เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 เขารู้สึกเหมือนมองเห็นแสงสว่าง...

บทที่ 29 เขารู้สึกเหมือนมองเห็นแสงสว่าง...

บทที่ 29 เขารู้สึกเหมือนมองเห็นแสงสว่าง...


บทที่ 29 เขารู้สึกเหมือนมองเห็นแสงสว่าง...

เด็กหนุ่มคิดว่าตัวเองเคลื่อนไหวได้รวดเร็วแล้ว แต่ภายใต้อิทธิพลของฤทธิ์ยา การกระทำของเขากลับเชื่องช้าราวกับภาพสโลว์โมชั่น ลู่เต๋อที่ไหวตัวทันจึงยกแขนขึ้นป้องกันไว้ได้ทันท่วงที

"เจ็บ เจ็บเหลือเกิน!" แขนของลู่เต๋อถูกข่วนจนเลือดสดๆ ไหลซึม เขาบันดาลโทสะตบหน้าเด็กหนุ่มฉาดใหญ่

"ไอ้เศษสวะ บังอาจทำให้ข้าเจ็บตัวรึ? ดี ดี ดีมาก!"

"พูดดีๆ ไม่ชอบ อยากจะเจ็บตัวใช่ไหม? ในเมื่อข้าให้เกียรติแล้วเจ้าไม่รับ ก็อย่าโทษว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกัน"

เขาโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ "เฮ้ย พวกเจ้า จับมันกดไว้ ถอดเสื้อผ้ามันออก วันนี้คุณชายจะเล่นสนุกกับพวกเจ้าเสียหน่อย พวกเจ้าไปเล่นกับนังผู้หญิงนั่น ส่วนข้าจะลองชิมรสชาติอัจฉริยะแห่งสำนักศึกษาปี้อวิ๋นดูเสียหน่อย"

เด็กหนุ่มดิ้นรนสุดชีวิต ไม่ยอมให้มือสกปรกเหล่านั้นมาแตะต้องตัว "ไอ้พวกสัตว์นรก ปล่อยข้านะ! ลู่เต๋อ ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า ท่านอาจารย์ใหญ่รับข้าเป็นศิษย์แล้ว ถ้าเจ้าทำอะไรข้า ท่านอาจารย์ใหญ่ไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่"

ลู่เต๋อไม่มีท่าทีหวาดกลัว กลับหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆ อาจารย์ใหญ่รึ?"

"เจ้าไม่คิดบ้างหรือไง ถ้าไม่ใช่อาจารย์ใหญ่ผู้แสนดีของเจ้า แล้วเจ้าจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!"

ร่างที่อยู่เบื้องล่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดิ้นรนขัดขืนรุนแรงกว่าเดิม เสียงแหบพร่าตะโกนก้อง "พวกเจ้าร่วมมือกันหลอกข้า ไอ้พวกเดรัจฉาน!"

"ฮ่าๆๆ ร้องเข้าไป ยิ่งเจ้าร้อง ข้ายิ่งตื่นเต้น ใครก็ได้ จับมันแก้ผ้าเดี๋ยวนี้"

มือหลายคู่รุมทึ้งเด็กหนุ่ม เขาหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง กัดลิ้นตัวเองสุดแรง ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วปาก เลือดไหลซึมจากมุมปากไม่หยุด แต่เขายังคงรู้สึกถึงสัมผัสขยะแขยงจากมือเหล่านั้น

เขาอยากตาย เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่ทำไมแม้แต่ความตายมันถึงยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้!

หนิงจืออี้กับอีกสองคนเพิ่งเดินมาถึงชั้นล่าง เสียงของระบบก็ดังขึ้น หากตั้งใจฟัง จะจับกระแสความร้อนรนในน้ำเสียงนั้นได้

'โฮสต์ ไอ้ชั่วลู่เต๋อกำลังทำร้ายเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ เด็กคนนั้นคือลูกชายแท้ๆ ขององค์หญิงใหญ่ที่พลัดพรากไป'

'เด็กคนนี้น่าสงสารมาก'

หนิงจืออี้เร่งฝีเท้าขึ้น ฉวยโอกาสตอนที่หนิงหยวนจือและคนอื่นๆ เผลอ วิ่งพุ่งออกไปทันที

'ลูกชายขององค์หญิงคนสวยต้องรอด! ลู่เต๋อ ไอ้สัตว์นรก เตรียมตัวตายซะ!'

