- หน้าแรก
- พิกัดอร่อยที่จวนอ๋อง
- บทที่ 13 กลิ่นหอมตลบอบอวล
บทที่ 13 กลิ่นหอมตลบอบอวล
บทที่ 13 กลิ่นหอมตลบอบอวล
บทที่ 13 กลิ่นหอมตลบอบอวล
ขณะที่กำลังเก็บลูกสน เย่หานก็บังเอิญพบเห็ดสีแดงดอกหนึ่ง มันดูงดงามเป็นพิเศษเมื่อต้องแสงเงา จังหวะที่เขากำลังจะยื่นมือไปเด็ด ก็มีเสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง "ร่มแดงก้านขาว กินแล้วลงไปนอนในโลงด้วยกัน ยิ่งเห็ดมีสีสันสดใสสวยงามมากเท่าไร พิษก็ยิ่งร้ายแรงมากเท่านั้น กินเข้าไปอาจถึงตายได้ทันที"
เขาตกใจจนรีบชักมือกลับทันควัน หันกลับมาเกาหัวแก้เก้อด้วยรอยยิ้มซื่อๆ แล้วขยับไปเก็บลูกสนที่จุดอื่นแทน
ทันใดนั้น เย่อวี่ก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมาจากด้านข้าง "แม่นางมู่ รีบมาดูนี่เร็วเข้า! เห็ดนี่ขึ้นอยู่ใต้ต้นสน แถมยังมีกลิ่นสนจางๆ ด้วย"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก มู่เจี้ยนซีก็รีบเดินไปหาเย่อวี่ นางมองตามมือที่เขาชี้แล้วอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น "ไม่นึกเลยว่าจะเจอของดีที่นี่จริงๆ! ลาภปากแล้ว! คราวนี้ข้าจะได้กินให้อิ่มหนำสำราญเสียที"
มู่เจี้ยนซีค่อยๆ ปัดเข็มสนออกอย่างระมัดระวัง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้นางประหลาดใจยิ่งนัก ตรงนี้มี 'เห็ดมัตสึทาเกะ' ขึ้นอยู่ถึงห้าดอก แต่ละดอกล้วนอวบอ้วนสมบูรณ์ นางรีบกวักมือเรียกทั้งสองคนให้เข้ามาดูทันที
เมื่อพวกเขาเดินมาถึง นางก็กล่าวว่า "ของพวกนั้นไม่ต้องเก็บแล้ว เรามีพอแล้ว ตอนนี้เป้าหมายหลักคือเจ้านี่ มันขึ้นชื่อว่าเป็น 'ราชาแห่งเห็ด' ความสดและรสชาติไม่มีเห็ดชนิดใดเทียบติด แต่เวลาขุดต้องระวังให้มาก ข้าจะสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน"
มู่เจี้ยนซีหยิบแผ่นไม้ไผ่ที่เหลาจนเรียบเนียนซึ่งเตรียมไว้ออกมา นางแทงไม้ไผ่ลงในดินบริเวณขอบของเห็ดมัตสึทาเกะแล้วค่อยๆ งัดขึ้นเบาๆ ดอกเห็ดค่อยๆ ลอยขึ้นจากดิน นางใช้สองมือประคองก้านเห็ดอย่างเบามือ ออกแรงดึงขึ้นมาจากรากช้าๆ จากนั้นวางลงบนมอสแล้วห่อไว้ มัดด้วยเชือกเส้นเล็กๆ
เมื่อเห็นความพิถีพิถันของนาง เย่หานก็ทำหน้าสงสัย "แค่ขุดเห็ดต้องยุ่งยากขนาดนี้เชียวหรือ"
"ยุ่งยากสิ ของสิ่งนี้คงความสดได้เพียงวันเดียวเท่านั้น พ้นจากนั้นไปจะเน่าเสียและรสชาติจะด้อยลงไปมาก ไม่เพียงแต่ต้องระวังตอนขุดเท่านั้น แต่ยังห้ามล้างด้วยน้ำเด็ดขาด ต้องใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดเบาๆ"
"ถ้าอยากกินของอร่อยเยอะๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าจะขุดหาได้มากแค่ไหนแล้วล่ะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองก็เกิดแรงฮึดขึ้นมาทันที ในเมื่อนางบอกว่าอร่อย มันต้องอร่อยแน่ๆ พวกเขาจึงแยกย้ายกันค้นหาอย่างขะมักเขม้น ไม่ยอมปล่อยให้หลุดรอดสายตาไปแม้แต่จุดเดียว ถึงขั้นใช้แผ่นไม้ไผ่พลิกเข็มสนและใบไม้แห้งเพื่อค้นหาเห็ดมัตสึทาเกะที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง
ยามพลบค่ำ กู้รุ่ยเจ๋อกลับมาจากข้างนอกพร้อมกับเย่เฟิงและเย่หลี เขาตั้งใจจะไปหาเงาร่างที่คุ้นเคยตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อไปถึงที่พักของมู่เจี้ยนซีกลับได้รับแจ้งว่านางไม่อยู่ แม้แต่เย่อวี่และเย่หานก็หายตัวไป เขาจึงไปสอบถามพ่อบ้านของจวนองค์หญิง "มู่เจี้ยนซีไปไหน?"
