- หน้าแรก
- ปรุงยาเทพทั้งที ขอมีผลข้างเคียงหน่อยไม่ได้หรือ
- บทที่ 6 วันที่ข้าเข้าสำนัก คือวันที่สำนักเจ้าล่มสลาย
บทที่ 6 วันที่ข้าเข้าสำนัก คือวันที่สำนักเจ้าล่มสลาย
บทที่ 6 วันที่ข้าเข้าสำนัก คือวันที่สำนักเจ้าล่มสลาย
บทที่ 6 วันที่ข้าเข้าสำนัก คือวันที่สำนักเจ้าล่มสลาย
ทันทีที่ทูตจากสำนักเมฆาครามกล่าวจบ บรรยากาศที่หนักอึ้งในห้องโถงใหญ่ตระกูลหวังก็เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้นำตระกูลทั้งสาม หวังชิงเทียน หลี่ขุย และซุนหมิง หน้าซีดเผือด ความหยิ่งยโสและความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
พวกเขาหันไปทางประตูทางเข้าด้วยความเคารพนบนอบอย่างถึงที่สุด
ฉางเล่อที่นอนเจ็บปวดรวดร้าวอยู่บนพื้นรู้ทันทีว่าฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตเขาได้มาถึงแล้ว
เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนก้อง "ข้าน้อยมีของวิเศษจะถวาย ท่านเซียน... ช่วยข้าด้วย!"
เสียงตะโกนกะทันหันเรียกสายตาทุกคู่ในห้องโถงให้หันมามอง
ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มในชุดคลุมนักพรตสีเทาอมฟ้าปรายตามองฉางเล่อ แล้วหันไปมองผู้นำตระกูลทั้งสามที่หน้าถอดสี ก่อนจะยิ้มมุมปากบางๆ
"หือ? ของวิเศษอะไรกันที่มีค่าพอจะแลกกับชีวิตเจ้า?"
หวังชิงเทียนรีบโค้งคำนับละล่ำละลัก
"ท่านทูตเซียนเสิ่น เด็กคนนี้เป็นพวกต้มตุ๋น พวกเรากำลังสอบสวนมันอยู่ อย่าได้ใส่ใจคำพูดเพ้อเจ้อของมันเลยขอรับ"
เสิ่นฉงเฟยยกมือขึ้นห้ามสายตาจับจ้องไปที่ฉางเล่อ
"ว่ามา"
"ข้ามีโอสถล้ำค่า!"
ฉางเล่อกัดฟันฝืนความเจ็บปวดพูดรัวเร็ว
"มันเป็นยาบรรพบุรุษที่มีผลมหัศจรรย์ต่อสัตว์วิญญาณ สามตระกูลนี้โลภอยากได้สมบัติของข้าจึงจับข้ามาทรมาน ข้ายินดีถวายให้ท่านเซียน... ขอเพียงแค่ให้ข้ามีชีวิตรอด!"
ริมฝีปากของเสิ่นฉงเฟยโค้งขึ้นอย่างขบขัน เขาหันไปทางพวกหวังชิงเทียน
"ข้าจะพาเด็กคนนี้กลับไปสอบสวนให้ละเอียดที่สำนัก มีใครคัดค้านไหม?"
สีหน้าของหวังชิงเทียนแปรเปลี่ยนไปมา สุดท้ายก็ได้แต่กัดฟันตอบ
"ไม่มีขอรับ"
ภูเขาดูลูกใหญ่ถูกยกออกจากอกฉางเล่อ แต่เขายังไม่กล้าวางใจ เขายังไม่ปลอดภัยเสียทีเดียว
เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนแล้วเดินโซซัดโซเซตามเสิ่นฉงเฟยออกไป
เมื่อออกมานอกคฤหาสน์ตระกูลหวัง เสิ่นฉงเฟยไม่ได้รีบร้อนกลับสำนัก แต่กลับเดินทอดน่องไปในเมืองโดยมีฉางเล่อเดินตามต้อยๆ
ฉางเล่อกัดฟันข่มความเจ็บปวดเดินตามไปติดๆ
พวกเขามาถึงโรงน้ำชาเงียบสงบแห่งหนึ่ง แล้วเลือกมุมที่ลับตาคน
เสิ่นฉงเฟยกางม่านกันเสียงแล้วเอ่ยปาก
"พูดมา ข้าพอจะได้ยินข่าวลือมาบ้าง อย่าโกหกข้า"
หัวใจฉางเล่อบีบแน่น เขาปั้นหน้าหวาดกลัวและเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง
"ท่านเซียน ยาพวกนั้นเป็นของดูต่างหน้าพ่อแม่ข้า ข้าไม่รู้ที่มาของมันจริงๆ..."
ความจริงผสมคำลวงพรั่งพรูออกมา เขาโยนความผิดทั้งหมดไปให้พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว คนตายพูดไม่ได้นี่นา
เสิ่นฉงเฟยนั่งฟังเงียบๆ นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ สีหน้าอ่านไม่ออก
"น่าสนใจ"
จู่ๆ เสิ่นฉงเฟยก็พูดแทรกขึ้นมา
"ปุถุชนคนธรรมดา กลับมียาที่ช่วยเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรได้..."
ยังพูดไม่ทันจบ แรงกดดันวิญญาณมหาศาลก็กระแทกใส่ร่างฉางเล่อ
ร่างกายเขาแข็งทื่อ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคอ ทำให้เขาต้องอ้าปากพะงาบๆ หายใจ
มือขวาอันสั่นเทาของเขาล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบ "ยาก๊อตซิลล่า" สีสันประหลาดออกมา
"ท่านเซียน นี่คือยาเม็ดสุดท้าย เป็นเม็ดที่มีค่าที่สุดที่ตระกูลหวังอยากได้มาตลอด"
"มันสามารถทำให้สัตว์วิญญาณวิวัฒนาการได้... เป็นของวิเศษที่ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง"
เสิ่นฉงเฟยรับยาเม็ดนั้นไป ความประหลาดใจพาดผ่านดวงตา
กลิ่นอายของมันช่างพิสดาร กลิ่นหอมประหลาด ผลลัพธ์ที่อ้างก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
"เจ้ารู้ใช่ไหมว่าการหลอกลวงข้ามีจุดจบอย่างไร?"
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ แรงกดดันวิญญาณที่กดทับฉางเล่อเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน
ฉางเล่อกัดฟันแน่น
"ข้าน้อยไม่กล้า!"
ในที่สุดเสิ่นฉงเฟยก็คลายแรงกดดัน สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ยาเม็ดหน้าตาธรรมดานั้น
เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลและแปลกประหลาดภายใน... เป็นพลังที่ไม่รู้จัก แต่ไม่ธรรมดาแน่นอน
ส่วนเรื่องเล่าของฉางเล่อ เขาไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่ก็ไม่สำคัญ
สิ่งที่สำคัญคือยาใช้ได้จริงหรือไม่
เก็บเด็กคนนี้ไว้รีดข้อมูลเพิ่มเติมทีหลังก็ได้
ต่อให้ไม่มีอะไร ก็แค่เลี้ยงคนธรรมดาเพิ่มคนหนึ่ง ไม่ได้สิ้นเปลืองทรัพยากรสำนักสักเท่าไหร่
เมื่อตัดสินใจได้ เสิ่นฉงเฟยก็ยิ้มอย่างอบอุ่น เก็บยาเข้าแขนเสื้อแล้วพยักหน้า
"ในเมื่อเจ้ามีความตั้งใจและวาสนาเช่นนี้ ไยไม่เข้าสำนักเมฆาครามของข้าเสียเลยเล่า? จะได้อยู่ต่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเจ้า... อย่างน้อยก็ช่วยให้เจ้าพ้นจากความทุกข์ทางโลกได้"
ความหนักอึ้งในใจฉางเล่อหายไปจนหมดสิ้น เขารีบก้มหัวคำนับปลกๆ
"ขอบพระคุณท่านเซียน! ขอบพระคุณท่านเซียน!"
ต่างฝ่ายต่างมีแผนการในใจ แต่ภายนอกกลับดูปรองดอง
เสิ่นฉงเฟยเชื่อว่าตนได้รับวาสนาก้อนโต อารมณ์จึงดีเป็นพิเศษ
ฉางเล่อรอดพ้นจากอันตรายเฉพาะหน้าและได้เวลาหายใจหายคอ
เขามั่นใจว่าด้วยระบบที่มี ขอเพียงมีเวลา อีกไม่นานเขาจะต้องยืนหยัดในโลกใบนี้ได้อย่างมั่นคง
"จับให้แน่น"
สิ้นเสียงเรียบๆ ของเสิ่นฉงเฟย กระบี่บินเปล่งแสงก็ปรากฏขึ้นลอยสูงจากพื้นหนึ่งฟุต
เขาคว้าคอเสื้อด้านหลังของฉางเล่อแล้วก้าวขึ้นกระบี่ราวกับหิ้วลูกไก่
"อ๊ากกก—!"
ฉางเล่อที่ยังไม่ทันตั้งตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของคำว่า 'ตัวบินไปแล้วแต่วิญญาณยังตามไม่ทัน'
เสียงลมคำรามก้องหู พื้นดินหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว สภาวะไร้น้ำหนักที่เกิดขึ้นฉับพลันทำให้เขาเวียนหัว ตาลาย รีบหลับตาปี๋ แทบจะฉี่ราด
เมื่อเห็นสภาพอันน่าสมเพชของฉางเล่อ เสิ่นฉงเฟยก็ยิ้มอย่างลำพองใจ
แม้เขาจะอยู่เพียงขั้นสร้างรากฐานช่วงต้น ซึ่งในสำนักถือว่าเป็นแค่คนตัวเล็กๆ
แต่ในโลกมนุษย์ การขี่กระบี่เหาะเหินเดินอากาศนับเป็นปาฏิหาริย์แห่งเซียน
เสิ่นฉงเฟยรู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก
การถูกส่งมาตรวจสอบเรื่องวุ่นวายที่เมืองสือถังคราวนี้ เขาคิดว่าจะเป็นงานหิน
ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นเรื่องตลกปาหี่ แถมเขายังได้ลาภลอย
พอกลับไปถึงสำนัก แค่พลิกแพลงรายงานนิดหน่อย เขาก็จะกินส่วนต่างแต้มผลงานของสำนักได้อีก... ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
กระบี่บินพุ่งทะลุเมฆหมอก
เมื่อฉางเล่อเริ่มปรับตัวได้และแง้มตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาตตะลึงงัน
เมื่อมองจากไกลๆ ยอดเขาของสำนักเมฆาครามจะถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดปี มองเห็นรายละเอียดไม่ชัด
แต่บัดนี้ เมื่อทะยานผ่านชั้นเมฆ ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เปิดกว้าง
เทือกเขาสลับซับซ้อนงดงาม ศาลาและหอคอยนับไม่ถ้วนตั้งตระหง่านอยู่ตามไหล่เขา ชายคางอนงาม คานไม้แกะสลักลงสี ระยิบระยับล้อแสงตะวัน... วิจิตรตระการตาเกินบรรยาย
นกกระเรียนบินโฉบผ่านเมฆมงคล น้ำตกทิ้งตัวลงมาราวกับทางช้างเผือก เสียงดังกึกก้องแว่วมาแต่ไกล
ไอวิญญาณหนาแน่นอบอวลไปทั่ว เพียงสูดหายใจเข้าครั้งเดียวก็สดชื่นไปถึงจิตวิญญาณ
ยอดเขาหลักที่อยู่ไกลออกไปตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ตำหนักดูโอ่อ่าเกรงขาม ขณะที่ศิษย์สำนักเมฆาครามขี่ของวิเศษเป็นลำแสงพาดผ่านไปมาระหว่างยอดเขา... ช่างเป็นภาพที่ละลานตายิ่งนัก
นี่สิคือวิถีแห่งเซียนที่แท้จริง!
ฉางเล่อมองตาค้าง หัวใจเต้นแรง... ในที่สุดเขาก็ได้สัมผัสธรณีประตูของโลกใบนี้แล้ว!
เสิ่นฉงเฟยบังคับกระบี่ร่อนลงจอดที่ลานเล็กๆ แห่งหนึ่งบริเวณกลางเขา ลานกว้างสิบหลา ล้อมรอบด้วยรั้วไผ่เขียว มีเรือนพักหยาบๆ สองสามหลัง... ดูซอมซ่ออย่างยิ่ง
"อยู่ที่นี่ไปก่อน ห้ามไปไหนถ้าข้าไม่สั่ง"
เสิ่นฉงเฟยโยนฉางเล่อลงกลางลาน แล้วชี้ไปส่งๆ ที่ห้องห้องหนึ่ง
"ข้าต้องไปรายงานที่หอธุรการ... ห้ามเพ่นพ่านเด็ดขาด"
พูดจบเขาก็ขี่กระบี่พุ่งออกไปทันที คงรีบไปแต่งเรื่องรายงานภารกิจ และถือโอกาสลองชิม 'ยาก๊อตซิลล่า' นั่นด้วย
ฉางเล่อนวดแขนที่ชาหนึบแล้วสำรวจที่พักใหม่
ลานบ้านเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน... ดีกว่ากระท่อมผุพังของเขาแบบเทียบกันไม่ติด
เมื่อมองขึ้นไป เห็นตำหนักงดงามทอประกายอยู่ระหว่างยอดเขา
เมื่อมองลงไป เมฆหมอกบดบังทุกสิ่ง เมืองสือถังหายไปจากสายตาแล้ว
"เหอะ... ดูท่าเสิ่นฉงเฟยก็เป็นแค่คนกระจอกในสำนักสินะ"
ฉางเล่อเบ้ปาก
เอาเถอะ เข้ามาได้ก็นับว่าชนะแล้ว ข้าวต้องกินทีละคำ เดินต้องเดินทีละก้าว
เขาผลักประตูเข้าไป เครื่องเรือนมีน้อยชิ้น เขาถอนหายใจแล้วเริ่มจัดของ
พลางคิดแผนขั้นต่อไป
ระบบปรุงยาได้ก็จริง... แต่ต้องใช้วัตถุดิบ
จะเอาขยะมาหลอกระบบอีกก็เสี่ยงเกินไป
สำนักเมฆาครามอุดมไปด้วยไอวิญญาณ ต้องมีแปลงสมุนไพรแน่ๆ... การจะหาสมุนไพรวิญญาณสักสองสามต้นคงไม่ยากเกินไป
ต่อให้ไม่ใช่ของเกรดดีเลิศ แต่สมุนไพรอะไรก็ยังดีกว่าใบกะหล่ำเน่าๆ
แต่ตอนนี้ระบบค้างเติ่ง ทำอะไรไม่ได้ หวังว่าเสิ่นฉงเฟยจะรีบกินยานั่นเร็วๆ
จู่ๆ ท้องเขาก็ร้องโครกคราก... เขาเพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้กินข้าวดีๆ มาสองวันแล้ว
ข้าวบูดๆ ที่คุกใต้ดินตระกูลหวังเอามาให้ ใครจะไปกินลง
พอสถานการณ์สงบ ความหิวก็ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์
"เฮ้อ... เป็นเซียนนี่ดีจังนะ ได้ยินว่าพอถึงขั้นสร้างรากฐานก็จะอิ่มทิพย์ ไม่ต้องกินข้าวแล้ว..."
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสิ่นฉงเฟยหายไปร่วมสองชั่วโมง ฟ้าเริ่มมืด
ฉางเล่อได้แต่ดื่มน้ำเย็นลูบท้องประทังหิว
ขณะที่เขากำลังคิดจะแอบย่องออกไปหาของกิน—
"โฮก!!!!!!! ตูม!!!!!!!"
เสียงคำรามสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นระเบิดก้อง
เสียงนั้นดังมาจากที่ไกลๆ แต่กลับกระแทกแก้วหูจนปวดร้าว หัวใจกระตุกวูบ
ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ไหดินเผาตกลงมาแตกกระจาย ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากคานบ้าน
"แผ่นดินไหวเหรอ?!"
