร้อนจัดเข้าปากทันที วินาทีต่อมาเขาก็ต้องทำหน้าเหยเกเพราะความร้อน
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ตัดใจคายมันออกมาไม่ลง
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ รสชาติที่กลมกล่อมและเข้มข้นยิ่งกว่ากลิ่นที่ได้ดม กำลังปะทุอย่างบ้าคลั่งอยู่ในปาก
มันทลายกำแพงแห่งเหตุผลของเขาจนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในพริบตา