เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ทุ่มเทให้กับกรรมวิธีทำเต้าหู้เหม็น

บทที่ 2 ทุ่มเทให้กับกรรมวิธีทำเต้าหู้เหม็น

บทที่ 2 ทุ่มเทให้กับกรรมวิธีทำเต้าหู้เหม็น


บทที่ 2 ทุ่มเทให้กับกรรมวิธีทำเต้าหู้เหม็น

ลู่ชวนไม่เคยคาดคิดเลยว่า ระบบจะให้เขาไปตั้งแผงขายเต้าหู้เหม็นข้างห้องน้ำสาธารณะ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะขายได้หรือไม่ แค่คนผ่านไปผ่านมาเห็นเข้าคงคิดว่าเขาเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ?

ทว่าต่อให้ลู่ชวนจะพยายามสื่อสารเจรจากับระบบอย่างไร อีกฝ่ายก็ยังคงหัวรั้นและปฏิเสธที่จะเปลี่ยนสถานที่ทำภารกิจอย่างเด็ดขาด

เมื่อมองดูนาฬิกานับถอยหลังสู่ความตายที่เดินหน้าไปเรื่อยๆ ลู่ชวนก็สัมผัสได้ถึงความเร่งด่วนของเวลา

ลำพังแค่การเตรียมการเบื้องต้นอย่างการจัดหาวัตถุดิบและการหมักน้ำเชื้อก็ต้องใช้เวลาพอสมควรแล้ว และเขาก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเมื่อตั้งแผงแล้ว การหา 'เหรียญความอยากอาหาร' จะยากง่ายเพียงใด

ลู่ชวนทำได้เพียงจำใจยอมรับการจัดแจงของระบบ แล้วเดินคอตกออกจากหุบเขา

ภูเขาอินฮัวมีความสูงไม่มากนัก แต่มีพื้นที่กว้างขวางและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก

ดังนั้นชาวบ้านจากละแวกใกล้เคียงจำนวนมากจึงยึดอาชีพหาของป่าเพื่อเลี้ยงชีพ

แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ลู่ชวนปีนขึ้นหน้าผามาจากเนินลาดอีกด้านหนึ่ง แล้วเดินลงตามเส้นทางเดิมที่เขาใช้ขึ้นเขา

ทว่าตลอดทางที่เดินลงมาจนถึงตีนเขา บรรยากาศกลับไม่เหมือนปกติ เขาไม่พคนหาของป่าเลยสักคนเดียวเป็นเวลานาน

ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดเส้นทางลงเขาที่ไม่ถือว่าสั้นนี้ ลู่ชวนยังพบเห็นพืชพรรณมากมายที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน

เขาทำอาชีพหาของป่ามาหลายปี แม้จะไม่ได้รู้จักพืชพรรณทุกชนิดบนภูเขาอินฮัว แต่เขาก็มั่นใจว่ารู้จักอย่างน้อยสี่สิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์

แต่บนเส้นทางสายนี้ พืชที่เขาพอจะเรียกชื่อถูกกลับมีสัดส่วนเพียงน้อยนิด

แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ลู่ชวนที่ร้อนใจอยากจะรีบลงจากเขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดให้รกสมอง

เขาเพียงแต่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงตื่นตัว โดยอาศัยประสบการณ์การเดินป่าที่สั่งสมมาหลายปี คอยหลีกเลี่ยงเส้นทางที่สัตว์ป่าทิ้งร่องรอยไว้

ในที่สุด เขาก็ออกจากภูเขาอินฮัวได้อย่างปลอดภัยและกลับมาถึง 'หมู่บ้านตระกูลลู่' ที่คุ้นเคย

บ้านของลู่ชวนตั้งอยู่มุมหนึ่งของหมู่บ้าน ด้านข้างบ้านชั้นเดียวหลังเล็กของเขามีบ่อปลาขนาดห้าหมู่และที่นาอีกสิบหมู่

สมัยที่พ่อแม่ของลู่ชวนยังมีชีวิตอยู่ ทั้งบ่อปลาและที่นาล้วนเป็นสมบัติของครอบครัวเขา

แต่พ่อแม่ของเขาด่วนจากไปก่อนวัยอันควร ซ้ำร้ายคุณยายยังมาล้มป่วยนอนติดเตียงด้วยโรคมะเร็ง

ลู่ชวนในตอนนั้นยังเด็กและอ่อนต่อโลก จึงทำได้เพียงฝากให้คณะกรรมการหมู่บ้านช่วยทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์บ่อปลาและที่นา ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เดียวของครอบครัว ให้กับครอบครัวเศรษฐีในหมู่บ้าน

โชคดีที่ครอบครัวเศรษฐีนั้นมีเมตตาและไม่กดราคากับลู่ชวน

พวกเขายังสัญญากับลู่ชวนอีกว่า วันหน้าหากลู่ชวนมีเงินเมื่อไหร่ ก็สามารถมาขอซื้อคืนได้ในราคาเดิม

เรื่องนี้ทำให้ลู่ชวนซาบซึ้งใจยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม เงินที่ได้จากการขายที่ดินและบ่อปลาก็ยังไม่เพียงพอต่อค่ารักษาโรคมะเร็งของคุณยาย

ท้ายที่สุด เงินทั้งหมดก็หมดไป และคุณยายก็จากเขาไปอยู่ดี

เมื่อปราศจากเงินทุนจากการขายที่ และด้วยวุฒิการศึกษาที่ต่ำเพราะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ลู่ชวนจึงหางานทำในเมืองไม่ได้

เขาทำได้เพียงเรียนรู้จากชาวบ้านและเข้าป่าไปหาของมาขาย

เขาหวังเพียงว่าจะพอเลี้ยงปากท้องและเก็บหอมรอมริบเงินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นทุนทำธุรกิจในอนาคต

ทว่าการหาของป่าเป็นอาชีพที่ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝน แม้แต่คนที่มีประสบการณ์สูง หากโชคร้ายก็ยังแทบจะเอาตัวไม่รอด

สำหรับลู่ชวนที่อาศัยเพียงการเรียนรู้ด้วยตัวเอง รายได้ของเขาจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

แค่ประคองตัวเองไม่ให้หิวตายก็ยากเต็มทีแล้ว

"ระบบให้มาแค่สูตรอาหารกับอุปกรณ์ตั้งแผง ส่วนทักษะการทำอาหารต้องรอรับเป็นรางวัลภารกิจ"

"สำหรับวัตถุดิบที่ต้องใช้ขายของ ฉันต้องหาทางจัดการเอง"

ลู่ชวนขมวดคิ้วแล้วรีบเดินตรงไปยังเตียงไม้เล็กๆ ที่มุมห้อง

เขใช้สองมือจับโครงเตียงเก่าคร่ำครึแล้วยกขึ้น

เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น โครงเตียงขยับเขยื้อนอย่างทุลักทุเล เผยให้เห็นกระปุกออมสินรูปหมูสีซีดจางที่ซ่อนอยู่ข้างใต้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ลู่ชวนขายของป่าได้ ไม่ว่าจะได้เงินมากน้อยแค่ไหน เขาจะแบ่งเงินยี่สิบหยวนหยอดใส่กระปุกหมูนี้เสมอ

ต่อให้วันต่อๆ มาเขาจะหาของไม่ได้เลยจนต้องกินผักป่าประทังชีวิต เขาก็จะบังคับตัวเองไม่ให้แตะต้องเงินในกระปุกนี้เด็ดขาด

นั่นเป็นเพราะหลังจากเจอมรสุมชีวิต ทั้งการจากไปของพ่อแม่และโรคมะเร็งของยาย เขาจึงเข้าใจสัจธรรมของการเอาชีวิตรอด

ลู่ชวนประคองกระปุกออมสินไว้ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ลวดลายที่หลุดล่อนบนตัวหมู ใบหน้าฉายแววสะเทือนใจ

พ่อแม่จากไปเร็วเหลือเกิน สิ่งของดูต่างหน้าที่พวกท่านทิ้งไว้ให้ก็นับวันยิ่งน้อยลงไปทุกที

"เฮ้อ"

เสียงถอนหายใจ

ตามมาด้วยเสียงเครื่องกระเบื้องแตกกระจาย

ลู่ชวนกำธนบัตรยับยู่ยี่ไว้ในมือ แล้วรีบวิ่งออกจากประตูบ้านไปด้วยสีหน้ากังวล

"ไม่ว่าจะยังไง ฉันก็ต้องไปพิสูจน์ให้ได้ว่าไอ้การ 'ตั้งแผงขายเต้าหู้เหม็นข้างส้วม' เนี่ย มันจะเป็นไปได้ไหม!"

...

"มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ด้วย! ดูเหมือนว่าฉันคงต้องปรับปรุงกรรมวิธีทำเต้าหู้เหม็นซะแล้ว!"

ภาพความทรงจำอันยาวนานสิ้นสุดลง

ลู่ชวนส่ายหน้า

เมื่อสบโอกาสที่ไม่มีใครอยู่ เขาจึงรีบเรียก 'รถสามล้อ' ออกมาจากช่องเก็บของของระบบ กระโดดขึ้นขี่แล้วมุ่งหน้าออกไปทันที

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่ชวนก็กลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลลู่

"เจ้าหนูชวน ซื้อรถสามล้อมางั้นรึ? รถคันนี้ดูดีทีเดียวเชียว"

ลู่เต๋อหยางที่กำลังนอนพัดวีอย่างสบายใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้าน ลุกขึ้นนั่งด้วยความประหลาดใจแล้วร้องทักลู่ชวน

ลู่ชวนยิ้มซื่อๆ ตอบกลับไปว่า "ลุงเต๋อหยาง" ก่อนจะขอตัวลา

"ชีวิตเจ้าเด็กนี่ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ดีแล้ว ดีแล้ว"

ลู่เต๋อหยางมองตามหลังลู่ชวนไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอนตัวลงนอนบนเก้าอี้ตามเดิม

ในฐานะเลขาหมู่บ้าน ลู่เต๋อหยางย่อมรู้สถานะทางบ้านของลู่ชวนดี

เขารู้สึกสงสารเด็กหนุ่มผู้มีชะตาอาภัพคนนี้จับใจ และเคยระดมชาวบ้านให้ช่วยกันบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือในช่วงแรกๆ

แต่พวกเขาก็เป็นเพียงชาวนาจนๆ รายได้น้อยนิด จึงช่วยได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่อาจช่วยได้ตลอดไป

ลู่ชวนเองก็เป็นคนรักศักดิ์ศรี เขาเชื่อว่าตราบใดที่มีมือมีเท้า เขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อมีชีวิตอยู่

นับตั้งแต่เริ่มเข้าป่าหาของ เขาก็ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านมาโดยตลอด

หลังจากลู่เต๋อหยางมั่นใจแล้วว่าลู่ชวนสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เขาก็เลิกพูดถึงเรื่องนี้ ทำเพียงแค่ชวนลู่ชวนมาทานข้าวที่บ้านในช่วงเทศกาลเท่านั้น

"แต่เจ้าหนูชวนไปเอาเงินจากไหนมาซื้อรถสามล้อกันนะ? รถคันนั้นดูท่าราคาไม่เบาเลย"

ลู่เต๋อหยางส่ายหน้าและไม่ได้เก็บมาคิดต่อ

บางทีเขาอาจจะไปเจอของดีเข้าตอนหาของป่า แล้วขายได้ราคาดีก็ได้

อาชีพที่ขึ้นอยู่กับดวงแบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

ระหว่างขี่รถสามล้อกลับบ้าน ลู่ชวนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับสายตาอยากรู้อยากเห็นและคำถามจากชาวบ้าน

แต่เมื่อเห็นลู่ชวนทำเพียงยิ้มตอบซื่อๆ ทุกคนก็เลิกเซ้าซี้ แม้ในใจจะยินดีไปกับลู่ชวนด้วยก็ตาม

การมีรถสามล้อเป็นเรื่องดี เขาจะได้ไปทำมาหากินอย่างอื่นได้ ดีกว่าต้องฝากชีวิตไว้กับการหาของป่าที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

ลู่ชวนขี่รถสามล้อที่ไม่สามารถลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยเล็กๆ ได้ จึงต้องใช้ถนนสายหลักของหมู่บ้าน

หลังจากเลี้ยวโค้งอีกครั้ง เขาก็มองเห็นบ้านของตัวเองอยู่รำไร

ในขณะนั้นเอง ขณะผ่านหน้าบ้านของชาวบ้านคนหนึ่ง เสียงรายงานข่าวที่คุ้นหูก็ลอยผ่านรั้วเข้ามาในหูของลู่ชวน

"เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมสำรวจทางวิทยาศาสตร์ของประเทศเราได้ค้นพบ... ในอุทยานหลัวปู้... และสถานที่อื่นๆ... ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คาดการณ์ว่า... สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่... ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยเพิ่มเติม..."

ลู่ชวนกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง

"สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่?"

จู่ๆ เขาก็นึกถึงดอกไม้ใบหญ้าหน้าตาประหลาดบนภูเขาอินฮัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่แล้วเขาก็รีบส่ายหน้าไล่ความคิด

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ?"

เขากำแฮนด์รถแน่น จอดรถสามล้อเทียบหน้าบ้าน

จากนั้นจึงเริ่มขนวัตถุดิบและอุปกรณ์ลงจากรถ เดินเข้าออกบ้านหลายรอบอย่างขะมักเขม้นจนขนของเสร็จทั้งหมด

"ฟู่ว!"

