- หน้าแรก
- ปรุงยาเทพทั้งที ขอมีผลข้างเคียงหน่อยไม่ได้หรือ
- บทที่ 5 ต่างโลกไม่ใช่เรื่องง่าย
บทที่ 5 ต่างโลกไม่ใช่เรื่องง่าย
บทที่ 5 ต่างโลกไม่ใช่เรื่องง่าย
บทที่ 5 ต่างโลกไม่ใช่เรื่องง่าย
ก่อนรุ่งสาง เงาร่างอันมหึมาของกำแพงเมืองสือถังปรากฏขึ้นลางๆ สลับกับเลือนหายไปในสายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมหนาแน่น
ฉางเล่อแฝงตัวปะปนไปกับฝูงชนที่กำลังทยอยเข้าเมืองในยามเช้าตรู่
เขาสวมเสื้อคลุมเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยปะชุน ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยคราบเขม่า แบกตะกร้าใบใหญ่ที่มีผ้าคลุมปิดมิดชิด
รูปลักษณ์ภายนอกดูไม่ต่างอะไรกับเด็กหนุ่มบ้านนอกยากจนที่เข้ามาจ่ายตลาด
เขาจงใจหลีกเลี่ยงตลาดประตูทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่พลุกพล่าน แล้วเลี้ยวไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองที่มีผู้คนบางตากว่าแทน
ยามเฝ้าประตูที่นี่หย่อนยานตามคาด เพียงแค่กวาดตามองชาวบ้านร้านตลาดผ่านๆ เท่านั้น
ฉางเล่อทำท่าเลียนแบบชาวนาชราข้างหน้า ห่อไหล่และก้มหน้าต่ำ เดินผ่านเข้าไปในเมืองได้อย่างราบรื่น
ภายในเมืองสือถังเต็มไปด้วยควันไฟจากการหุงหาอาหารและกลิ่นหอมของมื้อเช้า ถนนหินสีครามกว้างขวางขนาบข้างด้วยร้านรวงเรียงราย
ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือ ต้องหากองคาราวานหรือสำนักคุ้มกันภัย แล้วรีบหนีออกจากพื้นที่อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด
เขาจำได้ลางๆ ว่ามีกิจการประเภทนี้ตั้งอยู่ในย่านตะวันออกเฉียงเหนือ
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น เขาจึงยอมอดมื้อเช้าแล้วมุ่งหน้าตรงเข้าไปในตรอกซอกซอยที่สลับซับซ้อนทันที
ในขณะที่สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการมองหาป้ายประกาศ 'รับขนส่งสินค้า' หรือ 'พ่อค้าเดินทาง' และกำลังวางแผนว่าจะเจรจาขอติดสอยห้อยตามออกไปในวันนี้อย่างไรดี...
...จู่ๆ ฝ่ามือหยาบกระด้างก็ตบลงบนไหล่ของเขาอย่างแรง จนร่างของเขาเซถลา!
ฉางเล่อตัวแข็งทื่อ ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับไปมอง
ชายฉกรรจ์สามคนในชุดเครื่องแบบสีน้ำตาลเข้ม ห้อยไม้บรรทัดเหล็กไว้ที่เอว ยืนขวางทางเขาอยู่
คนนำหน้ามีใบหน้าเต็มไปด้วยไขมันและแววตาดุร้าย
อีกสองคนไหล่กว้างเอวหนา แยกย้ายเข้าประกบซ้ายขวาปิดทางหนีเรียบร้อยแล้ว
นี่คือหน่วยลาดตระเวนเมือง... สุนัขรับใช้ของตระกูลหวัง ตระกูลหลี่ และตระกูลซุน!
"ไอ้เด็กเวร มาเดินลับๆ ล่อๆ ทำบ้าอะไรแถวนี้?"
หัวหน้าหน่วยหน้าเนื้อคำรามเสียงดัง น้ำลายกระเด็นใส่หน้าฉางเล่อ
หัวใจของฉางเล่อกระตุกวูบ เขารีบแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
"ทะ... ท่านเจ้าหน้าที่ ขะ... ข้ามาตามหาญาติ... ละ... หลงทางขอรับ..."
"หลงทางเรอะ?"
ชายรูปร่างผอมแห้งหน้าตาเหมือนลิงสวมชุดไหมโผล่หน้าออกมา ประจบสอพลอทันที
"หัวหน้าหวัง! ไม่ผิดตัวแน่ มันคือคนในใบประกาศจับ!"
เขาสะบัดกระดาษยับยู่ยี่แผ่นหนึ่งออกมา
ฉางเล่อเหลือบมองด้วยหางตา เห็นภาพวาดลายเส้นหยาบๆ แต่พอมองออกว่าเป็นใคร หัวใจของเขาดิ่งวูบลงตาตุ่ม
ตระกูลหวังเคลื่อนไหวเร็วมาก ผ่านไปไม่ถึงวันก็ออกประกาศจับไปทั่วแล้ว
เขาพยายามจะหมุนตัววิ่งหนี แต่กลับถูกกระชากคอเสื้อไว้แน่น หัวหน้าหน่วยยัดใบประกาศจับใส่หน้าเขาแล้วแสยะยิ้ม
"เหอะ! ลาภลอยแท้ๆ! มากับพวกข้าซะดีๆ!"
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ลูกสมุนสองคนเข้ามาบิดแขนเขาไพล่หลัง มัดด้วยเชือกป่านหยาบหนา แล้วลากถูลู่ถูกังไป
ฉางเล่อดิ้นรนขัดขืนและร้องโวยวาย จึงโดนหมัดหนักๆ สวนกลับมาหลายทีจนตาพรลาย เลือดกำเดาและเลือดปากไหลซึม
"อยู่นิ่งๆ ไม่งั้นข้าจะหักขาแกซะ!" ยามเฝ้าเมืองขู่คำราม
เขาหุบปากเงียบทันที คนฉลาดต้องรู้จักรักษาตัวรอด
ทว่าความหวาดกลัวและความสิ้นหวังกลับรัดแน่นในหัวใจ
หากตกไปอยู่ในมือตระกูลหวัง เขาคงทนการซ้อมไม่ไหวแน่ และเมื่อความลับถูกเปิดเผย... เขาถูกลากตัวไปยังคุกใต้ดินที่มืดมิดและอับชื้น ถูกค้นตัวจนหมดสิ้น แล้วโยนเข้าไปในห้องขังที่สกปรกโสโครกและแออัด
ไม่นานนัก เขาก็ถูก "เบิกตัวไปสอบสวน" หรือพูดให้ถูกคือ เรียกตัวไปซ้อม
ห้องทรมานมืดสลัว ผู้คุมไม่ถามไถ่อะไรทั้งสิ้น เริ่มต้นด้วยการลงแส้และทุบตีด้วยกระบองอย่างทารุณ ก่อนจะคาดคั้นถามถึงที่มาของ 'โอสถวิเศษ'
ฉางเล่อกัดฟันแน่น เขาต้องยื้อเวลาจนกว่าระดับหัวหน้าจะมาปรากฏตัว มิฉะนั้นเขาคงจบสิ้นกัน
สิ่งเดียวที่เขาพร่ำบอกได้คือ "ข้าเก็บได้"
คำตอบนั้นแลกมาด้วยการทุบตีที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ในเวลาไม่นาน ร่างกายเขาก็เต็มไปด้วยบาดแผล สภาพปางตาย
ขณะที่สติกำลังจะดับวูบ เขาได้ยินเสียงผู้คุมพึมพำแว่วๆ ว่า
"ผู้นำตระกูลทั้งสามกำลังขัดแย้งกันรุนแรง ห้ามปล่อยให้เด็กนี่ตายเด็ดขาด"
ร่างของเขาถูกลากกลับไปที่ห้องขังราวกับสุนัขตายตัวหนึ่ง แล้วโยนลงบนกองฟางเย็นเฉียบที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่า
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความเย็นเยียบจากน้ำถังใหญ่ที่สาดโครมลงมาปลุกเขาให้ตื่นขึ้น
จากนั้นเขาก็ถูกลากตัวออกไปอย่างหยาบคายอีกครั้ง
โถงใหญ่ของตระกูลหวังโอ่อ่าอลังการ เพดานสูงหลายเมตร คานแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง
เบื้องบนมีชายวัยกลางคนสามคนในชุดคลุมหรูหรานั่งตระหง่าน รัศมีน่าเกรงขามกดดันไปทั่วบริเวณ
ผู้นำตระกูลหวัง ตระกูลหลี่ และตระกูลซุน
สีหน้าของพวกเขาบึ้งตึง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งทะเลาะกันมา และแววตายังคงคุกรุ่นด้วยอารมณ์
ฉางเล่อในสภาพสะบักสะบอมเนื้อตัวสกปรกมอมแมมถูกโยนลงกลางห้องโถง เสื้อผ้าขาดวิ่นเป็นริ้ว ดูแปลกแยกอย่างสิ้นเชิงท่ามกลางความหรูหรา
เขาพยายามฝืนลืมตาที่บวมช้ำมองใบหน้าเคร่งขรึมทั้งสาม
คนตรงกลาง ท่าทางภูมิฐานแต่แววตาเฉียบคม คือ หวังชิงเทียน
เขาจ้องมองฉางเล่อเขม็ง
"เจ้าหนู"
"ยาเม็ดนั้นได้มาจากไหน?"