"ทูลท่านอ๋อง บ่าวไม่ทราบขอรับ แม่นางมู่พาชายหนุ่มสองคนนั้นไปเตรียมของที่ครัวแล้วก็ออกจากจวนไป นางไม่ได้บอกบ่าวว่าจะไปที่ใดขอรับ"
ได้ยินดังนั้น กู้รุ่ยเจ๋อก็สะบัดหน้าเดินจากไป
หลังจากเขาจากไป พ่อบ้านก็ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผากแล้วถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แรงกดดันเมื่อครู่รุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก ขาของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ฟ้ามืดสนิทแล้วตอนที่ทั้งสามกลับมาจากข้างนอกพร้อมถุงพะรุงพะรัง พวกเขาเห็นกู้รุ่ยเจ๋อนั่งหน้าทะมึนอยู่บนตั่งกลางประตูใหญ่ เย่เฟิงและเย่หลียืนขนาบข้าง ส่งสายตาให้พี่น้องทั้งสองทำนองว่า 'โชคดีนะ ตัวใครตัวมัน'
สายตาคมกริบกวาดมองพวกเขา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "พวกเจ้าไปไหนมา? ทำไมถึงกลับเอาป่านนี้"
เย่อวี่และเย่หานก้าวถอยหลังด้วยความหวาดหวั่นต่อสายตานั้น เจ้านายย่อมไม่ลงโทษนางแน่ แต่สำหรับพวกเขาคงไม่รอด ทั้งสองรีบส่งสายตาอ้อนวอนไปทางมู่เจี้ยนซี สื่อความหมายให้นางช่วยปกป้องไม่ให้เจ้านายลงทัณฑ์
นางหาได้สนใจสายตาของเขาไม่ จ้องกลับไปด้วยแววตาเย็นชาพอๆ กัน "ข้าคิดว่าท่านไม่มีสิทธิ์มาถามว่าข้าทำอะไร! จำไว้ด้วยว่าเงื่อนไขที่ข้ายอมมาที่นี่คือท่านต้องไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับข้า ไม่ยักรู้ว่าท่านอ๋องจะเป็น 'อัลไซเมอร์' ตั้งแต่อายุยังน้อย มิน่าเล่าถึงได้ขี้ลืมนัก"
"อัลไซเมอร์?!" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินคำศัพท์แปลกใหม่จากปากนาง และดูเหมือนจะไม่ใช่คำชมเสียด้วย เขาไม่เข้าใจเลยว่ามารอนางตรงนี้เพื่ออะไร ในเมื่อต้องมาอารมณ์เสียแบบนี้ เขาจึงสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นอย่างหงุดหงิดเตรียมจะเดินกลับ
"ข้าเป็นคนพาพวกเขาไป ท่านอ๋องห้ามลงโทษพวกเขานะ!"
เขาชะงักฝีเท้า หันหน้ากลับมากล่าวว่า "เปิ่นหวางส่งพวกเขาไปช่วยเจ้า ข้าไม่ลงโทษใครโดยไร้เหตุผลหรอก"
"เช่นนั้นก็ขอบพระทัยเพคะ!"