เขาปาดเหงื่อ และหลังจากยืนเหม่อไปครู่หนึ่ง

เขาก็ตบแก้มตัวเองเบาๆ ขจัดความกังวลและความกลัดกลุ้มบนใบหน้าออกไป

"ลูกธนูเมื่อขึ้นสายแล้วก็จำต้องยิงออกไป ลุยกันสักตั้ง"

ลู่ชวนจัดเรียงวัตถุดิบที่กองอยู่บนพื้นและอุปกรณ์สำหรับทำเต้าหู้เหม็นอย่างเป็นระเบียบ

จากนั้นเขาก็รีบจัดระเบียบห้องครัว เปลี่ยนมันให้กลายเป็นพื้นที่ทำงานแบบโรงงานขนาดย่อม

กว่าทุกอย่างจะพร้อม ก็ถึงเวลาอาหารพอดี

ลู่ชวนหยิบหมั่นโถวแห้งๆ มากัดกินรองท้องไปพลาง เริ่มจัดลำดับความคิดไปพลาง

"ระบบบังคับให้ฉันต้องตั้งแผงขายเต้าหู้เหม็นข้างห้องน้ำสาธารณะ แต่เมื่อเช้าฉันไปดูลาดเลามาแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีทางขายได้แน่ๆ"

"ในเมื่อระบบไม่ยอมเปลี่ยนภารกิจ ฉันก็ต้องหาทางแก้ที่ตัวเต้าหู้เหม็นนี่แหละ!"

"ตราบใดที่ฉันทำเต้าหู้เหม็นให้อร่อยเหาะได้ ก็คงพอจะมีหวังทำภารกิจสำเร็จอยู่บ้าง ใช่ไหมนะ?"

ลู่ชวนคิดอย่างจนปัญญา

สูตร "เต้าหู้เหม็นรสเลิศ" ที่ระบบมอบให้ ครอบคลุมเทคนิคการทำเต้าหู้เหม็นทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความรู้นี้ เขาจะไม่พูดเกินจริงเลยหากจะเรียกตัวเองว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการทำเต้าหู้เหม็นแห่งยุค

แต่คำถามคือ แค่นี้จะเพียงพอให้ทำเต้าหู้เหม็นที่อร่อยจนทำให้คนยอมมองข้ามสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายได้เชียวหรือ?

ตามคำอธิบายในสูตรของระบบ การทำเต้าหู้เหม็นแบ่งออกเป็นสองกรรมวิธี: กรรมวิธีแบบดั้งเดิม และ กรรมวิธีสมัยใหม่

ทั้งสองวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

ตัวอย่างเช่น ข้อเสียของกรรมวิธีดั้งเดิมคือใช้เวลาหมักน้ำเชื้อนาน ต้องหมักอย่างน้อยครึ่งเดือน และยากต่อการควบคุมอุณหภูมิในการหมักและการทอด

แต่ข้อดีคือ การหมักตามธรรมชาติจะรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ได้มากกว่า ให้รสสัมผัสที่มีมิติแบบ "กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นแรกเหม็นแต่รสสัมผัสหอมหวน" และมีรสชาติที่เข้มข้นกลมกล่อมกว่า

ส่วนข้อดีของกรรมวิธีสมัยใหม่คือใช้เวลาหมักน้ำเชื้อสั้น หมักเสร็จไว และมีการใช้สารปรุงแต่งเพื่อให้รสชาติคงที่

ข้อเสียก็คือ มันจะไม่มีทางได้รสชาติที่กลมกล่อมลึกซึ้งเหมือนเต้าหู้เหม็นที่ทำด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม

ถ้าให้เลือกตามความชอบของลู่ชวน เขาย่อมเอนเอียงไปทางกรรมวิธีดั้งเดิม

ด้วยความรู้ที่เขามี เต้าหู้เหม็นที่เขาทำออกมาจะต้องอร่อยล้ำกว่าเต้าหู้เหม็นแบบดั้งเดิมทั่วไปที่มีขายตามท้องตลาดแน่นอน

ทว่า... กรอบเวลาที่ระบบกำหนดให้นั้นกระชั้นชิดเหลือเกิน

เวลานับถอยหลังสู่ความตายเหลือไม่ถึง 29 วัน

และการทำภารกิจแค่รอบเดียวคงได้ 'เหรียญความอยากอาหาร' ไม่พอแน่ๆ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องทำภารกิจให้สำเร็จมากครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนเวลาจะหมดลง

นี่ทำให้ลู่ชวนไม่มีทางเลือกอื่นเหลือเลย

จบบทที่ บทที่ 2 ทุ่มเทให้กับกรรมวิธีทำเต้าหู้เหม็น

คัดลอกลิงก์แล้ว