ฉางเล่อนอนกองอยู่กับพื้น ความเจ็บปวดและความหวาดกลัวผสมปนเปกัน สมองแล่นเร็วรี่เพื่อแต่งเรื่องโกหกที่น่าเชื่อถือ
เอาวะ... ใช้วิธีน้ำเน่าตามนิยายเลยแล้วกัน
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก น้ำเสียงสั่นเครือ ตะกุกตะกัก
"ระ... เรียนท่านประมุข... ผู้น้อยมิกล้าโกหก... ความจริงแล้ว ละ... แล้วแต่เดิมมีท่านเซียนเฒ่าพเนจรผ่านมา... ท่านบอกว่าแม้ข้าจะไร้รากวิญญาณ แต่ข้าเป็นอัจฉริยะด้านการปรุงยาในรอบหมื่นปี... ท่านอยากรับข้าเป็นศิษย์... แต่ติดธุระด่วน จึงทิ้งยานั่นไว้ให้ข้ารอ... วันนั้นข้าหิวจนตาลายเลยต้องเอาไปขายแลกเงินประทังชีวิต จนเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น... ยาไม่มีเหลือแล้วขอรับ"
ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบสงัด
เส้นเลือดบนหน้าผากของหวังชิงเทียนเต้นตุบๆ เขาจ้องมองฉางเล่อราวกับกำลังมองคนปัญญาอ่อน
ไร้รากวิญญาณ? อัจฉริยะปรุงยา? ปรมาจารย์โอสถ? เอาโอสถวิเศษไปขายแลกหินวิญญาณก้อนเดียวเนี่ยนะ?
คิดว่าเขา หวังชิงเทียน ผู้นี้โง่นักหรือไง?
สีหน้าของผู้นำตระกูลหลี่และตระกูลซุนก็ดูพิลึกพิลั่นไม่ต่างกัน
แต่อันที่จริงก็โทษฉางเล่อไม่ได้ เขาไม่มีประสบการณ์ จะให้แต่งเรื่องสดๆ ร้อนๆ ให้แนบเนียนกว่านี้ก็คงยาก
หวังชิงเทียนพยายามข่มกลั้นโทสะที่อยากจะตบไอ้เด็กปากพล่อยนี่ให้ตายคาที่ แล้วกัดฟันคำรามลอดไรฟัน
"ดูท่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เด็กๆ!"
ทหารยามประจำตระกูลพุ่งเข้ามาเหมือนหมาป่า เตรียมจะกดร่างเขาไว้
ฉางเล่อกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง!
ในวินาทีวิกฤตินั้นเอง เสียงใสกระจ่างสายหนึ่งก็ลอยเข้ามาจากด้านนอก
"ได้ยินว่าช่วงนี้ในเมืองครึกครื้นนัก มีเรื่องใหญ่อันใดเกิดขึ้นหรือ เหตุใดจึงไม่มีใครแจ้งสำนักของข้าบ้าง?"
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้ทุกคนชะงักนิ่ง
สีหน้าของผู้นำตระกูลทั้งสามเปลี่ยนไปทันที พวกเขารีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วถลันไปที่หน้าประตู ปั้นหน้ายิ้มแย้มอย่างนอบน้อมและพินอบพิเทา
ฉางเล่อพยายามบิดคอหันไปมองทางประตู
ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มรูปงามยืนอยู่ที่นั่นโดยไม่มีใครสังเกตเห็นการมาถึง
เขาสวมชุดนักพรตสีเทาอมฟ้า ท่วงท่าสง่างามดุจเทพเซียน รอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่บนมุมปาก
ผู้นำตระกูลทั้งสามรีบประสานมือคารวะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงถึงขีดสุด
"พวกข้าน้อยเสียมารยาท ไม่ได้ออกไปต้อนรับท่านทูตเซียนจากสำนักเบื้องบน โปรดอภัยให้ด้วยขอรับ"
ฉางเล่อที่นอนแผ่หลากองอยู่บนพื้นมองดูชายหนุ่ม แล้วหันกลับมามองผู้นำตระกูลทั้งสามที่ก้มหัวจนแทบจรดพื้น เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
คนของสำนักชิงอวิ๋นมาแล้ว... ช่างทันเวลาพอดี!
ขืนมาช้ากว่านี้อีกนิด เขาคงโดนคนตระกูลหวังซ้อมจนตายแน่ๆ