จังหวะที่เขากำลังจะเดินต่อ ก็ได้ยินมู่เจี้ยนซีพูดกับเย่เฟิงและเย่หลีว่า "เย่เฟิง เย่หลี วันนี้เราได้วัตถุดิบชั้นยอดมา หากกินสด เนื้อจะแน่นกรุบ กลิ่นหอมอบอวลอยู่ในปาก หากนำมาปรุงสุก เพียงแค่ย่างไฟอ่อนๆ บนแผ่นหินให้ทั้งสองด้านเหลืองทองส่งเสียงฉ่า... กลิ่นหอมจะเตะจมูกทันที เพียงชิ้นเดียวก็หอมตลบอบอวล อร่อยจนบรรยายไม่ถูกเลยล่ะ"
โครกคราก...
ทันใดนั้น กู้รุ่ยเจ๋อก็เผลอกลืนน้ำลายลงคอ ท้องเจ้ากรรมดันส่งเสียงร้องออกมาผิดจังหวะ คนอื่นๆ หันขวับไปมองต้นเสียง เห็นเขายืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
จากนั้นเขาก็หันกลับมาเดินตรงดิ่งไปหามู่เจี้ยนซี จ้องมองนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "เปิ่นหวางก็จะกินด้วย"
นางมองเขาด้วยสายตาดูแคลน ราวกับจะบอกว่า 'ดูสภาพท่านสิ พอพูดเรื่องกินก็ตกหลุมพรางข้าทันที' วาจาเมื่อครู่ดูเหมือนพูดกับเย่เฟิงและเย่หลี แต่แท้จริงแล้วจงใจพูดให้เขาได้ยินต่างหาก สาเหตุหลักเป็นเพราะท่าทีของเขาทำให้นางหมั่นไส้ หากเป็นยุคปัจจุบัน นางคงด่าจนเขาลืมชื่อแม่ไปแล้ว กล้าดียังไงมาทำตัววางก้ามต่อหน้านาง
"กินน่ะได้ แต่พวกเราจะไม่ลงแรงฝ่ายเดียว ท่านต้องช่วยทำงานด้วย" นางคิดว่าในฐานะท่านอ๋องที่เคยชินกับการมีคนคอยปรนนิบัติพัดวีมาตั้งแต่เล็ก เขาคงไม่มีทางตกลงรับเงื่อนไขนี้แน่
แต่ผิดคาด นางประเมินกู้รุ่ยเจ๋อสูงเกินไป เขาตอบกลับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ได้" โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
สามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พวกเขาจำได้ว่าแม้แต่ราชโองการของฮ่องเต้ เจ้านายยังไม่ค่อยจะใส่ใจ แต่กลับยอมตกลงเรื่องนี้เนี่ยนะ
"ยกแผ่นหินสีเขียวกับเตาถ่านใบใหญ่ไปไว้ที่ลานเรือนพักข้า พวกเจ้าสี่คนรับผิดชอบเรื่องก่อไฟตั้งเตา"
"ส่วนท่าน ตามข้ามาล้างวัตถุดิบ"
หนึ่งก้านธูปต่อมา กองเห็ดมัตสึทาเกะก็วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า เขาเฝ้ามองนางหยิบผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดพวกมันอย่างเบามือ แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เขากลับเผลอเหม่อมองใบหน้าจริงจังของนาง พวกเขายืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ภายใต้แสงจันทร์ เขามองเห็นแม้กระทั่งไรขนอ่อนๆ บนใบหน้านาง ไม่รู้ผีห่าซาตานตนใดดลใจ พอเห็นแก้มป่องๆ นั่นแล้ว เขากลับรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลองหยิกดูสักที
หลังจากทำความสะอาดเสร็จ มู่เจี้ยนซีก็หยิบมีดเซรามิกสองเล่มออกมาจากกล่องเก็บของที่นำติดตัวมา นางยื่นเล่มหนึ่งให้กู้รุ่ยเจ๋อ ส่วนอีกเล่มนางใช้เฉือนตัดส่วนรากของเห็ดมัตสึทาเกะออกอย่างคล่องแคล่ว