ฉางเล่อตะเกียกตะกายวิ่งออกมาด้วยความตื่นตระหนก
ที่ยอดของภูเขาหลัก ร่างมหึมาอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้น
ตัวใหญ่เท่าภูเขา แผ่นหลังปกคลุมด้วยเกล็ดหนาและครีบแหลมคม
เขารู้จักมันดีจากในหนัง
หางของมัน... ที่เหมือนปล่องไฟหรือแส้เหล็ก... กวาดทำลายตำหนักแถบหนึ่งราบเป็นหน้ากลองอย่างง่ายดาย
มันคำรามก้องฟ้า แยกเขี้ยวในปากสีแดงฉาน
ที่เลวร้ายที่สุดคือ ดวงตาของมันยิงลำแสงเจิดจ้าออกมาสองสาย
เมื่อมันสะบัดหน้า ลำแสงนั้นก็กวาดผ่านแสงกระบี่และคาถาอาคมร่วงกราวราวกับแมลงวัน
ก้อนเมฆระเหยหาย แสงกระบี่แตกกระเจิง
ผู้บำเพ็ญเพียรคนใดที่โดนลำแสงเฉี่ยวชน กลายเป็นลูกไฟร่วงหล่นจากฟ้าทันที
ทุกย่างก้าวของสัตว์ประหลาดทำให้แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น หินผาถล่มทลาย
ราวกับวันสิ้นโลก
ฉางเล่ออ้าปากค้าง ตะลึงงัน:
"ยานั่น... เสก 'ก๊อตซิลล่า' ออกมาจริงๆ เรอะ?!"
ความเลื่อมใสที่เขามีต่อระบบเพิ่มทวีคูณ
ในชั่วขณะนั้น—
ลำแสงขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ตำหนักใหญ่บนยอดเขาหลัก!
ตูม!!!!!!!!
แรงระเบิดฉีกหลังคาหายไปครึ่งแถบ หินและไม้พุ่งกระจายออกมาเหมือนกระสุนปืนใหญ่
ชายคาแกะสลักชิ้นหนึ่ง ที่มีรูปสัตว์มงคลและควันพวยพุ่ง หมุนคว้างกลางอากาศพุ่งตรงมาทางลานบ้านของฉางเล่อ
"ชิบหายแล้ว!"
ขวัญหนีดีฝ่อ เขาพุ่งหลบไปหลังก้อนหินใหญ่นอกลานบ้าน
โดนเข้าไปทีเดียว นิยายเรื่องการทะลุมิติของเขาคงจบเห่แน่
ตึง!!!
พื้นดินสะเทือน ฝุ่นตลบ
เมื่อชะโงกหน้าออกไปดู เขาเห็นลานบ้านของเสิ่นฉงเฟยกลายเป็นซากปรักหักพัง
เหลือเพียงชายคาขนาดยักษ์ปักลึกและคุกรุ่นอยู่
"เสิ่นฉงเฟย กลับมาเดี๋ยวนี้นะ... คริสตัลบ้านแตกแล้วโว้ย!"
ยังไม่ทันหายใจทั่วท้อง แสงอักขระนับไม่ถ้วนก็สว่างวาบขึ้นทั่วเทือกเขาเมฆาคราม ถักทอกันเป็นโดมแสงสีฟ้าโปร่งแสงขนาดมหึมา ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางสำนัก
ค่ายกลพิทักษ์เขาทำงานแล้ว!
"รุนแรงเกินไปแล้ว... ฝึกเซียนวันแรก ไม่มีประสบการณ์..."
"การฝึกเซียนมันเป็นแบบนี้เองเหรอ?"
ทันใดนั้น เสียงชราที่ทรงอำนาจและเกรี้ยวกราดก็ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
"สัตว์เดรัจฉาน!! บังอาจมาอาละวาดในสำนักเมฆาครามของข้า!"
กลิ่นอายอันน่าเกรงขามหลายสิบสายตื่นขึ้นจากทุกยอดเขา พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับดาวตก ตรงดิ่งไปยังก๊อตซิลล่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง... แต่ละคนแข็งแกร่งกว่าเสิ่นฉงเฟยหลายเท่า
ปราณกระบี่ไขว้สลับ ของวิเศษส่งเสียงคำราม คาถาอาคมลุกโชน
ลำแสงของก๊อตซิลล่ากวาดไปทั่ว เหนือน่านฟ้าสำนักเมฆาครามกลายเป็นจลาจลวันสิ้นโลก
ฉางเล่อนั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงกอยู่หลังก้อนหิน
รู้สึกทั้งโล่งใจและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
"โชคดีนะที่ข้าไม่ได้ให้หมาที่หมู่บ้านกิน... ไม่งั้นเมืองสือถังคงถูกลบหายไปจากแผนที่แน่..."
คราวหน้าปรุงยา ข้าจะไม่เอาใบไม้เน่าๆ มาหลอกระบบอีกแล้ว...