- หน้าแรก
- มหายุทธ์สะท้านโลก ล่ามอนสเตอร์สู่บัลลังก์เทพ
- บทที่ 18 ลานประลองเป็นตาย
บทที่ 18 ลานประลองเป็นตาย
บทที่ 18 ลานประลองเป็นตาย
บทที่ 18 ลานประลองเป็นตาย
ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ หรือแม้กระทั่งระดับปรมาจารย์ยุทธได้นั้น ย่อมครอบครองพรสวรรค์ที่เหนือล้ำกว่าคนธรรมดาสามัญ
เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะมีความถือดีในตัว
และการที่ต้องออกล่าสังหารสัตว์อสูรในเขตทุรกันดารเป็นเวลานาน ย่อมหล่อหลอมให้พวกเขามีกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันติดตัว
เมื่อมีปากเสียงกัน ย่อมนำไปสู่การลงไม้ลงมือ
ทว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม การต่อสู้ในเขตเมืองหรือพื้นที่อยู่อาศัยจึงเป็นเรื่องต้องห้าม
'ลานประลองเป็นตาย' จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เหล่าผู้ฝึกยุทธใช้เป็นสถานที่ยุติข้อพิพาทระหว่างกัน
เจียงหานไม่รู้กฎกติกาที่แน่ชัดของลานประลองเป็นตาย แต่เพียงแค่สังเกตปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าเมื่อก้าวขึ้นสู่เวทีแห่งนั้นแล้ว ผลลัพธ์ของผู้พ่ายแพ้ย่อมเลวร้ายอย่างถึงที่สุด
ดูเหมือนลุงจ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ จะสังเกตเห็นความฉงนของเจียงหาน จึงกระซิบอธิบายเบาๆ
"บนลานประลองเป็นตาย ไม่มีกฎเกณฑ์บังคับ และไม่มีการจำกัดเวลา"
"วิธีตัดสินแพ้ชนะมีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต หรือไม่ก็เอ่ยปากยอมแพ้"
"และการยอมแพ้นั้น ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่ง ฝ่ายที่แพ้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้อีกฝ่าย"
"สำหรับจอมยุทธอย่างลุงเตาของเธอ การพ่ายแพ้หนึ่งครั้งต้องจ่ายเงินถึงยี่สิบล้านเต็มจำนวน!"
ยี่สิบล้าน...
เจียงหานไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบายตัวเลขที่ได้ยิน
ดูเหมือนว่านับตั้งแต่กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ มุมมองเรื่องเงินตราของเขาจะถูกรื้อสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา
เมื่อก่อนเขาเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย ซื้อไก่สักตัวยังต้องต่อรองราคาหลักสลึง แต่ตอนนี้ตัวเลขที่ผ่านหูเขากลับมีแต่หลักล้านหรือสิบล้านทั้งนั้น
จริงอยู่ที่ทีมของลุงเตาสามารถหาเงินได้มหาศาล แต่ภารกิจหนึ่งครั้งทำเงินได้สูงสุดราวสองล้าน
หลังจากหักส่วนแบ่งให้หัวหน้าทีมที่เป็นกำลังหลักแล้ว สมาชิกที่เหลืออีกสี่คนจะได้รับส่วนแบ่งคนละสองถึงสามแสนเท่านั้น
และการออกภารกิจได้เดือนละครั้งก็นับว่าเต็มกลืนแล้ว
หมายความว่ารายได้ต่อปีของลุงเตาจะตกอยู่ที่ประมาณสามล้าน
การเดิมพันด้วยเงินยี่สิบล้านจึงเท่ากับการนำเงินเก็บทั้งชีวิตมาวางเป็นเดิมพัน
และเมื่อเผชิญกับข้อเสนอของลุงเตา หลี่หยางก็แสดงอาการหวั่นวิตกอย่างเห็นได้ชัด
แม้เขาจะมั่นใจในฝีมือตัวเองมากเพียงใด
แต่สุดท้ายแล้วเขาก็แบกรับผลของการพ่ายแพ้ไม่ไหว
จะตอบตกลงหรือไม่?
หลี่หยางหันไปมองหัวหน้าทีมของตน แต่ชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะให้คำแนะนำใดๆ
"อะไรกัน? กลัวหรือ?"
