- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปใช้ชีวิตเกษียณสุดชิลในจวนอ๋อง
- บทที่ 9 ปรนนิบัติในห้องหอ (1)
บทที่ 9 ปรนนิบัติในห้องหอ (1)
บทที่ 9 ปรนนิบัติในห้องหอ (1)
บทที่ 9 ปรนนิบัติในห้องหอ (1)
ห้องหนังสือเรือนหน้า
จินอ๋องนั่งลงที่โต๊ะอักษร คลี่แผ่นกระดาษวาดเขียนออกพิจารณาอย่างละเอียด ปลายนิ้วสัมผัสผิวกระดาษแผ่วเบา... ละเอียด เรียบเนียน อีกทั้งสีสันยังสว่างตา ดีเสียยิ่งกว่ากระดาษเซวียนจื่อที่ใช้กันทั่วไปเสียอีก
เขาทอดสายตามองภาพวาดอีกครั้ง ลายเส้นลื่นไหล ภาพที่ออกมาดูสมจริงราวกับมีชีวิต การใช้สีสันก็ลงตัว แสงนวลตาที่สาดส่องลงบนกระดาษมอบบรรยากาศอบอุ่นชวนฝันให้แก่ภาพ การไล่ระดับแสงเงาเปลี่ยนทิวทัศน์ธรรมดาให้งดงามจับตา
"เจียงซุ่น เจ้ามาดูนี่สิ"
เจียงซุ่นโน้มตัวลงมอง ปลายนิ้วสัมผัสกระดาษเบาๆ "ท่านอ๋อง กระดาษนี่คุณภาพเยี่ยมยอดจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เคยเห็นกระดาษที่ไหนดีขนาดนี้มาก่อน สัมผัสเนียนละเอียดมาก"
สังเกตเห็นมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยของผู้เป็นนาย เจียงซุ่นจึงรีบกล่าวเสริม "กระหม่อมเห็นว่าฝีมือการวาดภาพของนายหญิงไป๋ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน วาดออกมาได้เหมือนจริงราวกับยกสวนดอกไม้มาไว้ในห้องหนังสือ มิน่าล่ะสาวใช้คนนั้นถึงได้เยินยอเจ้านายนัก กระหม่อมว่านางพูดไม่เกินจริงเลย"
ได้ยินคำพูดของเจียงซุ่น มุมปากของจินอ๋องก็ยิ่งยกสูงขึ้น "ชมกันขนาดนี้ นางให้อะไรเจ้ามาหรือเปล่า?"
"โธ่ ท่านอ๋องใส่ร้ายกระหม่อมแล้ว กระหม่อมพูดความจริงทั้งนั้น"
นึกถึงเหตุการณ์ในสวนดอกไม้เมื่อครู่ เขาก็ยิ้มออกมา "เจ้าห้ามไปชมนางต่อหน้านะ นางน่ะเป็นพวกบ้ายอ ดูวันนี้สิ พอสาวใช้ยอนิดยอหน่อย นางก็หลงจนลืมตัวไปหมด"
"ดูจากที่สาวใช้คนนั้นช่างสรรหาคำเยินยอ เจ้านายของนางคงจะเป็นพวกชอบฟังคำหวานจริงๆ นั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ"
เจียงซุ่นยิ้มบางๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร ซึ่งจินอ๋องก็ไม่ได้ติดใจเอาความ
นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ นึกถึงเรื่องกระดาษแผ่นนั้น "เงาหนึ่ง... สั่งคนไปสืบประวัติอนุไป๋มาให้ละเอียด"
"เอารูปนี้ไปใส่กรอบ ระวังอย่าให้เสียหายล่ะ" เขาส่งภาพวาดให้เจียงซุ่น
"พ่ะย่ะค่ะ" เจียงซุ่นก้าวเข้ามารับภาพวาดด้วยความระมัดระวัง
จินอ๋องหันกลับไปสนใจฎีกาบนโต๊ะต่อ
กว่าจะสะสางงานเสร็จ จินอ๋องลุกขึ้นบิดคอคลายความเมื่อยล้า "ตอนนี้ยามไหนแล้ว?"
"เข้าต้นยามโหย่วแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"งั้นก็กำลังดี ไปเรือนชิงหยาเถอะ ไปกินข้าวเย็นกับอนุไป๋" ว่าแล้วก็เดินนำออกไป
เจียงซุ่นรีบสาวเท้าตามไปติดๆ
ทางด้านเรือนชิงหยา ไป๋เฟยหว่านกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งยาวในลานบ้าน หลับตาพริ้มอาบแสงตะวันยามเย็น หากไม่ใช่เพราะพัดในมือที่ขยับไหวๆ เป็นครั้งคราว ใครเห็นก็คงนึกว่านางหลับไปแล้ว
จื่ออวี้ยกสำรับเข้ามาเห็นภาพนั้นพอดี แสงอาทิตย์อัสดงทาบทาลงบนร่างบางบนตั่ง ช่างงดงามราวกับภาพฝัน
นางวางอาหารลงบนโต๊ะหิน "คุณหนูเจ้าคะ ได้เวลาทานข้าวแล้วเจ้าค่ะ"
"อื้อ" นางขานรับ ลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะหิน พอเห็นผักใบเขียวหน้าเดิมๆ สีหน้าของไป๋เฟยหว่านก็เขียวยิ่งกว่าผักในจานเสียอีก
นางชี้ไปที่จานผักจานหนึ่ง "จื่ออวี้ พวกเจ้ายกจานนี้ไปแบ่งกันกินเถอะ"
จื่ออวี้ไม่ได้ขัดข้อง สองเดือนมานี้นางชินกับนิสัยของเจ้านายแล้ว จึงยกจานผักไปแบ่งกินกับจื่อจู๋และคนอื่นๆ
ไป๋เฟยหว่านเริ่มลงมือทานอย่างเชื่องช้า กินแต่มังสวิรัติมานานขนาดนี้ นางอดบ่นไม่ได้ "เฮ้อ โลกนี้ช่างอยู่ยาก บีบคนดีๆ ให้กลายเป็นกระต่ายไปซะได้" พูดจบก็ตักข้าวคำโตเข้าปาก
"โห... ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าเปลี่ยนสีเก่งขนาดนี้ เช้าเป็นนางฟ้า ตกเย็นกลายเป็นกระต่าย" เสียงทุ้มดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
ไป๋เฟยหว่านสะดุ้งโหยง ข้าวคำโตติดคอทันที นางรีบใช้มือทุบอก มืออีกข้างควานหาถ้วยน้ำแกงพัลวัน
เห็นนางสำลักหน้าดำหน้าแดง จินอ๋องก็รีบเข้ามาช่วยลูบหลัง "เป็นอะไรไหม?"
พอหายใจหายคอได้ ไป๋เฟยหว่านก็โบกมือหยอยๆ "ไม่เป็นไรแล้ว" ลืมตัวจนไม่ได้ใช้คำราชาศัพท์
เห็นนางปลอดภัยแล้ว จินอ๋องก็อดแขวะไม่ได้ "โตจนป่านนี้แล้ว กินข้าวยังสำลักอีก"
ไป๋เฟยหว่านอยากจะกรอกตามองบนใส่เขาใจจะขาด แต่ความกล้าไม่พอ จึงแสร้งทำหน้าดีใจ "หม่อมฉันดีใจที่ได้เห็นท่านอ๋องมากไปหน่อย เลย..."
ได้ยินเสียงคนมา สาวใช้ที่นั่งกินข้าวอยู่ในห้องปีกรีบวิ่งออกมาคุกเข่า "ถวายบังคมเพคะท่านอ๋อง"
"ดีใจขนาดนั้นเชียว? เมื่อเช้าข้าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะมาหา?"
ไป๋เฟยหว่านยิ้มหวาน "เพคะ ดีใจมาก หม่อมฉันนึกว่าท่านอ๋องแค่ตรัสไปตามมารยาท"
"กับเจ้า ข้าไม่ต้องรักษามารยาทหรอก"
ไป๋เฟยหว่านแปลความหมายได้ทันที... ฐานะอย่างนาง ไม่คู่ควรให้ท่านอ๋องต้องมานั่งถนอมน้ำใจ
"เพคะ ท่านอ๋องตรัสคำไหนคำนั้น ย่อมรักษาคำพูดอยู่แล้ว"
เห็นจินอ๋องอารมณ์ดี ไป๋เฟยหว่านจึงลองหยั่งเชิง "ท่านอ๋องเพคะ สาวใช้ของหม่อมฉันยังคุกเข่าอยู่เลย..."
"เจ้านี่ใจอ่อนจริงนะ" จินอ๋องมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอนุญาต "ลุกขึ้นได้"
นึกขึ้นได้ว่านางกำลังกินข้าวอยู่ เขาจึงกวาดตามองอาหารบนโต๊ะ สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง "เจ้ากินของพวกนี้ทุกวันรึ?"
เจียงซุ่นที่ยืนมองอยู่ใจหายวาบ พวกพ่อบ้านนั่นรนหาที่ตายแท้ๆ ต่อให้อนุไป๋ไม่เป็นที่โปรดปราน แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านาย กล้าดีอย่างไรถึงได้ส่งอาหารแบบนี้มาให้
"เปล่าเพคะ"
ได้ยินคำปฏิเสธ สีหน้าจินอ๋องก็ดีขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วไป๋เฟยหว่านก็พูดต่อ "ยังมีผัดผักอีกจาน แต่หม่อมฉันแบ่งให้จื่อจู๋กับคนอื่นๆ ไปแล้ว"
ได้ยินดังนั้น หน้าของจินอ๋องก็มืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง หันไปสั่งเจียงซุ่นสั้นๆ "ตั้งสำรับ"
เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของจินอ๋อง ไป๋เฟยหว่านก็กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ทนกินผักมาตั้งนาน ถึงเวลาทวงความยุติธรรมเสียที แต่ภายนอกยังคงทำหน้านิ่งสงบ
"ท่านอ๋องยังไม่เสวยหรือเพคะ?"
"อืม" เขาตอบรับสั้นๆ แล้วนั่งลงที่โต๊ะหิน "เจ้านั่งลงด้วยสิ"
ทั้งสองนั่งมองหน้ากันเงียบๆ โชคดีที่ไม่นานนักสำรับอาหารชุดใหม่ก็ถูกยกมา
มองดูอาหารเต็มโต๊ะ... โอโห... กับข้าวเยอะแยะ น่ากินทั้งนั้นเลย
เห็นหญิงสาวตรงหน้าจ้องอาหารตาเป็นประกาย อารมณ์ขุ่นมัวของจินอ๋องก็มลายหายไป
"เอาถ้วยกับตะเกียบมาเพิ่มอีกชุด เจ้าก็กินด้วยกันสิ" ประโยคแรกสั่งเจียงซุ่น ประโยคหลังหันมาบอกไป๋เฟยหว่าน
"ต้องให้หม่อมฉันคอยปรนนิบัติคีบอาหารไหมเพคะ?"
ปากถาม แต่ก้นยังติดหนึบอยู่กับเก้าอี้ ไม่มีทีท่าจะลุกขึ้นสักนิด
"ไม่ต้อง กินเถอะ"
"เพคะ ขอบพระทัยท่านอ๋อง"
ได้ลิ้มรสอาหารดีๆ อีกครั้ง ไป๋เฟยหว่านรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ อร่อยจนน้ำตาจะไหล
นางรู้สึกว่าเมื่อก่อนตัวเองช่างเรื่องมาก กินอะไรก็นิดๆ หน่อยๆ แต่ตอนนี้เห็นอาหารตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนเขมือบวัวได้ทั้งตัว
แต่ความเป็นจริงคือ... ข้าวหมดถ้วยเดียวนางก็จุกแล้ว
เห็นไป๋เฟยหว่านวางตะเกียบ จินอ๋องก็รวบตะเกียบตาม
"ท่านอ๋องอิ่มแล้วหรือเพคะ?"
"อืม อิ่มแล้ว"
ไป๋เฟยหว่านเห็นเขากินไปนิดเดียว ก็แอบนินทาในใจ... ตัวเบ้อเริ่ม กินแค่นี้ มิน่าล่ะถึงได้หุ่นดีนัก
เห็นนางจ้องเขาตาแป๋ว เขาจึงชวน "เดินเล่นในลานบ้านเป็นเพื่อนข้าหน่อย" พูดจบก็ลุกเดินนำไปที่สวน
"อ้อ เพคะ" นางรีบลุกเดินตามต้อยๆ
"กระดาษของเจ้าทำยังไงหรือ?"
ได้ยินคำถาม ไป๋เฟยหว่านก็อธิบายขั้นตอนการทำคร่าวๆ ให้ฟัง
"ท่านอ๋องคิดจะผลิตกระดาษแบบนี้หรือเพคะ?"
"ใช่ คุณภาพมันดีมาก ข้าอยากจะผลิตจำนวนมาก เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?"
"ได้สิเพคะ ผลิตเยอะๆ ก็ดี เดี๋ยวหม่อมฉันจดวิธีทำให้"
เห็นนางตอบตกลงง่ายดายโดยไม่ลังเล จินอ๋องถึงกับชะงัก หันกลับมามองหน้านางเต็มตา
เขาคิดว่านางจะฉวยโอกาสนี้ต่อรองข้อแลกเปลี่ยน และเขาก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องเอาสูตรมาให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ไม่คิดเลยว่านางจะให้ง่ายๆ แบบนี้
เห็นความจริงใจของนาง น้ำเสียงของเขาก็อ่อนโยนลง "ไม่ต้องห่วง พอผลิตได้แล้ว ข้าจะทูลเสด็จพ่อขอพระราชทานรางวัลให้เจ้า ถึงตอนนั้นเจ้าจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม"
พอได้ยินเรื่องรางวัล ไป๋เฟยหว่านรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่เอาๆ ไม่ต้องบอกฮ่องเต้หรอกเพคะ หม่อมฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นคนคิดสูตรนี้"
ความคิดแง่ลบผุดขึ้นในหัวจินอ๋อง... หรือว่านางไม่ได้คิดค้นเอง เลยไม่อยากให้ใครรู้? คิดได้ดังนั้นน้ำเสียงก็เย็นชาลง "ทำไม?"
สัมผัสได้ถึงความเย็นชาในน้ำเสียง ไป๋เฟยหว่านแสร้งตีหน้าเศร้า "ในเมื่อตัวเองไม่มีกำลังพอจะปกป้องตนเอง ลาภยศสรรเสริญจากเบื้องบนก็เปรียบเสมือนดาบสองคม เป็นได้ทั้งโชคและเคราะห์ หม่อมฉันไม่ได้มักใหญ่อะไร ขอแค่ได้ใช้ชีวิตสงบๆ ในจวนอ๋องไปจนแก่เฒ่าก็พอแล้วเพคะ"
จินอ๋องคาดไม่ถึงว่าเหตุผลจะเป็นเช่นนี้ เป็นทั้งโชคและเคราะห์งั้นหรือ? พอย้อนดูตัวเอง ก็เห็นจริงดังว่า
มองดูไป๋เฟยหว่านตอนนี้ จินอ๋องรู้สึกเอ็นดูนางจับใจ เขาก้าวเข้าไปกุมมือนาง "ได้ ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าไม่อยากได้รางวัลจากเสด็จพ่อ งั้นเจ้าบอกมาว่าอยากได้อะไร ข้าจะหามาให้"
สบโอกาส ไป๋เฟยหว่านจึงลองขอสิ่งที่ต้องการ "งั้น... หม่อมฉันขอตั้งครัวเล็กในเรือนชิงหยาได้ไหมเพคะ?"
ตามกฎแล้วตำแหน่งอนุไม่มีสิทธิ์มีครัวส่วนตัว แต่สูตรกระดาษนี้สร้างประโยชน์มหาศาล จะให้นางเสียเปรียบเกินไปก็ไม่ได้ นึกถึงสภาพอาหารการกินของนางเมื่อครู่ เขาจึงพยักหน้า "ได้สิ"
พอจินอ๋องอนุญาต ไป๋เฟยหว่านก็ดีใจจนลืมตัว กระโดดกอดเขาเต็มรัก "จริงเหรอเพคะ? ขอบพระทัยท่านอ๋อง! ท่านใจดีที่สุดเลย"
มองดูคนตัวเล็กที่โผเข้ากอดด้วยความดีใจ เพียงเพราะได้ครัวเล็กๆ เขาก็คิดในใจว่า... ช่างเป็นคนที่เลี้ยงง่ายจริงๆ
"เอาล่ะ ดึกแล้ว เข้านอนกันเถอะ" ว่าแล้วเขาก็จูงมือไป๋เฟยหว่านเดินเข้าห้องนอนไป