ระบบ: 'โฮสต์ เด็กหนุ่มคนนั้นต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอด เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนดีนัก พอมาเจอลู่เต๋อบีบคั้นจนสาหัส ก็เลยเข้าสู่ด้านมืดจนกลายเป็นตัวร้ายตัวพ่อที่ปั่นป่วนเมืองหลวงในภายหลัง ถ้าช่วยเขาแล้ว โฮสต์อย่าไปยุ่งกับเขามากนะ'

'หมอนี่เป็นคนประเภทกึ่งดีกึ่งเลว รับมือยากสุดๆ'

ตามเนื้อเรื่องเดิม เจิ้งว่างเหยียนไม่เคยได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตลอดชีวิต ในวัยเยาว์เขาถูกลู่เต๋อย่ำยีและต้องทนอยู่ข้างกายลู่เต๋อนานถึงสามปี อาศัยอำนาจบารมีของลู่เต๋อสร้างฐานอำนาจของตัวเอง

หลังจากมีอำนาจ เขาหาโอกาสจับตัวลู่เต๋อมาถลกหนังทั้งเป็นด้วยมือตัวเอง แล้วส่งโครงกระดูกที่เหลือกลับไปให้จวนโหว ทำเอาลู่เหมาโกรธจัดจนกระอักเลือดเป็นลมล้มพับไป

พอลู่เหมาฟื้นขึ้นมา ก็แทบอยากจะสับเจิ้งว่างเหยียนเป็นพันชิ้น แต่ตอนนั้นเจิ้งว่างเหยียนกลายเป็นคนโปรดของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ซูอวิ๋นอวี้ไปแล้ว ลู่เหมาจึงทำอะไรไม่ได้และไม่กล้าทำอะไรด้วย

ทว่าเจิ้งว่างเหยียนที่มีค่าความดาร์กพุ่งทะลุปรอทกลับไม่เกรงกลัวสิ่งใด ด้านหนึ่งเขากวาดล้างพวกขุนนางชั่วที่มองชีวิตคนเป็นผักปลาอย่างเหี้ยมโหด แต่อีกด้านหนึ่งเขากลับแจกจ่ายโจ๊กช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัย

เขาเข้าถึงชาวบ้านแต่รังเกียจพวกขุนนาง ทำให้พวกขุนนางเกลียดขี้หน้าและมีความแค้นกับเขามากมาย

จนวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็เกิดคลุ้มคลั่งสั่งประหารชาวบ้านกว่าสามร้อยคน พวกขุนนางสบโอกาสจึงใช้เรื่องนี้เล่นงานเขา จนถูกประหารชีวิตข้อหากบฏที่หน้าประตูเมือง!

ส่วนสาเหตุที่เขาสั่งฆ่าชาวบ้านกว่าสามร้อยคน และทำไมถึงรีบร้อนพาคนบุกกลับเมืองหลวงโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่มีใครล่วงรู้

สรุปสั้นๆ คือ เขาคืออัจฉริยะฟ้าประทานที่ควรจะมีอนาคตสดใส แต่กลับต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ บ้านแตกสาแหรกขาดและทิ้งชื่อเสียไว้ชั่วกัลปาวสาน

ในตอนนี้ เด็กหนุ่มนอนกองอยู่บนพื้น ศีรษะหนักอึ้ง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว คนที่รายล้อมรอบตัวเขาเปลี่ยนรูปร่างเป็นภูตผีปีศาจ แยกเขี้ยวขาววาววับ เตรียมจะฉีกร่างเขากิน

ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด ประตูก็ถูกถีบเปิดออก แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง อาบไล้ร่างของผู้บุกรุก และส่องสว่างวาบเข้ามาในหัวใจของเขา

"ไอ้สวะ ปล่อยเด็กคนนั้นเดี๋ยวนี้!"

ก่อนจะหมดสติไป เขารู้สึกราวกับได้เห็นแสงสว่าง...

หลังจากเห็นภาพนรกในห้องชัดเจน หัวสมองของหนิงจืออี้ก็อื้ออึง สีหน้าสิ้นหวังของเด็กหนุ่มบนพื้นฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ

'ไอ้พวกสัตว์นรก ไปตายซะ!'

ระบบร้องโหยหวน 'โฮสต์ เตะผ่าหมากมันเลย!'

หนิงจืออี้แยกเขี้ยวตาวาว ย่องมาในเงามืด แล้วพุ่งเข้าใส่ลู่เต๋ออย่างรวดเร็ว ประเคนลูกเตะเข้าเป้าอย่างจัง!

แกร๊ก... เสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างแตกละเอียด

...

สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดโชยมาเบาๆ ช่วยคลายความร้อนอบอ้าวของวัน ในห้องรับรองของจวนสกุลหนิง เด็กหนุ่มร่างผอมแห้งใบหน้าซีดเซียวนอนอยู่บนเตียง ชายในชุดรัดกุมสีดำยืนอยู่ข้างเตียง

"คุณชายใหญ่ ยาที่ให้คุณชายท่านนี้ทานขับออกหมดแล้วขอรับ แต่ร่างกายเขาอ่อนแอและบอบช้ำมาก คงต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะ"

"ดี ลำบากเจ้าแล้ว ลุงหนิง ส่งท่านหมอออกไปที"

"ขอรับ"

เพื่อไม่ให้เรื่องของหนิงจืออี้แพร่งพรายออกไป หนิงหยวนเจ๋อจึงอยู่เคลียร์เรื่องที่หอคณิกาจนดึกดื่น เพื่อลบร่องรอยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนาง

แต่เรื่องราวมันใหญ่โตเกินกว่าจะปิดบังได้หมด เขาจึงปิดเรื่องหนิงจืออี้ไว้ แล้วรับสมอ้างว่าเป็นคนช่วยเหลือเอง...

สมดังที่หนิงจืออี้คาดหวัง ค่ำคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้ามาได้ครึ่งดวง หนิงจืออี้ก็แต่งตัวเสร็จสรรพโดยมีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติ

'ระบบ นี่มันคนรับใช้ชุดใหม่ทั้งนั้นเลยนี่ สาวใช้ส่วนตัวของฉันไปไหนหมด? ปกติมันต้องมี 4 คนไม่ใช่เหรอ?'

ระบบ: 'ปกติก็ใช่แหละ แต่สาวใช้ชุดก่อนของโฮสต์ต่างคนต่างมีนายเป็นของตัวเอง ซึ่งไม่มีใครเป็นโฮสต์เลยสักคน หนิงหยวนเจ๋อก็เลยจัดการเก็บกวาดไปเรียบร้อยแล้ว'

หนิงจืออี้: "..."

'ไม่จริงน่า สายลับแทรกซึมเข้าจวนสกุลหนิงง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? ระบบรักษาความปลอดภัยไม่ได้เรื่องเลยนะเนี่ย'

ระบบยังคงซ้ำเติม: 'สาวใช้พวกนั้น "โฮสต์" เป็นคนเก็บตกมาจากที่ต่างๆ ตอนดำเนินตามเนื้อเรื่องเดิม แล้วก็ดื้อดึงจะเอามาไว้ข้างกายให้ได้ จวนสกุลหนิงไม่ผิดนะจ๊ะงานนี้'

ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนกับระบบ จนกระทั่งหนิงหยวนเจ๋อเข้ามาทำลายความเงียบ

"พี่ใหญ่เลือกสาวใช้มาให้เจ้า 4 คน ลองดูซิว่าถูกใจคนไหนบ้าง"

หนิงจืออี้ไม่คิดอะไรมาก ในเมื่อได้รับคำแนะนำมาแล้วว่าเกาะขาพี่ชายไว้แล้วชีวิตจะรุ่งโรจน์ จะต้องคิดอะไรอีก? นางประกาศทันที "ข้าชอบทุกคนที่พี่ใหญ่เลือกให้ เจ้าค่ะ ให้พวกนางติดตามข้าไปงานชุมนุมบทกวีขององค์หญิงใหญ่เลยก็แล้วกัน"

ท้ายที่สุด นางก็พาสาวใช้ที่อาวุโสที่สุดไป ส่วนคนอื่นๆ ให้สแตนด์บายรออยู่ที่จวนสกุลหนิง สองพี่น้องหนิงหยวนเจ๋อและหนิงหยวนจือย่อมไม่พลาดโอกาสดีในการหาข่าวเช่นนี้ จึงติดตามไปด้วย ส่วนหนิงหยวนอี้ทำตัวแปลกๆ มาสองวันแล้ว หายหัวไปไหนก็ไม่รู้

อาจเป็นเพราะรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นของทั้งสาม หรืออาจเป็นเพราะหนิงจืออี้เคยก่อวีรกรรมไว้เยอะ ทันทีที่ลงจากรถม้า ก็ดึงดูดสายตาผู้คนมากมาย

"ดูสิ ละครฉากใหม่กำลังจะเริ่มแล้ว" คุณหนูที่ปักปิ่นแดงสะกิดคนข้างๆ

"คราวนี้หนิงจืออี้เตะเจอของแข็งเข้าให้แล้ว กล้ามาร่วมงานขององค์หญิงใหญ่โดยไม่มีเทียบเชิญ นิสัยอย่างองค์หญิงใหญ่ไม่มีทางให้เข้านางแน่"

"นางมาตามตื๊อคุณชายซูอีกแล้วเหรอ? วันนี้คุณชายซูมาด้วยหรือเปล่า?"

"คุณชายซูมาถึงนานแล้ว ข้าเห็นเขาเข้าไปในจวนองค์หญิงเมื่อกี้นี้เอง"

เสียงซุบซิบดังขึ้น ทุกคนปักใจเชื่อว่าหนิงจืออี้มาตามไล่ล่าซูอวิ๋นอวี้อีกตามเคย ก็มันเป็นแบบนี้มาตลอดนี่นา ที่ไหนมีซูอวิ๋นอวี้ ที่นั่นต้องมีเงาของหนิงจืออี้

ในฐานะลูกสาวคนเล็กสายตรงของแม่ทัพหนิง ใครจะกล้าขวางนางกันเล่า

ภายในจวนองค์หญิง ซูอวิ๋นอวี้ก็ได้รับข่าวเช่นกัน

ต้วนหานพัดวีด้วยพัดวาดลายทิวทัศน์งดงาม พลางเอ่ยเย้าแหย่

"แหม ได้ข่าวหรือยัง? หนิงจืออี้ตามมาหาเจ้าแล้วนะ ตอนนี้อยู่หน้าประตูจวนองค์หญิงแล้ว"

คนอื่นๆ มองหน้ากันแล้วระเบิดหัวเราะ "ข้าว่าเสน่ห์ของคุณชายซูแรงเหลือเกิน ดูสิ คุณหนูหนิงหลงหัวปักหัวปำเลย หยุนอวี้ จริงๆ หนิงจืออี้หน้าตาก็ไม่เลวนะ รับนางไว้เป็นอนุสักคนสิ?"

อีกคนเสริมขึ้นมา "นั่นสิ ถ้าแม่ทัพหนิงยังอยู่ ฐานะอย่างนางเป็นอนุคงไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่ตอนนี้... เหมาะเหม็งเลยที่จะรับเป็นอนุ"

ได้ยินพวกเขาพูดแบบนี้ ซูอวิ๋นอวี้ก็ชะงักไป ในมุมมองของผู้ชาย เขายอมรับว่าหนิงจืออี้สวยจริงๆ ตอนนี้ตระกูลหนิงสิ้นแม่ทัพหนิงไปแล้ว อำนาจบารมีก็ลดน้อยถอยลง แม้พี่น้องตระกูลหนิงทั้งสี่จะเก่งกาจ แต่ก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะอีกหลายปี

ถ้าในช่วงเวลานี้ เขาฉวยโอกาสรับหนิงจืออี้...

ใจเขาเริ่มหวั่นไหว แต่ภายนอกกลับแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์

"ผู้หญิงไร้สมองพรรค์นั้น ข้าไม่ชายตามองหรอก อย่าว่าแต่เป็นอนุเลย ต่อให้มาคุกเข่าขอร้องให้ข้ารับไว้ ข้ายังไม่เอาเลย"

การรับหนิงจืออี้เป็นอนุเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นลูกสาวแม่ทัพขั้นหนึ่ง แต่ไม่มีใครกล้าทัดทานซูอวิ๋นอวี้ ทุกคนต่างพากันหัวเราะเออออห่อหมก

ซูอวิ๋นอวี้อารมณ์ดีที่ถูกคนรุมล้อมเอาใจ จึงนึกสนุกอยากพูดต่ออีกสักหน่อย "ข้าพนันเลยว่าหนิงจืออี้ไม่มีทางผ่านประตูจวนองค์หญิงเข้ามาได้หรอก"

"พี่ซูพูดถูก จวนองค์หญิงไม่ใช่ที่ใครจะเข้าออกได้ตามใจ คนเฝ้าประตูเข้มงวดมาก มีเทียบเชิญถึงจะเข้าได้ ไม่มีเทียบเชิญห้ามเข้าเด็ดขาด คราวนี้แม่นั่นซวยแน่"

"ฮ่าๆ งั้นก็แปลว่ามีละครสนุกๆ ให้ดูอีกแล้วสิ อยากรู้จังว่าหนิงจืออี้จะกล้าอาละวาดหน้าจวนองค์หญิงหรือเปล่า ชักตื่นเต้นแล้วสิ"

เหล่าคุณชายเจ้าสำราญจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก ถ้อยคำเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามหนิงจืออี้

"นินทาผู้หญิงลับหลัง หลักการความเป็นสุภาพบุรุษของพวกท่านคงโดนหมากินไปหมดแล้วสินะ!"

จบบทที่ บทที่ 29 เขารู้สึกเหมือนมองเห็นแสงสว่าง...

คัดลอกลิงก์แล้ว