ลุงเตารุกไล่ ไม่เปิดโอกาสให้หลี่หยางได้ไตร่ตรอง
"กลัว? ทำไมข้าต้องกลัว?"
"ด้วยฝีมือระดับแก ข้ามองไม่เห็นทางเลยว่าจะเอาชนะข้าได้ยังไง"
"วางใจเถอะ บนลานประลองเป็นตาย ข้าจะเปิดโอกาสให้แกได้เอ่ยคำว่ายอมแพ้"
"ยอมแพ้?"
ลุงเตาเพียงแค่จ้องมองหลี่หยางด้วยสายตาเย็นเยียบ แต่ความหมายในแววตานั้นประจักษ์ชัดแจ้งแก่ทุกคน
เขาไม่เคยมีความคิดเรื่องการยอมแพ้อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย
ฉากละครฉากหนึ่งจบลงชั่วคราว
แต่ทุกคนรู้ดีว่าของจริงจะเริ่มขึ้นที่ 'แนวป้องกันเหล็กกล้า'
หลี่หยางจากไปพร้อมกับทีมของเขา ส่วนเจียงหานและลุงเตาก็กลับมานั่งข้างลุงหลงและคนอื่นๆ
"นายใจร้อนเกินไปแล้ว"
ลุงหลงมองลุงเตาที่นั่งเงียบงัน ก่อนจะถอนหายใจยาว
"ฝีมือของหลี่หยางเหนือกว่านายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อพวกนายใช้ดาบเหมือนกัน"
"ฉันเดาว่าหลี่หยางคงจะขอยืมดาบจากซุนเหวินปิน"
"น่าเสียดายที่ฉันใช้สนับมือ นายเอาไปก็ใช้ไม่ได้"
ซุนเหวินปินน่าจะเป็นหัวหน้าทีมของหลี่หยาง
พลังการต่อสู้ระดับ 'ปรมาจารย์ยุทธ' นั้นสูงกว่า 'จอมยุทธ' ถึงหนึ่งขั้นใหญ่ พละกำลังเพียงอย่างเดียวก็มากกว่าหลายเท่าตัว
ดังนั้นข้อกำหนดเรื่องความแข็งแกร่งของอาวุธจึงสูงตามไปด้วย มิเช่นนั้นการโจมตีเต็มแรงเพียงครั้งเดียวอาจทำให้อาวุธแตกหักก่อน ซึ่งถือเป็นหายนะในการต่อสู้จริง
เหมือนกับเกราะป้องกันที่เจียงหานซื้อมาก่อนหน้านี้ที่ถูกลุงหลงฉีกขาดอย่างง่ายดาย
และจุดสำคัญที่สุดคือ อาวุธระดับสูงสามารถเสริมพลังเวทหรือออพชั่นพิเศษเข้าไปได้
"ถ้ามันยืมอาวุธมาจริง การประลองของนาย..."
"เดี๋ยวฉันจะลองติดต่อเพื่อนที่ใช้ดาบดู เผื่อว่าจะมีใครอยู่ที่แนวป้องกันเหล็กกล้าบ้าง"
ลุงหลงถอนหายใจแล้วลุกไปโทรศัพท์
ส่วนลุงเตาไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
ลุงหูกับลุงจ้าวทำได้เพียงตบไหล่ลุงเตาเบาๆ
พวกเขาร่วมเป็นร่วมตายกันมากว่าสิบปี ย่อมรู้ดีว่าลุงเตากำลังคิดอะไรอยู่
ตลอดการเดินทางที่เหลือแทบไม่มีบทสนทนา ผ่านไปอีกราวสองชั่วโมง รถไฟก็เริ่มชะลอความเร็ว
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเจียงหานผ่านหน้าต่างรถไฟ คือกำแพงเหล็กกล้าสูงตระหง่าน
สูงเกือบสิบเมตร หล่อหลอมขึ้นจากเหล็กกล้าชั้นดี
ในหนังสือบรรยายถึงกำแพงเหล็กกล้านี้ไว้ว่า:
แนวป้องกันเหล็กกล้ามีความยาวรวมกว่า 1,300 กิโลเมตร ใช้เหล็กกล้าบริสุทธิ์ในการก่อสร้างถึง 5,700 ล้านตัน เทียบเท่าผลผลิตเหล็กกล้าเจ็ดปีของอาณาจักร ใช้งบประมาณกว่าหนึ่งล้านล้าน ใช้เวลาก่อสร้างแยกส่วนนานแปดปี และต้านทานคลื่นสัตว์อสูรขนาดใหญ่ กลาง และเล็กมาแล้วกว่า 1,780 ครั้ง
ตอนนั้นเจียงหานเคยเปิดดูรูปในอินเทอร์เน็ตเป็นพิเศษ แต่พอได้มาเห็นด้วยตาตัวเองถึงได้รู้ซึ้ง รูปภาพกับของจริงมันคนละเรื่องกันเลย!
เวลาผ่านไปหลายสิบปี
มันเต็มไปด้วยร่องรอยการโจมตีของสัตว์อสูรและคราบเลือดที่ไม่อาจล้างออกได้หมดจด
ด้านหลังกำแพงเมืองคืออาคารสูงเรียงราย
หลังจากรถไฟเทียบชานชาลา เจียงหานและคณะเดินลงมา ชายร่างกำยำสวมชุดเกราะแบกดาบยาวไว้บนบ่าเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
"อาหลง เกิดอะไรขึ้น? ทำไมดูรีบร้อนนัก"
"อย่าให้พูดเลย ระหว่างทางหลี่หยางลูกทีมของซุนเหวินปินมีเรื่องกับเหล่าหวัง จนท้าดวลกันบนลานประลองเป็นตาย"
"ฉันเลยต้องมารบกวนขอยืมดาบนายหน่อย"
พอได้ยินลุงหลงเอ่ยชื่อซุนเหวินปิน ชายร่างกำยำที่เพิ่งมาถึงส่ายหน้าอย่างจนใจ
"พวกนายไปมีเรื่องกับเจ้าพวกนั้นได้ยังไง ถึงขั้นต้องขึ้นลานประลองเป็นตายเชียวรึ?"
"ไอ้พวกเห็นแก่ตัวพรรค์นั้น ไว้เข้าไปในเขตทุรกันดารค่อยคิดบัญชีก็ยังไม่สาย"
พูดจบ เขาก็ส่งดาบยาวบนบ่าให้ลุงเตา
"ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ยอมแพ้ซะ เสียเงินไม่เป็นไร ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง"
"จะไปคิดบัญชีทีหลังก็ได้ อย่าเพิ่งวู่วาม"
ชายร่างกำยำเห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มลุงหลง จึงพยายามเกลี้ยกล่อมลุงเตา
แต่เรื่องราวมาถึงขั้นต้องขึ้นลานประลองเป็นตายแล้ว ด้วยนิสัยของลุงเตา เขาไม่มีทางเลือกที่จะยอมแพ้อย่างแน่นอน
ลุงเตารับดาบยาวมา ลองชั่งน้ำหนักดูสองสามทีแล้วกล่าวขอบคุณ
ส่วนเจียงหานก็ขยับเข้าไปใกล้ลุงเตา
"ลุงเตาครับ ตอนที่ลุงสู้กับหลี่หยางบนรถไฟเมื่อกี้ ผมสังเกตเห็นว่าเอวซ้ายกับน่องขวาของเขาดูจะมีปัญหา"
"ตอนลุงโจมตี พยายามเน้นไปที่เอวซ้ายกับน่องขวาของเขาให้มากที่สุดนะครับ"
"น่าจะได้ผล"
เจียงหานไม่กล้าพูดอย่างมั่นใจนัก เพราะนี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจุดอ่อนที่ 'เนตรหยั่งรู้' มองเห็นนั้นจะมีผลมากน้อยแค่ไหน
ลุงเตาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตบไหล่เจียงหาน
ทั้งกลุ่มเดินตรงไปยังตึกสูงหลังหนึ่ง
และนั่นทำให้เจียงหานได้เห็นลานประลองเป็นตายกับตาตัวเองเป็นครั้งแรก
สนามประลองคล้ายกรงแปดเหลี่ยม แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก
ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ระดับจอมยุทธย่อมมีความแข็งแกร่งข้ามพ้นขีดจำกัด เพียงก้าวเดียวก็พุ่งไปได้ไกลนับสิบเมตร หากสนามเล็กเกินไปย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว